วงเสวนาราชบัณฑิตฯชำแหละยับคดีฮั้ว สว. “สิทธิโชติ” แฉแหลกช่องโหว่อ้าซ่า เปิดทางจัดตั้งฐานคะแนน มีมือดีปล่อยข้อมูลหลุดถึงมือแก๊งเดินโพย แถมข่มขู่กดดันพยานระดับอำเภอ-จังหวัด จนขยาดไม่กล้ายืนยันข้อเท็จจริง ฉะ ปธ.อนุฯชุด 36 เกียร์ว่าง อ้างไปต่างประเทศทำคดีดีเลย์ “จรัญ” ชี้ผิดมาตั้งแต่ตอนวางระบบแล้ว ดักคอถึงสอย 77 คน ยังมีตัวสำรองมาแทน แนะยื่นผู้ตรวจการฯส่งศาล รธน.ฟัน มั่นใจคราวนี้ต้องรับและทำคดีเร็ว “วิชา” ปลุกต้านขบวนการกินรวบอำนาจ “อนุทิน” ชูแผนฉบับ 14 “เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม” ปฏิรูปราชการขจัดค่านิยมเกียร์ว่าง ลุยพัฒนาทุนมนุษย์ “เท้ง” ซัดรัฐล้มเหลวจัดการวิกฤติ ย้ำปฏิทินซักฟอกภายใน ต.ค. สรุปยอดสิทธิบัตรคนจน 11.25 ล้านคน-ต่อโปรไทยช่วยไทยพลัสสำนักงานราชบัณฑิตยสภาจัดเวทีเสวนา “คดีฮั้ว สว. เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการ กกต. นายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ร่วมวงชำแหละขบวนการฮั้ว สว. หวังกินรวบอำนาจประเทศ“สิทธิโชติ” แฉยิบช่องโหว่ฮั้ว สว.เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 30 ก.ย. ที่สำนักงานราชบัณฑิตยสภามีการจัดเสวนา “คดีฮั้ว สว. เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หนึ่งในเสียงข้างน้อยคดีโกงเลือก สว. กล่าวในการเสวนาว่า จากการตรวจสอบโครงสร้างการเลือก สว. ที่บริหารจัดการแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับอำเภอ มีนายอำเภอเป็นประธาน ระดับจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และระดับประเทศ มีเลขาธิการ กกต. เป็นผู้อำนวยการเลือก ปรากฏช่องโหว่สำคัญส่งผลให้เกิดการบริหารจัดการจัดตั้งฐานคะแนน ด้วยการเกลี่ยผู้สมัครไปลงในกลุ่มอาชีพที่มีผู้สมัครน้อย ขณะที่ กกต.มีกำลังเจ้าหน้าที่ราว 1,000 คนทั่วประเทศ จึงต้องพึ่งพาฝ่ายปกครองเป็นหลัก เงื่อนปมความผิดปกติชัดเจนยิ่งขึ้นในวันเลือกระดับประเทศ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี เจ้าหน้าที่ตรวจพบเอกสารลักษณะโพยสั่งการถูกทิ้งไว้ในห้องน้ำช่วงเช้า กกต.เห็นท่าว่าจะแย่แน่จึงต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการสั่งพิมพ์เอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร (สว.3) ชุดใหม่ทั้งหมดเพื่อใช้ในรอบบ่าย กันไม่ให้ใช้โพยที่เตรียมมา โดยให้ ผอ.เลือกตั้งระดับประเทศ คือเลขาธิการ กกต.ดำเนินการ เอกสารทำใหม่ทั้งชุด ทุกคน ทว่า การบริหารจัดการทำได้ไม่ดี ผู้สมัครรู้ตัวล่วงหน้า เลยมีการเขียนตามแผนตามโพย ฉีกกระดาษกันวุ่นวาย ดังปรากฏในคลิปมีข่มขู่พยานในระดับอำเภอ–จว.นายสิทธิโชติกล่าวว่า การรั่วไหลของข้อมูลล่วงหน้าส่งผลให้เกิดความวุ่นวายในการลงคะแนนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่การสืบสวนในระดับพื้นที่ช่วง 3-4 เดือนแรกต้องเผชิญตอใหญ่ เนื่องจากพยานในพื้นที่ถูกกดดันจนไม่กล้ายืนยันข้อเท็จจริง ประกอบกับ กกต.ท้องถิ่นขาดเครื่องมือตรวจสอบเส้นทางการเงิน ทำให้สำนวนร้องเรียนส่วนใหญ่ในระดับอำเภอและจังหวัดถูกยกคำร้องไป ความซับซ้อนของคดีทำให้ กกต.ปรับแผนการทำงานใหม่ จากเดิมที่มีคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนปกติ 25 คณะ ตัดสินใจใช้อำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ดึง3 หน่วยงาน คือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงาน ปปง. มาร่วมบูรณาการ จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 มีเลขาธิการ กกต.เป็นประธาน ใช้อำนาจและเครื่องมือพิเศษ ทั้งแกะรอยเส้นทางเงิน ตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์ และลงพื้นที่สอบปากคำพยานซ้ำ เช่น กรณีพยาน 16/26 ที่ยืนยันคำให้การตรงกันถึง 3 ครั้ง เพื่อสร้างสำนวนคดีที่แน่นหนาซัด ปธ.อนุฯชุด 36 ยื้อเวลานายสิทธิโชติกล่าวด้วยว่า เมื่อคณะกรรมการฯชุดที่ 26 รวบรวมพยานหลักฐานจนได้สำนวนความยาวหลายหมื่นหน้า ที่ประชุม กกต.จึงมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 ประมวลพยานหลักฐานทั้งหมดจากชุดที่ 26 และทำความเห็นเสนอต่อที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่ แต่ประธานอนุฯชุดที่ 36 ไม่เรียกประชุมนานกว่า 45 วัน ไม่ทราบว่าดีเลย์ทำไม อ้างว่าไปต่างประเทศ ขณะนั้น กกต.กำลังครบวาระเต็มไปหมดต้องแต่งตั้งคนมาแทน แต่อนุฯชุดที่ 36 ไม่ได้ยกคำร้องเสียทั้งหมด มีเห็นด้วยกับคณะฯชุดที่ 26 อยู่บ้าง แต่เป็นส่วนน้อย ส่วนกรณี กกต.มีมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 ไม่รับพิจารณาเรื่องเส้นเงินคดีโกงสว. กกต.เสียงส่วนใหญ่เห็นว่าเวลานั้นสำนวนคดีโกง สว. อยู่ที่คณะอนุฯชุดที่ 36 จึงลงมติไม่รับสำเนาเอกสารหลักฐาน หรือพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งความเห็นพนักงานดีเอสไอ ส่วนตนเสียงข้างน้อย เห็นว่า กกต.มีหน้าที่รับรองพยานหลักฐาน เมื่อหน่วยงานรัฐแจ้งมา และอนุฯชุดที่ 26 ทำบันทึกเสนอมาว่าอยากได้พยานหลักฐานมาวิเคราะห์ ก็ควรรับ เพื่อประโยชน์ทั้งในแง่การวิเคราะห์ความบริสุทธิ์ วิเคราะห์ความผิด ทว่าสุดท้าย กกต.ชุดใหญ่มีมติไม่รับ“จรัญ” ชี้ผิดมาตั้งแต่วางระบบแล้วนายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวเสวนาว่า ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องเห็นตรงกันว่าเรื่องนี้ไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และเห็นว่าผิดตั้งแต่วางระบบการได้มาซึ่ง สว. ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน รวมทั้งเจอกกต. ชุดที่ไม่เคยทำเรื่องนี้ มาก่อน ทำให้ไม่กระชับรัดกุม ปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ได้ อยู่ที่ว่ากลุ่มไหนสีไหนจะฮั้วเก่งกว่ากันเท่านั้น คนที่ฮั้วไม่เก่งก็ได้น้อยหน่อย คนที่ฮั้วเก่งก็ได้เยอะหน่อย ต้องเปลี่ยนระบบด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ แต่อีก 5 ปีก็ไม่เสร็จ เพราะมีตัวล็อกในหลายระดับ ฉะนั้นทำอย่างไรให้บรรลุความเห็นร่วมกัน ให้เห็นผลใน 3 ปีก่อน สว.ชุดนี้จะครบวาระ 5 ปี ตั้งแต่ต้นมันไปผิดทาง ไปศาลฎีกา ศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบ หรือไปศาลฎีกาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นั่นไม่มีทางล้มระบบสีน้ำเงินที่เขาว่าสอยไป 77 คนมีชุดสำรองทดแทนนายจรัญกล่าวอีกว่า การส่งรายชื่อผู้ถูกร้องฮั้วเลือก สว. 77 ราย ไปศาลฎีกา สมมติท่านเรียกพยานหลักฐานที่มันขาดๆวิ่นๆไปดูแล้วเห็นว่าผิดหมดเลยก็เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 77 คนนี้เท่านั้น ก็จบอย่างนั้น ไม่ได้กระเทือนระบบ และน่าจะใช้เวลากว่าจะตรวจดูทั้งหมด ให้เวลา 3 ปี เว้นแต่ท่านเฮี้ยนมาก พิจารณาทุกวันอาจเสร็จใน 1 ปี สมมติว่าหลักฐานที่เรียกมาเส้นทางการเงิน พยานที่กลับคำ ใช้เครื่องจับเท็จอย่างที่หลายคนเสนอ เพื่อดูว่าอะไรที่น่าจะเป็นเท็จ อะไรน่าจะเป็นจริง ศาลฎีกาเอามาประกอบ อย่างเร็วก็ 1 ปีจบแค่ 77 คน สว.ที่หลุดไปก็ไม่สะเทือน เพราะมีสำรองเลื่อนขึ้นมา ระบบก็ไปต่อ ยิ่งถ้าเราดำเนินคดีอาญาเร็วที่สุด 5 ปี ก็ไปเลือกแบบใหม่กันแล้ว ศาลฎีกาก็ดี ศาลปกครองก็ดี ศาลอาญาก็ดี ไม่มีอำนาจล้มระบบการเลือก สว. 2567 ที่ผ่านมา และไม่มีโอกาสล้มระบบที่เราเห็นว่ามันปล่อยคาอย่างนี้ นี่คือจุดเสื่อมของประชาธิปไตยแนะยื่นผู้ตรวจฯส่งศาล รธน.ฟันนายจรัญกล่าวอีกว่า แล้วจะทำอย่างไร ไปให้เร็วคือเส้นทางสุดท้าย ไปศาลรัฐธรรมนูญ เป็นศาลเดียวที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบการจัดระบบเลือกตั้งว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ หลักนี้ใช้กับ สว.ด้วย ส่วนจะไปได้ยังไงในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญตีตกคำร้องผู้เสียหายไปแล้วเมื่อปี 2567 คดีบาร์โค้ดยังไปศาลรัฐธรรมนูญได้ เพราะผู้ตรวจการแผ่นดินเล่นด้วย เห็นว่ามีผู้เสียหายมาก เห็นว่าไม่ลับเลยเสนอศาลรัฐธรรมนูญ แต่นี่ไม่ใช่ผู้เสียหายร้องเอง นี่คือผู้ตรวจการแผ่นดินร้อง หากผู้ตรวจการแผ่นดินรับคำร้อง ผู้เสียหายที่ไม่ใช่แค่ 22 คน แต่มีหลายร้อยคน ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่อาจตีตกเรื่องนี้ได้ แต่ถ้าผู้ตรวจฯไม่รับก็ต้องกลับมาใช้ศาลฎีกาเป็นตัวช่วย ถ้าศาลฎีกาใช้อำนาจเรียกพยานหลักฐาน มีเยอะแยะเลย เช่น เส้นทางการเงิน ที่ กกต.เสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 ตีตกยังสงสัยเอาเหตุผลอะไร คดีรวมหัวทุจริตรายใหญ่ถ้าไม่รับหลักฐานเส้นการเงินนี่จบ นี่ก็คือจุดอ่อนของ กกต.ชุดนี้ แต่ศาลฎีกามั่นใจว่าเรียกมาแน่ เส้นทางการเงินไม่ใช่ 77 คน หรือ 229 คนนะ เขาโยงได้ทั่วถึงเลยมั่นใจศาล รธน.ต้องรับและต้องเร็วนายจรัญกล่าวว่า การติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ ทางไลน์ ถ้าเรียกไปตรวจสอบหมดได้ข้อมูลว่าไม่ใช่แค่ 77 คน แต่มันมากกว่า 77 คน แต่ไปตัดสิทธิเกินคนที่ร้องไม่ได้ กลุ่มผู้เสียหายก็ไปร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ทีนี้ไปตีตกเขาไม่ได้จะถูกพฤติการณ์คดีหลายเรื่องหลายอย่าง ที่ชัดเจนว่าฮั้วกันทั้งระบบ “พอผู้ตรวจการฯส่งศาลรัฐธรรมนูญมั่นใจว่าจะต้องรับ และต้องเร็ว เพราะพยานหลักฐานมีพร้อมอยู่แล้ว เชื่อว่าท่านเข้าใจว่าบ้านเมืองรอช้าไม่ได้ ท่านจะวินิจฉัยได้เร็วใน 1 ปี หรือเอาจริงๆ 6 เดือนก็เสร็จแล้ว รัฐธรรมนูญบัญญัติหน้าที่ กกต. ให้จัดการเลือกตั้ง สส. เลือก สว. ต้องสุจริตและเที่ยงธรรม เมื่อหลักฐานชัดเจนว่าไม่สุจริตและเที่ยงธรรม การเลือก สว.2567 ก็ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ และยังมีมาตรา 215 วรรคหนึ่ง กกต.ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระ ไม่อยู่ใต้อาณัติใบสั่ง หรือเกรงใจ หรือตอบแทนบุญคุณใคร ถ้า กกต.จัดการเลือกตั้งไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม ขัดแย้งรัฐธรรมนูญ การเลือก สว.ใช้บังคับไม่ได้ ตกงานกันทั้ง 200 คน อย่าปลุกระดมมวลชนลงถนน มันไม่ช่วยอะไรเลย ทำลายระบอบประชาธิปไตยด้วยซ้ำ”“วิชา” ปลุกต่อต้านขบวนการกินรวบนายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า การฮั้วทางการเมืองเป็นพัฒนาการที่เลวร้ายมาก เพราะเป็นเรื่องกลุ่มบุคคลหรือนักการเมืองร่วมกันวางแผนจัดตั้ง หรือเลือกตั้งล็อกผลลัพธ์ทางการเมือง ให้เป็นไปตามความมุ่งหมาย เอาเปรียบคนอื่นให้ตัวเองได้ประโยชน์ สิ่งเหล่านี้ทําลายเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ที่ออกแบบระบบมาเพื่อให้ได้ สว.เป็นตัวแทนกลุ่มอาชีพที่หลากหลาย ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้ฮั้วกันแบบนี้ แต่เป็นช่องโหว่ที่เกิดการแทรกแซง เป็นเกมของกลุ่มทุนและพรรคการเมืองบางพรรค เข้ามากินรวบสภาสูง ถ้าเรายอมให้ระบอบอย่างนี้ยังคงอยู่ ระบอบประชาธิปไตยจะถูกทําลาย และระบอบเผด็จการที่เราไม่ต้องการจะเข้ามา ต้องแก้ไข ผู้ที่มีจิตใจเป็นธรรมทั้งหลาย ถ้าอยากให้ระบอบการปกครองประชาธิปไตยคงอยู่ เราต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด 6 เดือนก็ช้าไปแล้ว ต้องภายใน 3 เดือนปัด กกต.แตกแยกยันยังทำงานกันได้นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการ กกต. ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการพิจารณาคดีโกง สว.อีก 3 สำนวนว่า ประธาน กกต.กำลังเร่งรัดอยู่ คาดว่าภายในต้นเดือน ต.ค.จะเข้าสู่ที่ประชุม กกต.ให้พิจารณาได้ ทั้ง 3 สำนวนผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 แล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าผ่านขั้นตอนคณะอนุกลั่นกรองฯแล้วหรือไม่ หากผ่านขั้นตอนนั้นก็นำเข้าสู่ที่ประชุม กกต.ได้ ไม่มีปัญหาอะไรเป็นไปตามกระบวนการ ยังไม่สามารถบอกอะไรได้ เมื่อถามถึงการออกมาแสดงความคิดเห็น จะถูกมองเรื่องความแตกแยกของ กกต.หรือไม่ นายสิทธิโชติตอบว่า คงไม่ เป็นการแสดงความคิดเห็นเฉพาะเรื่อง แต่เรื่องอื่นยังสามารถทำงานร่วมกันได้ ไม่มีความแตกแยก พี่ๆทุกคนเป็นคนดีหมด ไม่กระทบการทำงานร่วมกันในอนาคต“อนุทิน” ชูแผน 14 เปลี่ยนไทยไปไกลช่วงสายที่ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายก รัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมประจำปี 2569 “แผน 14 เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand’s Next Agenda” ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษการขับเคลื่อน “ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14” (พ.ศ.2571-2575) ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม” ว่า การจัดทำแผนครั้งนี้พิเศษกว่าทุกครั้ง เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ไทยและโลกกำลังเผชิญหน้าความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี โครงสร้างประชากร สภาพภูมิอากาศ ต้องเร่งสร้างศักยภาพและยกระดับให้สามารถแข่งขันและพัฒนาให้ยั่งยืน เหตุการณ์ที่อยู่ต่อหน้าเราวันนี้บอกบางอย่างชัดเจน ช่วงหลายวันที่ผ่านมาประชาชนต้องเผชิญกับสภาวะภัยพิบัติฝนตกหนัก น้ำท่วม ไม่ใช่แค่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง แต่เป็นผลจากการพัฒนาเมืองของเราช่วงที่ผ่านมาด้วย ดังนั้นการพัฒนาประเทศไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องตัวเลขหรือโครงการที่สวยหรูเท่านั้น แต่คือความสามารถของประเทศที่จะทำให้ประชาชนใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง ทั้งในวันที่สถานการณ์ปกติและเกิดวิกฤติ นี่คือโจทย์ที่พวกเราทุกคนต้องแก้ไขปฏิรูปขจัดค่านิยม ขรก.เกียร์ว่าง นายอนุทินกล่าวว่า โลกยุคปัจจุบันมองหาประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ มีกติกาที่โปร่งใส มีความพร้อมด้านพลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนมีรัฐบาลที่สามารถตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ไทยมีศักยภาพตอบโจทย์นักลงทุนทั่วโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับมิติการปฏิรูประบบราชการ ภาครัฐต้องเป็นฝ่ายปรับตัวและเปลี่ยนโครงสร้างก่อน ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนหรือภาคเอกชนปรับตัวฝ่ายเดียว ขจัดค่านิยมรับราชการแบบเกียร์ว่าง ที่มักมองว่าไม่ทำอะไรก็รอเลื่อนขั้นให้หมดสิ้นไป พร้อมขับเคลื่อนไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) อยากให้บรรจุในแผนเลยว่าให้เข้าเป็นสมาชิกให้ได้ก่อนจบแผนฉบับที่ 14 เราจะได้เป็นประเทศที่ธุรกิจแข่งขันได้ดีขึ้น ประชาชนจะได้รับการบริการที่ดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบฯในทุกเรื่อง เพราะมีศักยภาพที่ดีในทุกด้านพัฒนาทุนมนุษย์เลิกวัดใบปริญญานายอนุทินกล่าวอีกว่า การลงทุนต่อไปคือการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างจริงจัง หลักสูตรการศึกษาจะต้องทันสมัยทัดเทียมเท่าทันโลก ตอบโจทย์ทั้งบุคคลและตลาดงาน และพัฒนาประเทศได้ แผน 14 ต้องเลิกวัดความสำเร็จทางการศึกษาจากจำนวนคนได้วุฒิปริญญา แต่ดูจากทักษะที่สามารถใช้ได้จริง ทุกๆแผนที่เราทำมามีประโยชน์ทั้งสิ้น ทำประเทศมาจนถึงวันนี้ได้ ประเทศไทยผ่านวิกฤตการณ์ วันดี วันร้าย วันมืดมน วันสว่าง แต่สิ่งที่เราต้องทำให้เข้มแข็งมากกว่านี้ก็คือเพิ่มศักยภาพ โอกาส รายได้ และเพิ่มความเชื่อมั่น ดูแลคนประเทศของเราให้ดีที่สุด และทำให้ไทยเป็นที่เชื่อมั่นไปทั่วโลก ซึ่งเราไปเกือบถึงแล้ว สิ่งเหล่านี้ให้อยู่ในแผนที่ 14ดับกระแสดึงกล้าธรรมร่วมวง ครม.ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสข่าวเตรียมดึงพรรคกล้าธรรมเข้ามาร่วมรัฐบาลว่า อย่ามาคุยเรื่องการเมืองอะไรตอนนี้ ไม่ได้คิดอะไรเลย ตอนนี้มีสถานการณ์น้ำท่วม ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่ากระแสข่าวที่ออกมาไม่เป็นความจริงใช่หรือไม่ นายอนุทินย้ำว่า ตอนนี้ไม่ได้คิดเรื่องแบบนี้เลย เอาเรื่องสถานการณ์ให้เรียบร้อยก่อน รัฐบาลก็ยังทำงานได้“เท้ง” ซัดรัฐล้มเหลวจัดการวิกฤติที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงหลังประชุม ครม.เงาถึงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลว่า รัฐบาลสอบไม่ผ่านทำงานล้มเหลว และตอนนี้ไม่ใช่เวลามาถอดบทเรียน องค์ความรู้ทุกอย่างมีหมดแล้วเหลือแค่การสั่งการและการบริหารจัดการให้ตรงจุดมากกว่า ส่วนกรณีนายกฯลงพื้นที่สายไหม แล้วแจกเงินประชาชน คิดว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการตอนนี้คือการได้รับเงินเยียวยาจากรัฐโดยตรง ทั่วถึงเท่าเทียม เราไม่อยากเห็นภาพประชาชนบางส่วนได้เจอคนใหญ่คนโต และได้รับเงินแจก เป็นภาพและระบบที่เราไม่ต้องการจริงๆ ประเทศที่เราต้องการคือรัฐดูแลทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่จำเป็นที่ต้องพึ่งพาเส้นสายได้พบคนใหญ่คนโตถึงจะได้รับความช่วยเหลือ เมื่อถามว่าเหตุการณ์น้ำท่วมจะทำให้การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเร็วขึ้นหรือไม่ นายณัฐพงษ์ตอบว่า ยังอยู่ในกรอบเวลาเดิมภายในเดือน ต.ค. สถานการณ์ขณะนี้ต้องเร่งช่วยเหลือเยียวยาประชาชนก่อน“ไอซ์” รับสอบถนนทองคำบุรีรัมย์วันเดียวกัน นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋นบุรีรัมย์ เข้ายื่นหนังสือต่อ น.ส.รักชนก ศรีนอก ประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ขอให้ตรวจสอบการประมูลก่อสร้างถนนสาย 288 จ.บุรีรัมย์ ระยะทาง 2.8 กิโลเมตร ใช้งบประมาณ 450 ล้านบาท ส่อทุจริตฮั้วประมูลหรือไม่ นายภัทรพงศ์กล่าวว่า มายื่นให้ตรวจสอบถนนทองคำที่บุรีรัมย์ หรือถนนสาย 288 เป็นเส้นรอบเมือง ผ่านหน้าศูนย์ราชการแห่งใหม่ ก่อนหน้านี้เคยไปยื่นระงับโครงการขอพักเอกสารทั้งหมด จนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เบรกโครงการนี้ไว้ เนื่องจากไม่มีผู้มาประมูล แต่ในช่วงสถานการณ์การเมืองมีวิกฤติหลายอย่าง กลับมีการอาศัยช่วงชุลมุนนี้นำโครงการดังกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง มีการเปิดประมูลและได้ผู้ชนะการประมูลแล้ว จึงมายื่นต่อคณะ กมธ.ให้ตรวจสอบว่า มีการทุจริตล็อกสเปกฮั้วประมูลหรือไม่ น.ส.รักชนกกล่าวว่า จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของ กมธ.ต่อไปยอดสิทธิบัตรคนจน 11.25 ล้านคนอีกเรื่อง นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) โฆษกกระทรวงการคลัง แถลงผลสรุปโครงการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 ว่า การลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 มีผู้ผ่านเกณฑ์ได้รับสิทธิ 11.25 ล้านคน แบ่งเป็นรายเดิม 8.59 ล้านคน และรายใหม่ 2.66 ล้านคน โดยยังมีผู้ได้รับสิทธิที่ไม่ยืนยันตัวตน e-KYC กว่า 4.28 แสนราย ขอให้เร่งดำเนินการภายในเดือน ต.ค.นี้ เพื่อรับสิทธิเงินช่วยเหลือ 700 บาท ขณะที่ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ 7.6 ล้านคน จะได้รับสิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 เฟส 2” รวมทั้งจำนวนคนไทย 30.8 ล้านคน ต้องยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป นอกจากนี้ภาครัฐอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลผิดปกติราว 8,000 ราย และเตรียมดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องหากพบการทุจริตอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่