ประเมินจากปฏิกิริยาของชาวบ้าน ต่อ นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ด่ากันแบบซึ่งหน้า ขณะไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจผู้ประสบภัยน้ำท่วม รวมทั้งการแสดงออกของ ประชาชน ทางสังคมออนไลน์ ชนิดไม่แคร์สื่อ ที่มีต่อ นายกฯอนุทิน ในทุกรูปแบบ เสถียรภาพรัฐบาลนายกฯอนุทิน ในภาคประชาชน อยู่ในขั้นวิกฤติ แม้ รัฐบาลอนุทิน จะรอดตายจาก นิติสงคราม ได้อย่างปาฏิหาริย์ทุกครั้ง มีเสียงสนับสนุนในสภาท่วมท้นทั้งสภาล่างและสภาบน ฝ่ายความมั่นคง ตำรวจทหาร อยู่ในที่ตั้ง ข้าราชการปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด สื่อมวลชนหลักยังนำเสนอข่าวรัฐบาลเป็นบวก ฝ่ายตรวจสอบ องค์กรอิสระ กระบวนการยุติธรรม ยังพิจารณาตัดสินคดีที่เป็นคุณกับรัฐบาล เป็นองค์ประกอบที่จะทำให้รัฐบาลอนุทินจะอยู่ 4 ปี 8 ปี ไม่มีปัญหา จะอยู่ยาวกว่านั้นไปแก้รัฐธรรมนูญ ไม่กำหนดวาระการทำงานของนายกฯว่าจะอยู่ในตำแหน่งได้แค่ 2 สมัย หรือ 8 ปี ก็ทำได้แต่การบริหารราชการแผ่นดินที่ไม่มีมาตรฐานในระยะยาว โครงสร้างของระบอบการปกครองที่ไม่เปิดกว้าง อยู่ในระบบการผูกขาดครอบงำจนถูกเรียกว่าเป็นระบอบสีน้ำเงิน จะค่อยๆเซาะกร่อนบ่อนทำลายความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและขาดความเชื่อมั่นจากต่างชาติต่อนโยบายของรัฐบาลที่ผูกขาดครอบงำและมีช่องทางการทุจริตคอร์รัปชันที่รุนแรงขึ้นเนื่องจากไม่มีการถ่วงดุลอำนาจในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินนั่นเอง บุคลากรที่จะเข้ามาบริหารก็ต้องยอมอยู่ภายใต้อำนาจการผูกขาดดังกล่าว ยกตัวอย่าง การแก้ปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วม ไฟไหม้ รัฐบาลแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นหลัก ตั้งกรรมการ ตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์ วางมาตรการเยียวยา ใช้เงินแก้ปัญหาอย่างเดียว น้ำท่วม กทม.เที่ยวนี้ ครม.อนุมัติมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัย โครงการเยียวยาเกษตรกร ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ อนุมัติงบฉุกเฉินจากงบกลาง 2,000 ล้านเป็นการช่วยเหลือเร่งด่วน วางแผนบริหารจัดการน้ำ แผนการผันน้ำ โครงการชัยนาท ป่าสัก อ่าวไทย ใช้งบประมาณ 1.6 แสนล้าน ผูกพันเป็นระยะเวลา 8 ปี ปัญหาคือคน กทม. และปริมณฑลกำลังจมน้ำจะแก้ปัญหาอย่างไรก่อนการที่ ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเป็นเอกฉันท์ 9-0 เสียง วินิจฉัยการพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ แม้จะสืบย้อนหลังไปถึงต้นทางของผู้ลงคะแนนและการลงคะแนนได้ แต่พิสูจน์ไม่ได้ว่าการลงคะแนน เลือกตั้งจะไม่เป็นความลับ และห้ามไม่ให้ กกต.พิมพ์บาร์โค้ดคิวอาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งอีกในอนาคต คือ?อีกตัวอย่าง คณะกรรมการสรรหา กสทช.ยืนยันว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ขาดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่ง กสทช. ศาลปกครองก็มีความเห็นในทางเดียวกัน แต่สำนักงาน กสทช.ที่มีไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล เป็นรักษาการแทนเลขาฯ กสทช. ก็ยังนัดประชุมบอร์ด กสทช.ในวันที่ 1-2 ต.ค.นี้ อีกทั้งที่การประชุมที่ผ่านมาก็ล่มทุกครั้งนับสิบครั้งแล้ว ยังนัดประชุมไปเพื่อ? ขั้นตอนการทูลเกล้าฯถอดถอน นพ.สรณออกจากตำแหน่งอยู่ในขั้นตอนที่นายกฯเสนอไปยังสำนักเลขาธิการพระราชวังถ้ายังคาราคาซัง การบริหารงานของ กสทช.ก็จะกลายเป็นสุญญากาศ ความเสียหายอาจไม่เกี่ยวกับนายกฯ หรือรัฐบาล แต่ประเทศจะไปต่ออย่างไร ถ้าประชาชนไม่เชื่อมั่นในการบริหารงานของรัฐบาล ของผู้นำประเทศ.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม