เศรษฐกิจของประเทศถดถอยขนาดหนัก การคาดการณ์เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างก้าวกระโดด จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ ยึดอำนาจเมื่อปี 2549 และ 2557 ภาพลักษณ์ของประเทศไทย หล่นลงมากลายเป็นอันดับ กลุ่มประเทศที่ติดกับดักรายได้ปานกลาง หมายถึง ภาวะที่ประเทศกำลังพัฒนาสามารถยกระดับจากยากจนขึ้นมามีรายได้ปานกลางได้รวดเร็ว แล้วกลับเติบโตต่อไปได้ยาก ติดอยู่ในสถานะดังกล่าวหลายทศวรรษ จนไม่สามารถก้าวข้ามไปเป็นประเทศรายได้สูงได้ เครดิตประเทศก็ลดลงเรื่อยๆ อยู่ในกลุ่มเดียวกับเมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา ปัญหาใหญ่ที่สุดเกิดจาก ปัญหาโครงสร้างและความเหลื่อมล้ำ การศึกษาไม่ตอบโจทย์ยุคใหม่ รายได้กระจุกตัว รวยกระจุกจนกระจาย ประเทศไทยอาจจะต้องใช้เวลา นานถึง 60 ปี ในการขยับมาเป็นประเทศ ที่มีรายได้สูงได้รายงานการพัฒนาโลกเมื่อปี 2024 จากประสบการณ์และความก้าวหน้าในการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ ระบุว่า ประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับล่าง ต้องก้าวข้ามด้วยกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุนอย่างเดียว ต้องนำเทคโน โลยีใหม่และประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จจากต่างประเทศมาปรับใช้เข้ากับเศรษฐกิจของตัวเอง ประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับบน จำเป็นต้องเร่งการเปลี่ยนผ่าน นวัตกรรม ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ แรงงานและการใช้ พลังงาน ในลักษณะที่เอื้อต่อเสรีภาพทางเศรษฐกิจ การเคลื่อนย้ายทางสังคม และการแข่งขันทางการเมืองที่มีมากขึ้นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า การหารือร่วมกับ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน เพื่อยกระดับการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ก่อนนำมาเป็น ข้อเสนอเชิงนโยบาย 7 กลุ่มธุรกิจเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรและการแปรรูปอาหาร ยานยนต์ การค้าปลีก และการค้า อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแพทย์และเวลเนส การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศ ให้เติบโตได้ ไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี และผลักดันสัดส่วนการลงทุน ให้อยู่อย่างน้อย 30% ของ จีดีพี ยกระดับ ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ให้ก้าวขึ้นสู่ 20 อันดับแรกของโลกควันหลงจากการประชุม ครม.เงาของพรรคฝ่ายค้านพรรคประชาชนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการพูดถึงกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาหรือ กยศ.กำลังประสบกับปัญหาขาดการเข้าถึงเงินกู้ เนื่องจาก กยศ.ปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การอนุมัติเงินกู้ใหม่ ส่งผลให้ผู้กู้ยืมเดิมบางรายที่กำลังศึกษาอยู่ถูกเปลี่ยนสถานะเป็นผู้กู้รายใหม่และถูกจัดสรรสิทธิ์ไปอยู่ในระดับท้าย สถานะของกองทุนในปัจจุบันติดลบอย่างต่อเนื่องประมาณ 1.26 แสนล้าน ส่วนหนึ่งมาจากความไม่โปร่งใสในการบริหารจัดการ ส่วนหนึ่งมาจากการออกแบบที่ไม่ต่อเนื่องมีเป้าหมายแค่มีเงินไปเรียนจะจบไม่จบอีกเรื่องและไม่ได้คิดต่อว่าจบแล้วจะมาทำอะไร สุดท้ายกลายเป็นปัญหาลูกโซ่ไม่มีงานทำ ไม่มีเงินใช้หนี้กองทุน กองทุนติดลบบ่งบอกถึงขีดความสามารถในการแข่งขันและอนาคตที่ถดถอยจากการเมืองไทยที่ล้าหลัง.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th คลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม