อินฟลูเอ็นเซอร์ท่านหนึ่งโทร.มาถามว่า ฮูตีโจมตีทั้งกรุงริยาดและสถานที่ของบริษัทน้ำมันซาอุดีอาระเบียอารามโก ตรงเมืองยันบู ทางฝั่งทะเลแดง แต่ทำไมพอถึงวันที่ 25 กันยายน 2569 ราคาน้ำมันในตลาดโลกกลับลดลง24 กันยายน 2569 เมื่อฮูตีโจมตียันบู ห้วงแรกราคาน้ำมันดิบเบรนต์ขึ้นไปร้อยละ 5 ปิดที่ 106.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 น้ำมันดิบของสหรัฐฯปิดที่ 96.61 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7วันแรกเพิ่ม แต่วันต่อมาคือ 25 กันยายน 2569 แทนที่จะขึ้นต่อ ราคากลับลดลง เบรนต์ลดลงมาอยู่ที่ 105-106 ส่วนน้ำมันดิบของสหรัฐฯลงมาอยู่ที่ 93-94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเรื่องนี้ละครับ ที่ทำให้โทรศัพท์มือถือของผมดัง พร้อมคำถามว่า “อะไรเกิดขึ้นครับพี่ ผมโดนถามจนหัวปวดไปหมดแล้วครับ”การที่ฮูตีในเยเมนยิงขีปนาวุธโจมตีซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก แถมยันบูที่โดนโจมตีก็เป็นเมืองสำคัญสำหรับการส่งน้ำมันออกทางทะเลแดง น้ำมันจากฝั่งตะวันออกของซาอุฯถูกส่งผ่านท่อขนาดใหญ่ที่เรียกว่า East-West Pipeline ข้ามประเทศไปออกที่ยันบูได้ แต่ก็ดันราคาน้ำมันขึ้นไม่ได้ผมเริ่มหาข้อมูลและพบคำอธิบายว่า ตลาดน้ำมันไม่ได้ซื้อขายกันด้วยราคาของสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่ซื้อขายกันด้วยสิ่งที่คิดว่าจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้และต่อไปในอนาคตด้วยฮูตียิงขีปนาวุธเข้าใส่ซาอุฯ เมื่อ 24 กันยายน ราคาน้ำมันขึ้นมีข่าวการเจรจาระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่นิวยอร์ก วันที่ 25 กันยายน ราคาน้ำมันก็ลด ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย ทั้งสหรัฐฯและอิหร่านเริ่มหาทางลดความขัดแย้งเป็นขั้นเป็นตอนบั้นปลายท้ายที่สุด ราคาน้ำมันจะขึ้นหรือลงก็เป็นการต่อสู้ระหว่างข่าวสาร ข่าวหนึ่งซาอุฯถูกโจมตี อีกข่าวหนึ่ง สหรัฐฯกับอิหร่านกำลังเจรจากัน ตลาดซื้อขายน้ำมันก็ชั่งน้ำหนักกันว่า ‘ข่าวไหนสำคัญกว่า’ขีปนาวุธของฮูตีทำให้ตลาดตกใจ ราคาน้ำมันขึ้น แต่เมื่อ ‘ไม่มีหลักฐาน’ ว่าการโจมตีของฮูตีทำให้น้ำมันซาอุฯหายไปจากตลาดโลกเป็นจำนวนมาก ตลาดก็เริ่มตั้งสติและสงบลงระยะหลัง ซาอุฯเก่งเรื่องจิตวิทยาราคา ทันทีที่มีข่าวสงคราม ซาอุฯก็พยายามเพิ่มการส่งน้ำมันผ่านเส้นทางต่างๆเพื่อไม่ให้โลกตกใจ บางส่วนผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พยายามฟื้นการใช้งานท่อ East-West ไปยังทะเลแดงการทำงานอย่างชาญฉลาดของพวกซาอุฯ ทำให้ตลาดน้ำมันไม่ได้ถามแต่เพียงว่า “มีระเบิดหรือเปล่า” “ระเบิดทำให้น้ำมันหายไปจากตลาดกี่ล้านบาร์เรล” แต่เมื่อความเป็นจริงปรากฏว่าโรงงานซาอุฯยังผลิตน้ำมันได้ ท่อยังส่งน้ำมันได้ เรือยังขนน้ำมันออกไปได้ ราคาน้ำมันก็กลับสู่ปกติก่อนหน้าที่จะมีการโจมตีวันที่ 24 กันยายน ข่าวสงครามทำให้ราคาน้ำมันขึ้นไปแล้วในระดับหนึ่ง เขียนให้เข้าใจง่ายก็คือ ราคาน้ำมันมี “ค่าความกลัวสงคราม” บวกเข้าไปก่อนหน้านี้แล้ว การโจมตีครั้งใหม่ๆจึงไม่ได้ทำให้ราคากระโดดมากอีกเรื่องหนึ่งที่ผมตอบผู้ถามก็คือ โลกทุกวันนี้มีแหล่งน้ำมันมากมายหลายแห่งกว่าในอดีต มีน้ำมันจากหลายก๊อก สหรัฐฯผลิตน้ำมันได้มากขึ้น ประเทศนอกตะวันออกกลางก็มีบทบาทมากขึ้น ผู้ซื้อรายใหญ่มีทางเลือก ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาน้ำมันจากแหล่งเดียวเหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อนนอกจากสหรัฐฯแล้วก็ยังมีแคนาดา บราซิล นอร์เวย์ ที่มาช่วยเติมน้ำมันเข้าสู่ตลาดโลก แม้ว่าจะไม่สามารถทดแทนน้ำมันตะวันออกกลางได้ทั้งหมดทันที แต่ก็ช่วยลดแรงกดดันไม่ให้ตลาดขาดน้ำมันจนเกินไปจีนและอินเดียเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ทั้งสองประเทศซื้อน้ำมันจำนวนมากจากรัสเซีย ผมคิดว่าหลังจากสงครามรัสเซีย-อูเครน เส้นทางการค้าน้ำมันของโลกจะถูกรื้อขึ้นมาใหม่หลายประเทศมีน้ำมันอยู่ในคลังสำรองของตนเอง เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินก็เอาน้ำมันออกมาใช้ชั่วคราวได้ ผู้ค้าน้ำมันเองก็มีเรือและเส้นทางขนส่งหลายทาง จึงสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางได้ตามสถานการณ์.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม