“ลิซ่า” ซัด “ภราดร” ล้มเหลวสื่อสารในสถานการณ์วิกฤติ หมดราคาในสายตาประชาชน เตือนอย่าล้อเล่นความเดือดร้อนประชาชน โพลชู “เท้ง” กระแสพุ่งพร้อมความนิยมพรรคส้ม ด้าน “นายกฯหนู” ฟุบ หล่นไปอยู่อันดับ 3 “นิพิฏฐ์” เลิกหวังกับคดีบาร์โค้ดในมือศาล รธน. ปลุกมือกฎหมายขั้นเทพรุมสกรัม กกต. ร่วมกันกำจัดพรรคมาร หวังฟื้นศรัทธา ปชป.คืนชีพ “ปกรณ์” ย้ำอีกลดกำลังพลภูมิภาค เลขาฯ ก.พ.ร.ชี้เนื้องานทับซ้อนกัน 80% เล็งใช้ AI ช่วยประมวลอัตรากำลังน.ส.ภคมน หนุนอนันต์ โฆษกพรรคประชาชน ออกมาตำหนินายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำ สำนักนายกฯ ล้มเหลวในการสื่อสารสถานการณ์วิกฤติ เตือนอย่าล้อเล่นกับความเดือดร้อนของประชาชน ขณะที่นิด้าโพลชี้กระแสนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พุ่งพร้อมกระแสพรรค“ลิซ่า” ซัด “ภราดร” ไร้ประสิทธิภาพเมื่อวันที่ 27 ก.ย. น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกรณีนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กระบุถึงวิกฤติน้ำท่วมว่า “ฝนแช่ทั้งวันเลย” ว่า เป็นถึงรัฐมนตรีแต่กลับสื่อสารได้เพียงเท่านี้จริงหรือ บทเรียนจากการเป็น ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) ช่วงน้ำท่วมหาดใหญ่ปลายปีที่แล้ว ไม่ได้ช่วยให้เรียนรู้ที่จะแจ้งข่าวกับประชาชนได้ดีกว่านี้หรือ เหตุการณ์เมื่อวันที่ 27 พ.ย.2568 ที่ผู้สื่อข่าวจี้ถามนายภราดรว่า ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่รัฐบาลต้องยอมรับว่าประเมินสถานการณ์น้ำท่วมผิดพลาด จนทำให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตประชาชนจำนวนมาก นายภราดรกลับลุกหนีไม่ตอบคำถาม ทำให้หมดราคาในสายตาประชาชน เหตุใดจึงยังเลือกที่จะสื่อสารในลักษณะนี้ ในวันนี้พี่น้องประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี นนทบุรี สมุทร ปราการ และอีกหลายพื้นที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่อาจรู้ได้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร หากต้องเจอสถาน การณ์ฝนแช่ทั้งวัน แบบที่นายภราดรโพสต์ ประชาชนควรต้องทำอย่างไร รัฐบาลมีแนวทางแจ้งเตือนและเตรียมรับมือไว้อย่างไรบ้างอย่าล้อเล่นความเดือดร้อน ปชช.น.ส.ภคมนระบุอีกว่า ภาครัฐจะประกาศสถาน การณ์ที่แม่นยำหรือยกธงแดงได้หรือยัง ถึงเวลาหรือยังที่จะแจ้งข่าวแบบละเอียดให้ประชาชนเตรียมความพร้อม ประชาชนไม่ได้คาดหวังให้รัฐห้ามฟ้าฝน แค่ขอข้อมูลเพื่อใช้รับมือ แต่สถานการณ์วันนี้ประชาชนกลับต้องติดตามข่าวจากเพจต่างๆ และภาคประชาชนที่แจ้งข่าวกันเอง ขณะที่เพจภาคประชาชน ที่ทำนายน้ำท่วมไว้แม่นยำก่อนหน้านี้ ข้อมูลเหล่านี้ทำไมรัฐจึงไม่สื่อสาร ไม่แจ้งเตือนในรายละเอียด และไม่สร้างหลักประกันความเชื่อมั่นในการวางแผนชีวิตวันถัดไปให้ประชาชน หากมารูปแบบนี้ น้ำแห้งแล้วคงหนีไม่พ้นภาพที่รัฐมนตรีมาขอบริจาคไม้กวาดก้านมะพร้าวกันอีก อย่ามาชี้หน้าหาว่าคนอื่นเอาความเดือดร้อนของประชาชนมาเล่นการเมือง การโพสต์ที่ไม่สามารถให้หลักประกันอะไรกับประชาชนได้ของรัฐมนตรี นั่นแหละคือการล้อเล่นกับความเดือดร้อนของประชาชนโพลชู “เท้ง” กระแสพุ่ง-“หนู” ฟุบขณะที่นิด้าโพลเปิดผลการสำรวจความเห็นประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ รวม 2,500 หน่วยตัวอย่าง เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 3/2569” ระหว่างวันที่ 18-23 ก.ย. เมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ อันดับ 1 ร้อยละ 24.72 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ อันดับ 2 ร้อยละ 19.80 ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 3 ร้อยละ 13.76 นายอนุทิน ชาญวีรกูล อันดับ 4 ร้อยละ 11.28 นาย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และอันดับ 5 ร้อยละ 9.60 นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชน จะสนับสนุนในวันนี้ อันดับ 1 ร้อยละ 35.40 พรรค ประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 18.44 พรรคเพื่อไทย อันดับ 3 ร้อยละ 12.08 พรรคภูมิใจไทย อันดับ 4 ร้อยละ 9.80 พรรคประชาธิปัตย์ และอันดับ 5 ร้อยละ 7.64 ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้“นิพิฏฐ์” ไม่คาดหวังกับคดีบาร์โค้ด ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ คณะทำงานกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญ เตรียมชี้ขาดคดีบาร์โค้ดเลือกตั้ง สส. วันที่ 28 ก.ย.ว่า ประเด็นนี้ตอนเกิดบาร์โค้ดขึ้นมาใหม่ๆ นักกฎหมายเบอร์หนึ่งทั้งนั้นระบุว่ามันไม่ลับ “ลับ” คือต่อให้ตายไปแล้วก็ไม่รู้ ไม่มีใครรู้ แต่กรณีนี้มันมีคนรู้ได้โดยบาร์โค้ด แสดงว่ามันไม่ลับ แต่ตอนหลังๆแนวนี้เริ่มแผ่ว และวันนี้ยังลับอยู่ ไม่มีใครรู้ ดังนั้น จะให้ฟันธงคงพูดไม่ได้ เมื่อถามว่าคดีนี้ไม่ได้คาดหวังต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง นายนิพิฏฐ์ตอบว่า ใช่ปลุกมือ ก.ม.ขั้นเทพรุมสกรัม กกต.ผู้สื่อข่าวถามถึงการเตรียมการฟ้องกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 นายนิพิฏฐ์ตอบว่า ขอเรียกร้องให้นักกฎหมาย เก่งๆในบ้านเมือง แม้อยู่คนละสำนัก อย่าไปโหวกเหวกโวยวายอยู่ข้างนอก นักกฎหมายมือหนึ่งควรมานั่งหารือกันสัก 7-10 คน เรื่องนี้มีทางออก แต่วันนี้ยังต่างคนต่างคำรามกันอยู่ ไม่ร่วมมือกำจัดพรรคมาร พรรคมารเลยได้ใจ ถ้าอยากช่วยบ้านเมืองขอให้มานั่งพูดคุยทำให้เป็นทิศทางเดียวกัน แบบนี้ต่อให้ 20 กกต.ก็รับมือเราไม่ได้ อย่าลืมว่าคดีนี้ กกต.ระบุว่ามีสำนวน 7 หมื่นแผ่น ต้องนำมาสกัดหลักสำคัญว่าตัวละครหลักๆมีกี่ตัว เมื่อรู้ตัวหมดก็แบ่งหน้าที่ มีร่างคำร้อง มีคนร่างคำฟ้อง มีคนที่จะเอาพยานเข้าสู่ศาล วางคนที่มีคุณภาพเป็นโจทก์ การประชุมทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ในวันที่ 2 ต.ค.นี้ เพื่อหารือถึงเรื่องนี้อีกรอบ พยายามบอกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าอย่างน้อย 10 วันต้องมาทบทวนว่าทำอะไรไปแล้ว มีความคืบหน้าอย่างไร และจะเชิญนักกฎหมายรุ่นใหม่หลายคนเข้ามาช่วยหวังฟื้นศรัทธาประชาธิปัตย์คืนชีพเมื่อถามว่า การเดินหน้าเอาผิด กกต.จะมีผลต่อพรรคประชาธิปัตย์อย่างไร นายนิพิฏฐ์ตอบว่า นายอภิสิทธิ์ย้ำเสมอว่าเลือกประชาธิปัตย์ประเทศชาติปลอดภัย ไม่ทำเรื่องเหลวไหล การฮั้วได้มาซึ่งอำนาจที่ไม่ชอบ การทุจริต ทั้งทุจริตท้องถิ่น ทุจริตเลือกตั้ง แบบนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่ทำ อาจมีคนทำอยู่บ้าง แต่ไม่เป็นขบวนการ ใครทำก็รับโทษกันไป ดังนั้นตามหลักมั่นใจว่าถ้าประชาชนศรัทธาในพรรคประชา ธิปัตย์ จะฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ประเทศไทยเดินตามครรลองก็ปลอดภัย แต่ถ้าปล่อยไปอย่างนี้พรรคประชาธิปัตย์อ่อนแรงลงไม่รู้ว่าอนาคตจะเลวร้ายขนาดไหน“ปกรณ์” ย้ำอีกลดกำลังพลภูมิภาควันเดียวกัน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายก รัฐมนตรี กล่าวถึงทิศทางการปรับปรุงโครงสร้างกำลังพล ภาครัฐที่เป็นข้าราชการหรือหน่วยงานราชการในภูมิภาค ว่าอัตรากำลังข้าราชการในส่วนภูมิภาคจำเป็นต้องปรับลดลงแบบค่อยเป็นค่อยไปและจะไม่ตั้งเพิ่มอีกต่อไป เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดปัญหาการทำงานซ้ำซ้อนอีกทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดไม่สามารถเข้ามากำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะแต่ละส่วนราชการต่างคนต่างทำงาน โดยไม่ขึ้นตรงหรือรายงานต่อผู้ว่าฯ หากไม่เริ่มปรับลดและจัดระเบียบตั้งแต่วันนี้ ภาระงบประมาณ ด้านบุคลากรจะสั่งสมจนกลายเป็นภาระหนักในอนาคต ยุทธศาสตร์ใหม่จึงกำหนดให้ข้าราชการและหน่วยงานที่ปฏิบัติงานในระดับภูมิภาค ต้องเข้ามาร่วมทำงานขึ้นตรงและอยู่ในการบริหารของผู้ว่าฯ เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อนในการทำงานและสั่งการ รวมทั้งลดภาระงบประมาณในอนาคต โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ไปเร่งสำรวจและเร่งแก้ไขปัญหาความซ้ำซ้อนของหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรมแล้วกลับมารายงานเป็นระยะๆเลขาฯ ก.พ.ร.ชี้ภูมิภาคทับซ้อน 80%น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการคณะกรรมการ พัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กล่าวถึงแนวทางขับ เคลื่อนการลดราชการส่วนกลางในภูมิภาคว่า ปัจจุบันอัตรากำลังข้าราชการในระดับภูมิภาคมีความซ้ำซ้อนด้านภารกิจสูงถึงร้อยละ 80 รัฐบาลต้องเข้าไปทบทวนความจำเป็นและรูปแบบการทำงานเพื่อลดภาระงบ ประมาณในอนาคต ในจังหวัดขนาดใหญ่ เช่น จ.นคร ราชสีมา มีการตั้งหัวหน้าส่วนราชการไปประจำพื้นที่กันมาก พอผู้ว่าฯเรียกประชุมทีมีหัวหน้าส่วนราชการมาร่วมประชุมถึง 200 หน่วยงาน เห็นถึงความซ้ำซ้อน ก.พ.ร.ได้วางแนวทางปรับปรุงโครงสร้างใช้โมเดล “1 จังหวัด 1 สำนักงาน” โดยรวมหน่วยงานที่มีภารกิจทับซ้อนกันไว้ด้วยกัน ตัวอย่างสำเร็จจากกระทรวงพาณิชย์ ที่ตั้งเป็นพาณิชย์จังหวัด จากเดิมเคยมีคนจาก 10 กรมลงประจำจังหวัดถึง 10 คน ปรับเปลี่ยนมาเป็นตำแหน่งพาณิชย์จังหวัดเพียง 1 สำนักงาน ใช้เจ้าหน้าที่เพียง 2—3 คน แต่มีการพัฒนาทักษะ (Multi-skilling) ให้สามารถปฏิบัติงานแทนกันได้ทุกภารกิจ สำหรับการจัดสรรอัตรากำลังในระดับจังหวัด จะพิจารณาจากบริบทความจำเป็นของแต่ละพื้นที่เป็นหลัก ยืนยันว่ามติ ครม.ไม่ได้เป็นการเลิกจ้างข้าราชการออก แต่ใช้โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retirement) และมาตรการเกษียณแล้วตัด หรือยุบเลิกตำแหน่ง โดยจะไม่บรรจุคนใหม่ทดแทนในตำแหน่งซ้ำซ้อนที่เกษียณภายใน 5 ปีนี้เล็งใช้ AI ช่วยประมวลอัตรากำลังน.ส.อ้อนฟ้ากล่าวว่า นอกจากนี้จะนำเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI มาใช้ประมวลผลงานธุรการ คำนวณอัตรากำลังอิงตามปริมาณธุรกรรมจริงในแต่ละโต๊ะทำงาน ก่อนหน้านี้กำหนดให้หน่วยงานต่างๆจัดทำแผนปรับปรุงโครงสร้างส่งกลับมายัง ก.พ.ร. ภายใน 6 เดือน ตามมติ ครม.ที่กำหนดระยะเวลาไว้ จากนั้น ก.พ.ร. จะมีการวางแผนการทำงานร่วมกับแต่ละหน่วยงานอีกครั้ง การคำนวณอัตรากำลังคนภาครัฐ ต่อไปต้องอิงตามปริมาณธุรกรรมจริงในแต่ละโต๊ะทำงานด้วย หากโต๊ะใดมีปริมาณธุรกรรมต่ำ ให้เปลี่ยนไปใช้ระบบดิจิทัล และ AI หรือให้เจ้าหน้าที่โต๊ะข้างเคียงปฏิบัติงานแทน เพื่อลดค่าใช้จ่ายประจำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐได้อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่