ยึดอำนาจโดยพลเรือน เป็นคีย์ที่ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ คณะทำงานด้านกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ชี้ให้เห็นสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันของประเทศไทย โดยเฉพาะโฟกัสเริ่มต้นตั้งแต่เลือก สว. มีคนเข้าไปทำเป็นขบวนการกระทำทุจริต ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเช่น ภาคใต้ จ.พัทลุง มีพฤติการณ์เกณฑ์คนไปสมัคร สว. นั่งเครื่องบินไปกลับสนามบินหาดใหญ่-กรุงเทพฯ กลับไปกลับมา ดันไม่เลือกตัวเอง แต่ไปเลือกคนอื่น วิธีการแบบนี้ คือบิดเบือนรัฐธรรมนูญบางส่วนเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจปกครองแตกต่างจากการยึดอำนาจโดยทหารที่ผ่านๆมา ยึดปั๊บฉีกรัฐธรรมนูญ เอารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาบังคับใช้ ก่อนร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรขบวนการฮั้วเลือก สว. ยึดอำนาจโดยพลเรือน กุมอำนาจเบ็ดเสร็จได้อย่างไร นายนิพิฏฐ์ บอกว่า เขาใช้อำนาจผ่านตัวแทน สว. ที่ถูกกำหนดตัวเอาไว้แล้ว ไปเลือกองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีอำนาจหลายฝ่ายอยู่ในมือ“ส่วนหนึ่ง คือมีเสียงข้างมากในสภา องค์กรอิสระที่เป็นเสาหลักของบ้านเมืองหลายองค์กร เขายังสามารถยึดกุมได้เห็นได้จากขณะนี้องค์กรอิสระบางส่วน ถึงจังหวะวินิจฉัยฝืนตามข้อเท็จจริงเยอะ เพราะถูกควบคุมโดยผู้ที่เข้าไปทำการฮั้ว สว.นำประเทศไปสู่เผด็จการพลเรือนในคราบมาจากการเลือกตั้ง เผด็จการพลเรือนมันก้ำกึ่งเผด็จการทหาร อำนาจตรวจสอบหมดไปแล้ว ผิดทำให้ถูก ถูกทำให้ผิด”พรรคประชาธิปัตย์เคยโชว์บทบาทเอา กกต.เข้าคุก ยุคปัจจุบันมีอุปสรรคอะไรที่จะเอา กกต. ที่ปฏิบัติหน้าโดยมิชอบเข้าคุกได้ นายนิพิฏฐ์ บอกว่า ครั้งนี้ยากกว่าคราวที่แล้วในยุคนั้นประชาธิปัตย์เป็นพรรคใหญ่สู้กับพรรคไทยรักไทยที่เป็นรัฐบาล ประชาธิปไตยมีประสิทธิภาพที่คัดค้าน ตรวจสอบ ถ่วงดุล แต่ขณะนี้ไม่รู้ใครเป็นฝ่ายค้าน ไม่รู้ใครเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านยังไปคนละทิศละทางพลังตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลมีน้อยมากแต่ยังมีช่องทาง ขอให้ดูแยกข้อหาเป็นสเต็ปว่า สามารถดำเนินการอะไรได้ ความน่าจะเป็นมีในระดับไหน เท่าที่สดับรับฟังนักกฎหมายที่เชี่ยวชาญแต่ละด้าน มีมุมคิดอย่างไร แม้ยังแตกต่างกันอยู่ ฉะนั้น “ทำโจทย์ข้อที่ง่ายก่อน” หากไปทำโจทย์ข้อยาก เวลาจะหมดโดยที่ไม่ได้ส่งคำตอบโดยเฉพาะดำเนินการทำให้ขบวนการฮั้ว สว. ฮั้วจริง แต่ทำให้การเลือก สว.ตกเป็นโมฆะทั้งประเทศ โจทย์ข้อนี้ยาก เพราะเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา สมมติคดีฮั้ว สว. 77 คน ซึ่งมี สว. 26 คน ศาลชี้ขาดเฉพาะคนที่ไปขึ้นศาล คนที่ไม่ถูกฟ้อง ไม่ก้าวล่วงไปถึง คำพิพากษาผูกพันเฉพาะคู่ความ“แม้ศาลฎีกาเห็นว่าฮั้ว สว.ทั้งประเทศ ฮั้วเกินกึ่งหนึ่งของ สว. แต่จะทำให้การเลือกเป็นโมฆะ ศาลฎีกาไม่มีอำนาจที่จะทำในเมื่อเข้าข่ายได้มาซึ่งอำนาจปกครองที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจที่ทำให้การเลือก สว.เป็นโมฆะได้ แต่การนำเรื่องขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญมันไม่ง่ายอาจใช้เสียงของ สส.—สว. โดย สว.ไม่ส่งไปอยู่แล้ว ผ่านช่องทางอื่นมันก็ยาก ที่ยากที่สุดคือ ประชาชนไม่เชื่อในองค์กรที่ชี้ขาดมีอิสระจริงหรือไม่ ถือเป็นความยากขึ้นอีกขั้นหนึ่ง”เมื่อทำให้การเลือก สว.ตกเป็นโมฆะไม่ได้ ขอย้อนกลับมาถอดชิ้นส่วน เพื่อทำให้พรรค การเมืองที่เข้าไปเกี่ยวข้องถูกยุบได้หรือไม่ เดินแบบนี้มันง่ายกว่าโดยตั้งหลักว่า สว. 26 คน รวมคนที่เกี่ยวข้อง อีก 51 คน มีความเกี่ยวพันกับพรรคการเมืองหนึ่งเกิน 90% คนเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชน ลอตแรก 77 คน พูดตรงไปตรงมาเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใหญ่ในบรรดาคนที่เกี่ยวพันพรรคนี้ มี “พยานบางคน” ระบุว่า การไปฮั้ว ไปกำหนดตำแหน่งประธานวุฒิสภา รองประธานวุฒิสภา มีหัวหน้าพรรค ผู้ยิ่งใหญ่ในพรรคเข้าไปกำกับดูแลเลือกคนนั้นเลือกคนนี้แบบนี้ต้องยุบพรรค โจทย์ข้อนี้ง่ายทำก่อนเริ่มจากไปร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่ากรรมการบริหารพรรคการเมืองกระทำผิดกฎหมาย เข้าไปเกี่ยวข้องกับเลือก สว. เมื่อ กกต.เห็นแบบนี้ก็ยุบได้ หรือไปที่อัยการให้สั่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าอัยการไม่สั่ง เราไปยื่นที่ศาลรัฐธรรมนูญเองได้ มีหลายช่องทางที่ทำได้ทั้งนี้ช่องทางที่ง่ายที่สุด ต้องดู “ควันหลงจากคำพิพากษาศาลฎีกา” แบบนี้ชัวร์ แต่ต้องใช้ระยะเวลาหน่อย เหมือนกรณีคดีชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ไม่ไปอยู่เรือนจำ อ้างป่วย จนกระทั่งคดีไปสู่ศาลชี้ว่า ไม่ได้ป่วยจริง เอากลับไปเรือนจำอีกครั้งหลายคนที่ต่อสู้เรื่องนี้กลับบ้าน เอาคนที่อ้างว่าป่วยจนเข้าคุกได้รับโทษแล้ว แต่ผมแอบดีใจอยู่ลึกๆ เอาคำพิพากษานั้นไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)คราวนี้วินาศสันตะโร เพราะคำพิพากษามัดไว้ทั้งอธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายแพทย์ใหญ่ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทำให้มีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ป.ป.ช.ก็ต้องบอกว่า “ความมันปรากฏแล้ว”ฉะนั้นถ้าศาลฎีกาที่รับคดีเลือก สว.เอาไว้แล้ว มี สว.คนหนึ่งไปบอกกลับคำให้การ กกต. ระบุที่ไม่สั่งฟ้องนักการเมือง เพราะ สว.คนนี้กลับคำให้การ ระวังคำให้การครั้งแรกกับคำให้การครั้งที่ 2 “ผมเชื่อคำให้การครั้งแรก”ถ้าศาลฎีการะบุว่า นายคนนี้ไปให้การครั้งที่ 2 กลับคำให้การ ศาลฎีกาไม่เชื่อ เชื่อคำให้การครั้งแรกตรงนี้วินาศสันตะโร พรรคการเมืองใหญ่ถูกยุบโจทย์ง่ายอีกข้อ คือเอาผิด กกต. เตรียมขยับอย่างไร นายนิพิฏฐ์ บอกว่า โจทย์นี้ง่ายกว่าการยุบพรรคการเมืองใหญ่ โดยศาลฎีการับคำร้องและคำฟ้องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่และรับรองผลเลือก สว.ของ กกต. แต่รับกี่คนไม่รู้ เพราะต่างคนต่างไปยื่น ส่วน สว.สำรองที่เดินหน้ามาหานักกฎหมายของพรรค เราก็จะฟ้อง กกต.ตาม ปอ. มาตรา 157ขณะที่พรรคประชาชนเดินหน้าเอาผิด กกต. ผ่านช่อง ป.ป.ช. ถือเป็นประตูที่ทำได้ตามกฎหมาย หาก ป.ป.ช.เห็นว่า กกต.ทำผิดก็ต้องฟ้อง กกต. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่ยาก เพราะ ป.ป.ช.ถูกตั้งคำถามว่ามีที่มาเหมือน กกต. “มีแม่คนเดียวกัน” คนที่คลอด ป.ป.ช. คนที่คลอด กกต.เป็นคนเดียวกันอย่าไปคิดว่า ป.ป.ช.ไป ฟ้อง กกต.ที่เป็นน้องคนเล็กเป็นที่มาของภาคประชาชน เริ่มเคลื่อนไหวหนักขึ้น นายนิพิฏฐ์ บอกว่า ขอให้กำลังใจภาคประชาชนทุกฝ่าย ทุกคณะที่เคลื่อนไหว แม้กระทั่ง “พี่สนธิ ลิ้มทองกุล” ก็ขอให้กำลังใจ แต่ภาคประชาชนเคลื่อนไหวในระยะหลัง ต่างกับการเคลื่อนไหวในอดีตที่มีแนวร่วมเยอะ นอนวันนอนคืนฟังปราศรัย มีพลังกดดันวันนี้หน้าเวทีจะหาแนวร่วมสัก 200-300 คน ยังยากมาก จะให้แนวร่วมออกมาเป็นเรือนหมื่นเรือนแสน ตัดไปได้เลย ไม่เกิดขึ้นแล้ว การเคลื่อนไหวช่วงหลังๆถึงต้องไลฟ์สด ให้ความรู้คนที่อยู่ทางบ้านให้ตระหนักว่า......บ้านเมืองมันอันตราย ต้องไปตัดสินวันเลือกตั้งสุดท้ายถึงจังหวะที่ กกต.ติดคุก พรรคการเมืองใหญ่ถูกยุบ แต่กลการรัฐที่ถูกพลเรือนยึดอำนาจประเทศไทยยังอยู่ นายนิพิฏฐ์ บอกเปรียบเปรยให้เห็นว่า ขบวนรถไฟออกจากสถานีไปแล้ว ไม่สามารถ ทำให้ตกรางได้ ต้องปล่อยวิ่งถึงสถานีกลางบางซื่อก่อนเอาคนลงขณะเดียวกัน อย่าไปหมดกำลังใจ อย่าไปกลัว ระหว่างนี้ต้องช่วยกันให้ความรู้สังคม โดยเผยแพร่คำวินิจฉัยคดีต่างๆที่องค์กรอิสระชี้ขาด นำพยานหลักฐานมาโชว์ว่ามันขัดกับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย หากขัดกันชัดเจน แสดงว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ต้องดำเนินการฟ้องร้องเอาให้ติดคุกจุดจบของการยึดอำนาจโดยพลเรือนจะเป็นอย่างไร นายนิพิฏฐ์ บอกว่า ใครที่เริ่มต้นติดกระดุมระบอบประชาธิปไตยผิดเพี้ยน ต้องยอมรับการกระทำของคุณว่า มันผิดกฎหมายเป็นเรื่องร้ายแรง จุดจบต้องติดคุก.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม