พรรคประชาชน ยื่น ป.ป.ช.สอย 7 กกต. “ณัฐพงษ์” ชงตั้งคณะไต่สวนฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบลงมติคดีฮั้ว สว.ปล่อยผีแกนนำภูมิใจไทย ออกระเบียบหลักเกณฑ์เอื้อวงจรโกง มั่นใจพฤติการณ์ พยานหลักฐานมัดแน่น กกต.ทำหน้าที่ไม่สุจริต “พริษฐ์” สวดจงใจมองไม่เห็นช้าง 3 ตัว จิ๊กซอว์ขบวนการโกง ตามเช็กบิลผู้ถูกกล่าวหาเพิ่ม จี้ประธานสภาฯ-ประธานวิปรัฐบาล-วิปวุฒิสภา เปิดทางส่งร่างแก้ รธน.เข้าสภาฯ “สนธิ” บุก กกต. จี้ทบทวนมติฮั้ว สว. ขู่เพิกเฉยลุยฟ้องละเว้นหน้าที่ ฉะ “ปิยะ” รับงานเป่าคดีอั้งยี่ซ่องโจรเลือก สว. “เท้ง” ยื่นซักฟอกรัฐบาลเดือน ต.ค. โอ่เนื้อหาเต็มมือชำแหละความเลวร้ายระบอบสีน้ำเงิน เปิดรับข้อมูลเชิงลึกร่วมถล่ม “อนุทิน” ขึ้นเวทียูเอ็นเรียกร้องปฏิรูปความไว้เนื้อเชื่อใจ เพิ่มเสียงที่เท่าเทียมของนานาชาติ ทุกประเทศกำหนดอนาคตร่วมกันนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) นำทีม สส.ของพรรค ยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. ขอให้ตั้งคณะไต่สวนคณะกรรมการ การเลือกตั้ง (กกต.) 7 คน ปฏิบัติหน้าที่มิชอบกรณี การลงมติคดีฮั้ว สว. ส่งฟ้องศาลฎีกาแค่ 77 คน จากทั้งหมด 229 คน“ณัฐพงษ์” ยื่น ป.ป.ช.ไต่สวนสอย 7 กกต.เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 25 ก.ย. ที่สำนักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) นำคณะ สส.ของพรรคยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. ขอให้ตั้งคณะไต่สวน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 7 คน ปฏิบัติหน้าที่ มิชอบ กรณีการลงมติคดีฮั้ว สว. โดยนายณัฐพงษ์กล่าวว่า การโกง สว.ทำกันเป็นขบวนการ พรรคประชาชนไม่ได้ยื่นคำร้องให้ตรวจสอบเฉพาะการลงมติของ กกต. แต่ยังครอบคลุมถึงช่วงก่อนลงมติ ทั้งการออกระเบียบหลักเกณฑ์ต่างๆที่เอื้อให้เกิดการโกง รวมถึงพฤติการณ์ต่างๆที่พรรคประชาชนและภาคประชาชนเปิดเผยผ่านเวทีต่างๆอยู่ในคำร้องนี้ทั้งหมด ทั้งหมดเชื่อมโยงเป็นขบวนการ เพื่อให้ ป.ป.ช.ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน คำร้องที่ยื่นไม่สามารถยืนยันได้ว่า กกต.คนใดผิดหรือถูก และไม่ได้บอกว่า จะต้องมี หลักฐานทุกอย่างเพื่อฟันธงว่า กกต.ผิดหรือไม่ แต่เป็น กระบวนการยื่นให้ ป.ป.ช.ตั้งคณะไต่สวน แค่เห็นพฤติการณ์จากพยานหลักฐานทั้งหมด เป็นเหตุอันควร เชื่อได้ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.สุจริตหรือไม่สะกิดผู้สมัคร สว.ร้องศาลเองอีกทางเมื่อถามว่า มั่นใจแค่ไหน ป.ป.ช.จะตั้งคณะ ไต่สวน นายณัฐพงษ์ตอบว่า อย่างน้อยที่สุดต้องรับ เรื่องและตั้งคณะไต่สวน ผลจะเป็นอย่างไรอยู่ที่การดำเนินงานของ ป.ป.ช. หาก ป.ป.ช.ตั้งคณะไต่สวน อาจอาศัยเวลานิดหนึ่งในการส่งฟ้องไปที่อัยการและศาล แต่คิดว่าอีกช่องทางที่สำคัญไม่แพ้กันคือผู้สมัคร สว.ยื่นร้องต่อศาลได้โดยตรงในฐานะผู้เสียหาย เป็นอีก ช่องทางทวงคืนความยุติธรรม เราพร้อมใช้สิทธิ ทุกช่องทาง พร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบองค์กรที่ไม่ทำ หน้าที่ตรงไปตรงมา“ไอติม” ย้ำ กกต.จงใจมองไม่เห็นช้างนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. กล่าวว่า สาระสำคัญข้อกล่าวหาที่ยื่น ป.ป.ช. มี 2 ส่วน ส่วนแรกการตั้งคำถามถึงมติ กกต. เหมือนจงใจ มองไม่เห็นช้าง 3 ตัว ช้างตัวที่ 1 มองไม่เห็นขบวนการฮั้วเลือก สว.สั่งฟ้องเพียง 77 คน ทั้งที่มีผู้เกี่ยวข้องมากกว่านั้น ช้างตัวที่ 2 มติ กกต.ขัดบรรทัดฐานตัวเอง ในอดีตที่เคยสั่งฟ้องผู้สมัคร สว.เพียงเพราะหลักฐานแชตไลน์ 2 คน แต่กลับไม่สั่งฟ้อง สว.กว่า 130 คนที่ปรากฏหมายเลขผู้สมัครอยู่ในโพยใบสั่งเป็นหลักฐาน แลกคะแนนเป็นระบบชัดเจนกว่ามาก ช้างตัวที่ 3 จงใจมองไม่เห็นความเชื่อมโยงพรรค การเมือง ทั้งที่มีหลักฐานหลายรูปแบบโยงถึงบุคคลพรรคการเมือง แต่ กกต.มีมติไม่สั่งฟ้องแกนนำพรรคดังกล่าว สำหรับคำร้องส่วนที่สองชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องของ กกต.ก่อนลงมติ ออกระเบียบเอื้อการทุจริต เช่น กำหนดเปอร์เซ็นต์ผู้สมัครรอบเช้า-บ่ายให้เท่ากัน ทำให้ทำโพย สั่งคะแนนทำได้ง่ายขึ้น ตรวจสอบคุณสมบัติหละหลวม ปล่อยผู้ขาดคุณสมบัติผ่านเข้ารอบไปลงคะแนนจำนวน มาก ไม่มีมาตรการป้องกันทุจริตดีพอ พบโพยใบสั่งการ เลือกระดับประเทศ กระบวนการที่ใช้เวลาถึง 2 ปี ตรวจสอบคดีนี้ และข้อพิรุธการตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ล้วนเป็นสิ่งที่อยู่ในคำร้องทั้งหมดพร้อมเช็กบิลผู้ถูกกล่าวหาเพิ่มนายพริษฐ์กล่าวว่า พรรค ปชน.จะอาศัยทุกกลไก พิสูจน์ให้เห็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของ กกต. นอกจากยื่นต่อ ป.ป.ช.และสนับสนุนให้ผู้เสียหายฟ้องตรงต่อศาลแล้ว ยังมีเป้าหมายเอาผิดผู้ถูกกล่าวหารายอื่นนอกเหนือจาก 77 คน ที่ กกต.มีมติสั่งฟ้องไปแล้ว อาศัย 1.กลไกศาล หากศาลฎีกาไต่สวนคดีทั้ง 77 คน แล้วพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลอื่น กกต.มีหน้าที่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเหล่านั้นเพิ่มเติม จุดนี้ยิ่งทำให้ข้อบกพร่องการทำงานของ กกต.ชัดเจนยิ่งขึ้น 2.กลไกสภาฯ การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อสร้าง ความรับผิดรับชอบทางการเมือง โดยเฉพาะหากพบว่า มีผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งใน ครม.จี้ส่งร่างแก้ รธน.เข้าสภาฯเดือน ต.ค.นายพริษฐ์กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมองถึงการแก้รัฐธรรมนูญบางประเด็น เพื่อให้กลไกตรวจสอบองค์กรอิสระเข้มข้นขึ้น นอกจากจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ต้องเดินหน้าต่อแล้ว แก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา มีอยู่ 2 ฉบับ ที่ยื่นไปตั้งแต่เดือน มี.ค. หนึ่งฉบับเป็นเรื่องการคืนสิทธิ์ให้ประชาชนถอดถอนองค์กรอิสระ รวมถึง กกต.อีกฉบับคือการตัดอำนาจ หรือดุลพินิจประธานรัฐสภาในการปัดตกคำร้องของ ป.ป.ช. หากแก้ไข 2 ประเด็นนี้สำเร็จจะทำให้กลไกตรวจสอบองค์กรอิสระมีมากขึ้น ทราบว่าเดือน ต.ค.วิปรัฐบาลประสานมาจะเปิดประชุมรัฐสภา พิจารณาพิธีสารที่ฝ่ายบริหารเสนอเข้ามา จึงเสนอไปว่าหากจะ เปิดประชุมรัฐสภา ควรบรรจุวาระร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา 2 ฉบับนี้ไปด้วย ตั้งแต่ที่ยื่นร่างฉบับแรกเดือน มี.ค. หลายเดือนแล้วยังไม่บรรจุระเบียบวาระสักที ยังไม่นับร่างภาคประชาชนที่ยื่นแก้ไขรายมาตราเกี่ยวกับการตรวจสอบองค์กรอิสระด้วย หวังว่าประธานรัฐสภา ประธานวิปรัฐบาล วิปวุฒิสภาจะเห็นตรงกันบรรจุระเบียบวาระดังกล่าวเข้าสู่การประชุมรัฐสภาเดือน ต.ค.นี้ จะไม่ปิดกั้นเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณายื่นซักฟอกระบอบน้ำเงินเดือน ต.ค.จากนั้นนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่าการพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านตอนนี้ คืบหน้าดี อยู่ช่วงท้ายการสรุปกรอบญัตติ ต้องนำเนื้อหา ของทุกพรรคที่ต้องการอภิปรายมารวมกัน เมื่อสรุปกรอบญัตติเสร็จจะอยู่ในช่วงการลงนาม หากดูไทม์ไลน์ เชื่อว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเข้าสู่สภาฯในช่วงเดือน ต.ค. เมื่อถามถึงกรณีเขากระโดงจะตรวจสอบอย่างไร นายณัฐพงษ์ตอบว่า เป็นหนึ่งในประเด็นที่ เราจับตามองอยู่ รอถึงวันอภิปรายจริง หากให้ข้อมูลลงลึกอะไรไป จะเหมือนให้การบ้านรัฐบาลล่วงหน้า จะอภิปรายไม่ไว้วางใจเขากระโดงหรือไม่ ขอให้รอดู วันอภิปรายจริง เมื่อถามถึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า พรรค ปชน.อาจไม่กล้าอภิปรายเขากระโดง ที่พาดพิงไปถึง ผู้นำจิตวิญญาณของพรรค นายณัฐพงษ์ยืนยันว่าเราพร้อมทำหน้าที่ตรงไปตรงมาคงไม่ใช่ประเด็นเนื้อหาเต็มมือแต่เปิดรับข้อมูลเชิงลึกเมื่อถามว่ามีการเปิดรับข้อมูลจากประชาชน มีคนตั้งข้อสังเกตว่าพรรคมีข้อมูลเพียงพอหรือไม่ ที่จะอภิปราย นายณัฐพงษ์กล่าวว่าเนื้อหาข้อมูลที่เรามีอยู่ในมือมีน้ำหนักมากเพียงพออยู่แล้ว เพียงแต่ว่าในพรรค ปชน.เปิดช่องทางรับข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อรับข้อมูลเชิงลึก จากผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง การอภิปรายครั้งนี้เราพยายามจะชี้ให้เห็นถึงความเลวร้ายของระบอบสีน้ำเงิน ไม่ได้หมายถึงแค่ตัวพรรค อย่างเดียว แต่หมายถึงการทำหน้าที่ในองค์กรอิสระด้วย ส่วนที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุน สนับสนุนให้ระบอบ สีน้ำเงินอยู่ด้วย ถ้าดูกรอบการอภิปรายจะมีคนได้รับผล กระทบอยู่เยอะ เช่น บริษัทที่อาจเข้าร่วมประมูลในโครงการของรัฐ ที่เราเห็นว่ามีการล็อกสเปก เอื้อให้ เกิดกับบางบริษัท ให้ได้รับโครงการหรือไม่ จะทำให้ บริษัทคู่แข่งส่งข้อมูลมาให้เราได้ ส่วนอื่นๆที่อาจอยู่ ในระบบราชการอย่างที่เราเห็นเรื่องช่วยสีน้ำเงินด้วย หรือการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการต่างๆ หรือการทุจริต สอบท้องถิ่นแฉความเลวร้ายระบอบสีน้ำเงินเมื่อถามว่านอกจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย และนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ที่พุ่งเป้าอภิปราย จะมีใครเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า รัฐมนตรีที่จะถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ รอรู้พร้อมกันวันที่ยื่นญัตติ จะออกมาใน รูปแบบใด อยากชี้ให้เห็นถึงความเลวร้ายของระบอบสีน้ำเงินว่าไม่ได้เป็นแค่เรื่องพรรคอย่างเดียวส่วนอื่นๆด้วย เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่จะโดนย้อนใช้คำว่า ระบอบสีน้ำเงิน ทั้งที่พรรค ปชน.เป็นคนโหวตให้ และสร้างระบอบนี้ขึ้นมา นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ผลโหวต อะไรที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งยอมรับข้อวิพากษ์วิจารณ์ ปัญหาใหญ่มากกว่าคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากตอนนี้เราช่วยกันผลักดันให้เอาผิด กกต.หรือเดินหน้าเอาผิด สว.ในกระบวนการโกงเลือก สว. เอาผิดนักการเมืองที่อยู่ในกระบวนการนี้ได้ จะทำให้ เราแก้ไขสิ่งต่างๆได้“สนธิ” บี้ กกต.ทบทวนมติคดีฮั้ว สว.เมื่อเวลา 10.00 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) พร้อมนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน นายนิติธร ล้ำเหลือ และนายพิชิต ชัยมงคล นำมวลชนเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และเครือข่ายภาคประชาชน มาชุมนุมยื่นหนังสือกล่าวโทษคณะกรรมการ กกต. ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในการพิจารณาและลงมติในคดีทุจริตการเลือก สว.ปี 67 บรรดา แกนนำสลับกันขึ้นรถขยายเสียงปราศรัยโจมตีการทำงานของ กกต. ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดจากตำรวจ สน.ทุ่งสองห้อง จากนั้นนายสนธิขึ้นเวทีปราศรัยว่า วันนี้มายื่นหนังสือแสดงเจตนารมณ์ไม่เห็นด้วยกับมติ กกต. เหตุผลของ กกต.เสียงข้างน้อย 2 เสียงมีน้ำหนักมากกว่า กกต.เสียงข้างมาก 5 เสียง และสิ่งที่เห็นว่ามีพิรุธคือ การที่ประธาน กกต.ไม่ยอมพิจารณาโดยใช้มาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ต้องการให้ กกต.เป็นอิสระ เพราะ กกต. 5 คน ตามมติเสียงข้างมากเป็น กกต.ที่ได้การเลือกจาก สว.ชุดที่ฮั้วมา ความเชื่อถือต่อ กกต.จึงไม่มี หาก กกต.ตัดสินด้วยความถูกต้องมติต้องเป็น 7 ต่อ 0 ไม่ใช่ 5 ต่อ 2 การที่ กกต.ใช้ดุลพินิจลงมติส่งเรื่องไปยังศาลเพียงแค่ 77 คนฟังไม่ขึ้น บิดเบือนความเห็นคณะอนุไต่สวนชุดที่ 26 แล้วไปใช้ความเห็นของชุดที่ 36 แทนฉะ “ปิยะ” รับงานฟอกขาวอั้งยี่ซ่องโจร“คณะไต่สวนชุดที่ 36 มี 1 ในคณะทำงาน มี ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล และหลังจากส่งสำนวนให้ กกต.แล้ว ร.ต.อ.ปิยะได้รับรางวัลจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้นั่งเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI และยังได้รางวัลอีกหลายอย่าง มีหน้าที่เดียวฟอกขาวข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร หรือเรียกง่ายๆว่ารับงานเขามา ฟันธงได้เลยว่าคดีนี้ต้องตกไป ถือเป็นวิธีการปกปิดความผิดด้วยการแต่งตั้งคนของตัวเองเข้าไปคุมเกมแต่ละจุด และเห็นว่าการวินิจฉัยของ กกต.สร้างแรงกระเพื่อมให้สังคม ผลโพลของนิด้าพบว่าประชาชนเกินร้อยละ 70 ไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว หลังจากนี้เตรียมจะเดินทางไปที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จ.ภูเก็ต สุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช ไปสร้างภูมิปัญญาให้ประชาชน ปลุกประชาชนให้ร่วมกันมาแสดงพลัง เพื่อให้นักการเมืองเห็นว่าหลังจากนี้ประชาชนจะไม่ยอมพวกคุณอีกแล้ว อีกทั้งจะยุยงส่งเสริมว่าถ้าจำเป็นต้องรับเงินนักการเมืองก็รับมา แต่อย่าไปลงคะแนนเสียงให้ เป็นการให้ปัญญาคน ให้คนไม่ยอมแพ้ และให้รู้ว่าพวกนักการเมืองคือพวกบ่อนทำลายประเทศชาติอย่างแท้จริงบี้ใช้ ม.62 ส่งศาลฎีกาเพิกเฉยดำเนินคดีต่อมาคณะแกนนำเข้ายื่นหนังสือเรียกร้องต่อ กกต.ผ่าน พ.ต.ต.ณัฐวัฒน์ เสงี่ยมศักดิ์ รองเลขาธิการ กกต. ขอให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริต เที่ยงธรรมและหยุดการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จากกรณีการพิจารณาและลงมติคดีทุจริตการเลือก สว.ปี 67 ระบุว่า กกต.เสียงข้างมากใช้ดุลพินิจบิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย มีพฤติการณ์ส่อเจตนาช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหา ตัดตอนพยานหลักฐานและยื่นฟ้องเพียง 77 ราย ทั้งที่คณะสืบสวนและไต่สวนชุดแรก (คณะที่ 26) ได้รวบรวมหลักฐานและตั้งข้อกล่าวหาผู้มีพฤติการณ์ทุจริตไว้ถึง 229 ราย จึงเรียกร้องให้ กกต.เร่งทบทวนมติเดิมใหม่ทั้งหมด นำแนวบรรทัดฐานศาลฎีกามาพิจารณาประกอบ เพื่อส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิสมัครและดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ตามมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ให้เสร็จสิ้น หาก กกต.ยังคงเพิกเฉยและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เครือข่ายภาคประชาชนจะยื่นคำร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนิน คดีทางกฎหมายกับ กกต.ต่อไป“หนู” ลั่นระฆัง NYSE เชื่อมตลาดหุ้นเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 24 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ช้ากว่าไทย 11 ชั่วโมง ที่ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย เป็นสักขีพยานการลงนามความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) พร้อมร่วมพิธีลั่นระฆังเปิดการซื้อขาย (Opening Bell) ประชาสัมพันธ์ศักยภาพ และความพร้อมของไทยต่อหน้านักลงทุนระดับโลก เป็นนายกฯไทยคนที่ 3 ที่เข้าร่วมพิธีดังกล่าว นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า ความร่วมมือ SET-NYSE ช่วยให้บริษัทไทยเข้าถึงนักลงทุนและแหล่งเงินทุนระดับโลก สนับสนุนการระดมทุนข้ามพรมแดน และเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างประเทศเห็นศักยภาพของบริษัทไทยและอุตสาหกรรม ใหม่ๆ ดึงดูดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศไทย นายกฯ มองว่าบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ เป็นมากกว่าข้อตกลงระหว่างตลาดหลักทรัพย์สองแห่ง แต่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและเติบโตขึ้นเรื่อยๆระหว่างไทยและสหรัฐฯ ความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่าง NYSE และ SET จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆให้บริษัทและนักลงทุนทั้งสองประเทศ ต้องการเปลี่ยนความสนใจนักลงทุนทั่วโลกให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง ทั้งการลงทุน ขยายธุรกิจและการสร้างงานส่งต่อประโยชน์สู่ประชาชนไทยเชิญชวนต่างชาติเข้าลงทุนในไทยต่อมาเวลา 10.15 น. ที่ Lever House นคร นิวยอร์ก สหรัฐฯ นายเอกภพเปิดเผยว่า บริษัทการเงินของโลก Jefferies Group LLC จัดเวทีให้นายอนุทินพบกับกองทุนชั้นนำของสหรัฐฯ นายอนุทินใช้โอกาสนี้เชิญชวนให้เข้ามาลงทุนในไทย นักลงทุนที่เข้ามาดำเนินโครงการใหม่ ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นสร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่ เพราะไทยสั่งสมฐานการผลิต กลุ่มอุตสาหกรรม ระบบคมนาคม เครือข่ายผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ที่ให้บริการแก่ลูกค้าทั่วโลก ใช้ไทยเป็นฐานการดำเนินธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไทยยังมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานโครงสร้าง พื้นฐาน AI ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก สัญญาณความสนใจการลงทุนในไทยชัดเจนว่าแค่ช่วงครึ่งแรกมีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศต่อสูงถึง 1.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 80 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และรัฐบาลยินดีต้อนรับการลงทุนใน Data Center แต่ตระหนักถึงผลกระทบการใช้พลังงานและทรัพยากรน้ำ จึงมีการทบทวนหลักเกณฑ์ เพื่อดึงดูดโครงการที่เหมาะสม ไทยยังมีโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดี ทั้งจากการลงทุนที่จะเข้ามาในประเทศ ไทยและจากบริษัทไทยที่พร้อมลงทุน ดังนั้นหน้าที่รัฐบาล คือการช่วยเปลี่ยนโอกาสดังกล่าวให้เกิดขึ้นเป็นธุรกิจจริง เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนพบปะหารือผู้นำหลายประเทศจากนั้นเวลา 13.30 น. ที่สำนักงานใหญ่สห ประชาชาติ นครนิวยอร์ก ก่อนนายอนุทินจะขึ้นกล่าวอภิปรายทั่วไปภายใต้หัวข้อ “Restoring Trust, Managing Transformation: A United Nations that Delivers for All” ต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 ได้พบหารือทวิภาคีกับดาโช เชริง โตบเกย์ นายกฯราชอาณาจักรภูฏาน และพบหารือทวิภาคีกับนายนิโคล ปาชินยาน นายกฯสาธารณรัฐอาร์เมเนีย พบหารือทวิภาคีกับนายทาริก ราห์มาน นายกฯสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ และหารือทวิภาคีกับนายเฟเลตี เปนิตาลา เตโอ นายกฯตูวาลู ต่อมาได้พบหารือนายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการสหประชาชาติ ที่อาคารสำนักงานใหญ่สหประชาชาติผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงที่นายอนุทินเดินเล่นหน้าอาคารสมัชชาสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ระหว่าง ยังไม่ถึงช่วงเวลากล่าวถ้อยแถลง มีชาวต่างชาติ 3 คน ได้เรียกนายกฯให้ถ่ายภาพให้ โดยนายกฯได้นำโทรศัพท์มือถือของชาวต่างชาติ กดถ่ายภาพให้อย่างเป็นกันเอง โดยที่ชาวต่างชาติไม่ทราบว่าเป็นนายกฯเรียกร้องยูเอ็นปฏิรูปความไว้ใจต่อมาเวลา 17.30 น. ที่โถงประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (General Assembly Hall) ชั้น 2 อาคารสมัชชาสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก นายอนุทินกล่าวอภิปรายทั่วไป ภายใต้หัวข้อ “Restoring Trust, ManagingTransformation : A United Nations that Delivers for All” ต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 ย้ำจุดยืน “ปฏิรูปสหประชาชาติ” เพิ่มเสียงที่เท่าเทียมของนานาชาติ ฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อระบบพหุภาคี ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว นายอนุทินกล่าวว่า องค์การสหประชาชาติก่อตั้งขึ้นมาครบ 80 ปี วันนี้ไทยเรียกร้องให้มีการปฏิรูปองค์การสหประชาชาติ เริ่มต้นจากมีความไว้เนื้อเชื่อใจ ที่ต้องไม่ได้เกิดจากการบังคับ เนื่องจากสามารถสร้างได้จากการรวมกลุ่มย่อย ขยายเป็นกลุ่มใหญ่ ประเทศที่ไม่เคยมีเสียงจะได้รับการส่งเสียง ขณะที่สันติภาพเป็นสิ่งสำคัญ สันติภาพในนิยามของไทยไม่ใช่แค่ปราศจากสงคราม แต่ต้องมีการร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ชวนทุก ปท.กำหนดอนาคตร่วมกันนายอนุทินกล่าวด้วยว่า สำหรับความขัดแย้งทั่วโลก ทั้งปาเลสไตน์ การแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ควรผ่านการเจรจาทวิภาคี ย้ำว่ากระบวนการภายใต้ UNCLOS เป็นการกำหนดเขตแดนทางทะเลเท่านั้น รวมทั้งไทยสนับสนุนสันติภาพและการปรองดองแห่งชาติเมียนมา โดยเฉพาะไทย-กัมพูชา ความพยายามของไทย ร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ ระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ และการมีส่วนร่วมของทุกประเทศในการกำหนดอนาคต ร่วมกัน จะเป็นเงื่อนไขสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่น และเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมกันสร้างความเชื่อมั่น สร้างผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายกฯกล่าวจบ ได้รับเสียงปรบมือจากประเทศต่างๆ รวมทั้งมีผู้แทนหลายประเทศเข้ามาร่วมแสดงความยินดีด้วยจบภารกิจบินต่อไปเยือนอังกฤษผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเสร็จสิ้นภารกิจกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (UNGA81) ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นายอนุทิน พร้อมด้วยนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา และคณะ ได้ออกเดินทางจากนครนิวยอร์กไปยังกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ในช่วงค่ำ ของวันที่ 24 ก.ย.ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อปฏิบัติภารกิจเยือนสหราชอาณาจักรต่อไปเป็นลำดับสุดท้าย โดยนายกฯจะเดินทางถึงกรุงลอนดอนช่วงเช้าของวันที่ 25 ก.ย.ตามเวลาท้องถิ่น ช้ากว่าประเทศไทย 6 ชั่วโมงถึงลอนดอนเดินสายพบภาคเอกชนกระทั่งเวลา 09.35 น.วันที่ 25 ก.ย.ตามเวลาท้องถิ่นกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร นายอนุทิน เดินทางถึงกรุงลอนดอน มีภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของสหราชอาณาจักร ครอบคลุมภาคการลงทุน การเงิน การบิน และการท่องเที่ยว รอเข้าพบ อาทิ นายแม็ต เวสเทิร์น ผู้แทนการค้าสหราชอาณาจักร ดูแลประเทศไทย นายมาร์ก กุดดิง อธิบดีกรมยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์กับเอเชีย-แปซิฟิก นายแมทธิว เดวีส์ อธิบดีกรมยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์ทางการค้า นายเดวิด โทมัส อัครราชทูตสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศ ไทย และนายรูเพิร์ต กู๊ดแมน ประธานสภาธุรกิจไทย- สหราชอาณาจักร จากนั้นนายอนุทินกล่าวสุนทรพจน์และเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรอง ร่วมกับผู้แทนภาครัฐและภาคเอกชนของสหราชอาณาจักร เพื่อสื่อสารศักยภาพ สร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมโอกาสในการเชื่อมโยงทางธุรกิจระหว่างสองประเทศ ก่อนหารือกับผู้บริหารบริษัท UBS Group AG ผู้บริหารสายการบิน Virgin Atlantic และบริษัท Rolls-Royce ในรูปแบบการหารือภาครัฐ-เอกชน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและขยายโอกาสในการเชื่อมโยงธุรกิจระหว่างสองประเทศหาช่องต่อยอดโอกาสใหม่การค้านายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า ภารกิจกรุงลอนดอนครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญในการนำศักยภาพ และโอกาสของประเทศไทยออกสู่ตลาดโลก ใช้การพบหารือกับภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคธุรกิจ เป็นกลไกสร้างความเชื่อมั่น ต่อยอดความร่วมมือและเปิดโอกาสใหม่ด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักร ให้เกิดผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรมอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่