ศาลปกครองกลางยกคำร้อง “นพ.สรณ” ฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. ชี้คำวินิจฉัยประธาน กสทช.มีลักษณะต้องห้าม ขาดคุณสมบัติดำรงตำแหน่งกรรมการและประธาน กสทช. ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ยันขาดคุณสมบัติจริง แม้หลังไม่มีสถานะเป็นพนักงานประจำ รพ.รามาธิบดี แต่ยังใช้สถานที่ เครื่องมือ อุปกรณ์ บุคลากร ระบบงานและทรัพยากรของโรงพยาบาลตรวจรักษาผู้ป่วย รับค่าธรรมเนียมแพทย์และประโยชน์อื่นในการปฏิบัติงานเมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 25 ก.ย.ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 1455/2569 คดีหมายเลขแดงที่ 1590/2569 ที่นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 ก.ค.69 โดยศาลเห็นว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายศาลปกครองกลางระบุว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 ก.ค.69 วินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดีขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 8 (2) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 และถือว่าเป็นผู้สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งที่ชอบ ด้วยกฎหมายแล้วทั้งนี้ เมื่อศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันเป็นผลให้ผู้ฟ้องคดีที่ได้รับการคัดเลือกขาดคุณสมบัติ/หรือมีลักษณะ/หรือมีลักษณะต้องห้ามหรือได้รับการคัดเลือกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายย่อมไม่มีผลกระทบต่อกิจการที่ผู้ฟ้องคดีได้กระทำไว้แล้วก่อนมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามมาตรา 15 วรรคเจ็ด แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 พิพากษายกฟ้องผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลวินิจฉัยความสัมพันธ์ระหว่าง นพ.สรณกับคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ข้อเท็จจริงในคำพิพากษาระบุว่า ช่วงวันที่ 20 ธ.ค.64 ถึง 7 ม.ค.65 นพ.สรณยังมีสถานะเป็นพนักงานคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ในตำแหน่งรองศาสตราจารย์ และปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วย ก่อนลาออกจากการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.65 แต่ยังปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์โดยได้รับค่าตอบแทนรายชั่วโมงจนถึงวันที่ 12 เม.ย.65 แม้ในช่วงหลัง นพ.สรณจะไม่มีสถานะเป็นพนักงานประจำ หรือได้รับเงินเดือนจากโรงพยาบาล แต่ยังใช้สถานที่ เครื่องมือ อุปกรณ์ บุคลากร ระบบงานและทรัพยากรของโรงพยาบาลในการตรวจรักษาผู้ป่วย รวมทั้งได้รับค่าธรรมเนียมแพทย์ และประโยชน์อื่นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน ความสัมพันธ์ระหว่าง นพ.สรณกับโรงพยาบาลจึงไม่ได้สิ้นสุดลงทั้งหมดจากการลาออกจากตำแหน่งเดิม ส่วนการลาออกจากรองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบแห่งความสัมพันธ์ในทางนิตินัย แต่ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ในทางข้อเท็จจริงและทางผลประโยชน์ระหว่าง นพ.สรณกับโรงพยาบาลสิ้นสุดลง การพิจารณาเฉพาะสถานะทางสัญญาหรือการได้รับเงินเดือน จึงไม่เพียงพอต่อการวินิจฉัยลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้อโต้แย้งเรื่องอำนาจของคณะกรรมการสรรหา กลับมาพิจารณาคุณสมบัติภายหลัง นพ.สรณ ได้รับการแต่งตั้งแล้ว ศาลเห็นว่าบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องยังให้อำนาจคณะกรรมการสรรหาตรวจสอบและวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ได้รับการสรรหาหรือผู้ได้รับการคัดเลือกได้ ขณะที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ นพ.สรณยกขึ้นอ้าง ไม่ได้วินิจฉัยตัดอำนาจของคณะกรรมการสรรหาในประเด็นดังกล่าว ส่วนข้อโต้แย้งเรื่ององค์ประชุมของคณะกรรมการสรรหา ศาลพิจารณาว่า เดิมคณะกรรมการสรรหามีจำนวน 7 คน ต่อมามีกรรมการพ้นจากตำแหน่ง 2 คน เหลือกรรมการ 5 คน และในการประชุมครั้งที่มีคำวินิจฉัย มีกรรมการเข้าร่วมประชุม 4 คน ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ จึงถือว่าครบองค์ประชุมและดำเนินการพิจารณาวินิจฉัยได้ ศาลยังไม่รับฟัง ข้อกล่าวอ้างว่ากระบวนการพิจารณาไม่ได้เปิดโอกาสให้ นพ.สรณรับทราบข้อเท็จจริงหรือโต้แย้งเพียงพอ ข้อเท็จจริงได้เปิดโอกาสให้ใช้สิทธิโต้แย้งตามสมควรแล้ว ศาลจึงวินิจฉัยว่าคณะกรรมการสรรหา กสทช.มีอำนาจพิจารณาเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม และคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ซึ่งวินิจฉัยว่านพ.สรณขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และเสียสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อนมีคำพิพากษายกคำฟ้องในคดีนี้อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่