หัวข้อที่ต้องพัฒนาเป็นโครงการเฝ้าระวังสุขภาพเกษตรกรระดับประเทศในอนาคต PM2.5 จากการเผาเศษวัสดุเกษตรที่มีการใช้สารกำจัดศัตรูพืช ไม่ได้เป็นเพียง “ฝุ่น” อย่างเดียว แต่เป็นฝุ่นที่บรรทุกสารพิษทางเคมีหลายชนิดติดมากับอนุภาคขนาดเล็ก ทำให้ความเสี่ยงแตกต่างจาก PM2.5 จากแหล่งอื่น เมื่อมีการฉีดพ่นสารเคมีในไร่นา สารเหล่านี้จะตกค้างอยู่บน ใบพืช ลำต้น ฟาง ดินผิวหน้า เมื่อถูกเผาจะเกิดได้ 3 อย่าง สลายตัวหมด ระเหยออกมาเป็นไอพิษ เปลี่ยนเป็นสารใหม่ที่อาจเป็นพิษกว่าเดิม และเกาะกับ PM2.5Organophosphate และ Car bamate (Chlorpyrifos Diazinon Malathion Carbaryl) เมื่อเผาไหม้ไม่สมบูรณ์อาจเกิด phosphoric acid derivatives organophosphorus fragments บางส่วนยังคงฤทธิ์ทางชีวภาพได้ผลที่น่ากังวล neurotoxicity oxidative stress mitochondrial dysfunction ซึ่งสอดคล้องกับโรคทางระบบประสาทหลายชนิด สารกำจัดวัชพืช (Paraquat Glyphosate Atrazine) Paraquat แม้จะถูกเผาบางส่วน แต่ฝุ่นดินและละอองเถ้าที่ปนเปื้อน paraquat สามารถฟุ้งขึ้นมาได้ Paraquat มีคุณสมบัติสร้าง reactive oxygen species ทำลาย mitochondria และมีข้อมูลเชื่อมโยงกับโรคพาร์กินสันมานานสารกลุ่มไพรีทรอยด์ (Pyrethroids) เช่น Cypermethrin Deltamethrin เมื่อถูกความร้อนสามารถเกิดสารแตกตัวที่ระคายเคืองระบบหายใจ ระบบประสาทโดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ สารคลอรีนและสารฮาโลเจน Endosulfan สารตกค้างกลุ่ม organo chlorines การเผาไหม้ที่อุณหภูมิไม่สมบูรณ์อาจก่อให้เกิด dioxins furans ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่สำคัญโลหะหนัก ในหลายพื้นที่เกษตรพบ Arsenic Cadmium Lead Chromium จากปุ๋ย สารเคมี ดินสะสมเมื่อเผาโลหะเหล่านี้สามารถเกาะกับ PM2.5 ได้ อนุภาคขนาดเล็กสามารถเข้าสู่ถุงลมปอด กระแสเลือด สมอง ได้โดยตรงสิ่งที่น่ากังวลที่สุด “Synergistic Toxicity” จริงๆแล้วความอันตรายอาจไม่ได้มาจากสารตัวใดตัวหนึ่งแต่เกิดจากการรวมกันของ PM2.5 PAHs (polycyclic aromatic hydrocarbons) โลหะหนักสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างทั้งหมดกระตุ้นการอักเสบ และยังมีผลถึงสมองสีขาวที่บรรจุเส้นใยประสาท หลอดเลือดฝอยขนาดเล็ก ที่เมื่อผิดปกติไม่ได้เกิดแต่เพียงการตัน เป็นแผลเป็นทั่วไป แต่เกิดจุดเลือดออก และโน้มนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมต่างๆ ปัจจุบันมีหลักฐานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆว่า PM2.5 ไม่ได้ทำร้ายเฉพาะปอด แต่ยังผ่าน blood-brain barrier ผ่าน olfactory pathway เข้าสมองได้ ผลทางระบบประสาทอาจมากกว่าฝุ่นจากแหล่งกำเนิดทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ และยังทำให้เป็นมะเร็งจากสารก่อมะเร็งที่เกิดระหว่างการเผา PM2.5 จากการเผาชีวมวลที่ปนเปื้อนสารเคมีทางการเกษตรเป็นคนละปัญหากับ PM2.5 ทั่วไป และควรได้รับการเฝ้าระวังองค์ประกอบทางเคมีโดยเฉพาะ ไม่ใช่วัดเพียงค่าความเข้มข้นของ PM2.5 อย่างเดียวเกษตรกรจำนวนมากไม่ได้รับผลกระทบเพียงจากการฉีดพ่นสารเคมีโดยตรง แต่ได้รับ “การสัมผัสซ้ำซ้อน” (multiple exposure) ฉีดพ่นสารเคมี ทำงานในแปลงที่มีสารตกค้าง เผาเศษวัสดุเกษตร สูดควันจากการเผาของตนเอง คนในครอบครัวและชุมชนได้รับควันด้วย ดังนั้นผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดเฉพาะ “อาชีวโรค” แบบเดิม แต่กลายเป็นปัญหาสุขภาพของทั้งชุมชน เปลี่ยนจากการวัด “ปริมาณ PM2.5” เป็น “วิเคราะห์องค์ประกอบ” เรื่องนี้เป็น “สิทธิแรงงาน” เป็นการช่วยให้เกษตรกรได้รับการปกป้องจากความเสี่ยงที่อาจยังไม่ถูกประเมินอย่างครบถ้วน.หมอดื้อคลิกอ่านคอลัมน์ "สุขภาพหรรษา" เพิ่มเติม