ทำไมประเทศที่เคยโต 7.5% ต่อปีอย่างไทย วันนี้กลายเป็นประเทศเศรษฐกิจโตช้า และติดหล่มอยู่ตรงรอยต่อระหว่างประเทศรายได้ปานกลางกับรายได้สูงมานาน ธนาคารโลก (World Bank) เผยแพร่รายงานใหญ่ “Building Thailand’s Future Today” ชี้แนะแนวทางการปฏิรูปสำคัญที่ประเทศไทยต้องทำก่อนปี 2037 เพื่อให้หลุดจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง แล้วทะยานสู่ประเทศรายได้สูง“แผนที่การปฏิรูปประเทศไทยของเวิลด์แบงก์” ชี้ว่าประเทศไทยไม่ได้ขาดทรัพยากร แต่กำลังขาดผลิตภาพและพลวัตทางเศรษฐกิจ มีการประเมินว่า หากไทยต้องการก้าวสู่สถานะ “High-income country” ภายในปี 2037 ไทยจำเป็นต้องเพิ่มการเติบโตของ GDP ต่อหัวที่แท้จริงเฉลี่ยถึง 5.4% ต่อปี ในทศวรรษข้างหน้า ซึ่งหมายถึงการยกระดับครั้งใหญ่ ไม่ใช่อัดฉีดเงินระยะสั้นเพื่อปฏิรูปประเทศไทยไปสู่ประเทศรายได้สูง ธนาคารโลกวางยุทธศาสตร์ไว้ 4 เรื่อง 1.สร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 2.สร้างบริษัทแห่งอนาคต 3.สร้างแรงงานแห่งอนาคต และ 4.สร้างเมืองแห่งอนาคต ทั้งหมดนี้ต้องเชื่อมกันด้วยคำเดียวคือ “Productivity” ผลิตภาพ“เลิกพึ่งค่าแรงถูก แล้วไปสู่สมองแพง” นี่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุด ในอดีตประเทศไทยแข่งด้วยแรงงานจำนวนมาก+ค่าแรงไม่สูง+โรงงาน+การผลิตเพื่อส่งออก แต่โลกกำลังเปลี่ยนไปสู่การแข่งขันด้วยเทคโนโลยี+ทักษะ+นวัตกรรม+Know-how ธนาคารโลกเสนอให้ไทยเร่งพัฒนาทักษะพื้นฐาน, อาชีวศึกษา, AI, เทคโนโลยี, วิศวกรรม และ STEM รวมถึงระบบ lifelong learning ให้คนสามารถเปลี่ยนอาชีพและเพิ่มทักษะตลอดชีวิตได้ คำแนะนำนี้สำคัญมาก เพราะไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ขณะที่ประชากรวัยทำงานลดลง และการเกิดใหม่ชะลอตัวอย่างมีนัย สูตรเดิมที่มีคนทำงานมาก ทำให้ผลิตได้มาก และ GDP โต จะใช้ไม่ได้ผลเหมือนเดิม ต้องเปลี่ยนเป็นคนหนึ่งคนสร้างมูลค่าได้มากขึ้น แล้ว GDP ต่อหัวจึงจะโต“ปฏิรูปการศึกษา ไม่ใช่แค่ผลิตคนจบปริญญา” ธนาคารโลกระบุปัญหาของไทยว่า human capital ยังไม่แข็งแรงพอ ทั้งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ, การเข้าสู่สังคมคนสูงวัย และการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในตลาดแรงงาน แนวทางปฏิรูปการศึกษาไม่ใช่แค่เพิ่มจำนวนมหาวิทยาลัย แต่ต้องถามว่าเรียนแล้วสร้าง Productivity ได้ไหม ทักษะแรงงานที่ต้องเร่งเพิ่มคือ AI, Digital, STEM, Engineering, Vocational skills, ภาษา, ทักษะพื้นฐาน, ทักษะผู้ประกอบการและ lifelong learning ทำให้คน reskill/upskill ได้ตลอดชีวิต“เปิดการแข่งขันให้ธุรกิจใหม่เกิดและโต” ธนาคารโลกวิจารณ์โครงสร้างเศรษฐกิจไทยว่า ไทยมีปัญหาเรื่องการแข่งขันที่อ่อนแอ, กฎระเบียบจำกัดการแข่งขัน, การกระจุกตัวของธุรกิจขนาดใหญ่, บทบาทของรัฐวิสาหกิจ และอุปสรรคต่อ SMEs ทั้งหมดนี้ทำให้ทรัพยากรไม่ไหลไปหาธุรกิจที่มี Productivity สูงที่สุด ทางออกคือต้องทำให้บริษัทใหม่เข้าตลาดได้ และอย่าปกป้องธุรกิจเดิมจนธุรกิจใหม่ไม่มีพื้นที่เติบโต“ปลดล็อก SMEs และ Startup” เวิลด์แบงก์เล็งเห็นว่า SMEs ไทยมีขนาดใหญ่ในเชิงจำนวน แต่ Productivity ยังต่ำแม้ SMEs ไทยจะคิดเป็น 99.5% ของจำนวนธุรกิจ และ 69.5% ของการจ้างงาน แต่ยังมีข้อจำกัดด้านนวัตกรรม, การเข้าถึงเงินทุน, ทักษะแห่งอนาคต, โครงสร้างสนับสนุน Startup และกฎระเบียบการแข่งขัน ธนาคารโลกต้องการให้ไทยสร้าง ecosystem ที่ทำให้ Startup ได้สเกลอัป และเติบโตเป็น Global company ไม่ใช่มีแต่ธุรกิจรายย่อยจำนวนมาก แต่ไม่มีบริษัทไทยรุ่นใหม่ที่สามารถโตจนเป็นบริษัทระดับโลก“ดึงการลงทุนจากต่างชาติ แต่ต้องให้ความรู้ไหลเข้าไทยด้วย” เวิลด์แบงก์ไม่ได้มอง FDI แค่ต่างชาตินำเงินมาสร้างโรงงานในไทย แต่ต้องเกิดการพัฒนา โดยเงินทุนต่างชาติต้องมาพร้อมเทคโนโลยี, ความรู้, นวัตกรรม และ Productivity ไทยควรเปลี่ยนจากการเป็นฐานผลิตของโลก สู่การเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีและมูลค่าในห่วงโซ่โลก โดย 5 อุตสาหกรรมของไทย ที่พร้อมเป็นเครื่องยนต์สร้างมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ Advanced Manufacturing, Agrifood, Digital Services, Sustainable & Wellness Tourism และ Creative Industriesอยากพลิกเกมไปยืนอยู่แถวหน้าของโลก!! ไทยต้องเลิกโตด้วยการใช้ทรัพยากรเดิมเพิ่มขึ้น แล้วหันมาโตโดยทำให้ทรัพยากรเดิมมีผลิตภาพสูงขึ้น ไทยต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ จากการเติบโตด้วยแรงงานราคาถูก, การท่องเที่ยว, การผลิตแบบเดิม ไปสู่เศรษฐกิจที่ เติบโตด้วยผลิตภาพ, เทคโนโลยี, ทักษะ, นวัตกรรม และธุรกิจมูลค่าสูง.มิสแซฟไฟร์คลิกอ่านคอลัมน์ “คนดังอะราวนด์เดอะเวิลด์” เพิ่มเติม