จากการที่รัฐบาลมีมาตรการต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส ระยะที่ 2 เพื่อประคองสถานการณ์เศรษฐกิจ ช่วยเหลือภาระค่าครองชีพของประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติพลังงาน และจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง โดยปรับลดวงเงินเป็น 1,000 บาท สามารถใช้จ่ายได้ในระยะเวลา 2 เดือนเรื่องนี้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ จากพรรคฝ่ายค้านว่า การต่ออายุโครงการดังกล่าว ไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด ไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง เป็นเพียงการกระตุ้นคะแนนนิยมของรัฐบาล ที่กำลังตกต่ำ รวมทั้งมีข้อเสนอแนะให้นำงบฯก้อนนี้ 4 หมื่นกว่าล้านบาท ไปใช้ในเรื่องการแก้ปัญหาราคาน้ำมันจะได้ประโยชน์ มากกว่าโดยนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้รัฐบาลใช้รูปแบบการลดภาษีสรรพ สามิต น้ำมันดีเซลลง 5 บาทต่อลิตร จะช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนได้ เพราะ การลดภาษีจะทำให้ราคาดีเซลหน้าปั๊มลดเหลือประมาณ 35 บาท จะตรึงราคาได้นานหลายเดือน โดยไม่ต้องเพิ่มหนี้สาธารณะทุกวันนี้ประเทศไทยใช้น้ำมัน ดีเซลวันละประมาณ 67 ล้านลิตร เท่ากับรัฐจะเสียรายได้ส่วนนี้ไปหากลดภาษีสรรพสามิต 330 ล้านบาทต่อวัน หรือเดือนละ 10,000 ล้านบาท แทนที่จะใช้เงินกู้เพิ่มมาแจกในโครงการ “ไทยช่วยไทย” ทั้งหมด 4 หมื่นกว่าล้านบาท ให้กับคนกลุ่มเดิม แต่เรื่องนี้สามารถลดราคาน้ำมันได้ถึงเกือบครึ่งปีด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ยืนยันว่า มาตรการไทยช่วยไทยพลัสช่วยลดค่าครองชีพประชาชน และดูแลผู้ประกอบการรายย่อย ส่วนการดูแลราคาน้ำมันในประเทศ รัฐบาลได้ใช้เครื่องมือต่างๆตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ รวมทั้งใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และลดค่าการกลั่นเรื่องนี้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือได้ชื่นชมการจัดการราคาน้ำมันของไทย ส่วนสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น เครื่องมืออื่นๆเริ่มจำกัด กระทรวงการคลังจึงอยู่ระหว่างพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล B20 และ E20 โดยต้องดูการจัดเก็บรายได้และฐานะการคลังเดือน ก.ย.นี้ ช่วงสิ้นสุดปี งบประมาณเอาเป็นว่าโครงการมาตรการใดๆ แม้จะมีข้อทักท้วง ข้อเสนอแนะต่างๆ แต่สุดท้ายขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฝ่ายนโยบายคือรัฐบาล โดยกรณีนี้ถือเป็นสัญญาณ ที่ดีที่ผู้มีอำนาจพร้อมชี้แจงและรับฟัง และนำไปพิจารณา ให้นโยบายของรัฐบาลรอบคอบรอบด้าน บนเป้าหมายเดียวกัน คือแก้โจทย์เศรษฐกิจให้ตรงจุดมากที่สุด.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม