การเลือกตั้งที่ดีไม่ได้วัดกันแค่วันหย่อนบัตร แต่ต้องย้อนกลับไปดูตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำว่า ใครเป็นคนออกแบบกติกา ใครเป็นคนจัดการ ใครเป็นคนตรวจสอบ และที่สำคัญประชาชนรู้สึกหรือไม่ว่าเสียงของตัวเองได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม ในรายงานการศึกษาและข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนากระบวนการเลือกตั้งของไทยอย่างเสรีและเป็นธรรม ของ กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภาจึงมีข้อเสนอให้รื้อกระบวนการเลือกตั้งครั้งใหญ่ ไม่ใช่เพียงแก้ระเบียบปลีกย่อยรายงานฉบับดังกล่าวชี้ถึงปัญหาทั้งเรื่องการใช้ดุลพินิจของ กกต. ความล่าช้าในการตรวจสอบคุณสมบัติ และความไม่แน่นอนของกระบวนการวินิจฉัยกกต.ทำงานดีแค่ไหน เสียงยี้จากผลโพลต่างๆบอกชัดอยู่แล้ว และถ้ามองในแง่หลักการ การให้คนกลุ่มหนึ่งเป็นทั้งผู้จัดแข่งขันและผู้มีอำนาจตัดสินเกม ถือว่าไม่เหมาะสม ขาดการตรวจสอบถ่วงดุล กมธ.มีข้อเสนอว่า กกต.ควรรับผิดชอบการบริหารจัดการเลือกตั้ง ขณะที่อำนาจตรวจสอบและวินิจฉัยควรถูกแยกออกไป เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่องค์กรต้องตรวจสอบการทำงานของตัวเองคุณพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. อภิปรายในที่ประชุมวุฒิสภาทำนองเดียวกันว่า การให้ กกต.มีทั้งอำนาจจัดการเลือกตั้ง สืบสวน ไต่สวน วินิจฉัย รวมถึงสั่งนับคะแนนใหม่หรือเลือกตั้งใหม่ ทำให้เกิดคำถาม ความขัดกันของบทบาท จึงควรแยกอำนาจจัดการเลือกตั้งออกจากการตรวจสอบการเลือกตั้ง และควรฟื้น กลไกประชาชน 50,000 คน เข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระได้ส่วนเรื่องที่มาของ กกต.ก็เป็นประเด็นที่ควรออกแบบใหม่ อย่างล่าสุดคดีฮั้ว สว. มี กกต. 4 คนที่ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับประโยชน์ทับซ้อน เพราะได้รับเลือกมาจาก สว.ที่เป็นผู้ถูกกล่าวหา ประจวบเหมาะกับที่ในรายงานของ กมธ.เสนอให้ปรับโครงสร้างคณะกรรมการสรรหา กกต.ให้เป็นแบบ ดุลยภาพไตรภาคี มี ฝ่ายการเมือง ฝ่ายวิชาการ และภาคประชาชน เพื่อลดการผูกขาด และให้ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้นขณะเดียวกันได้เปิดทางให้ กกต.มาจาก 4 สายงานหลักคือ กฎหมาย วิชาการ ภาคประชาสังคม และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพราะการเลือกตั้งยุคใหม่ไม่ได้มีแค่บัตรกระดาษกับหีบเลือกตั้งอีกต่อไป แต่มีทั้งข้อมูลดิจิทัล ระบบรายงานผล เทคโนโลยี และการสื่อสารกับประชาชน เข้ามาเกี่ยวข้องสิ่งหนึ่งที่มักถูกมองข้าม แต่สะท้อนคุณภาพของระบบได้ดีคือ บัตรเสีย หากประชาชนตั้งใจเลือกผู้สมัครคนหนึ่ง แต่กาเครื่องหมายในช่องเหลื่อมไปเล็กน้อยจนถูกตีเป็นบัตรเสีย แสดงว่าระบบให้ความสำคัญกับรูปแบบของเครื่องหมายมากกว่าเจตนาของผู้ใช้สิทธิ อันที่จริงไม่จำเป็นต้องกำหนดให้ทำเครื่องหมายเฉพาะกากบาท ผมว่าควรเปิดกว้างให้ทำเครื่องหมายอะไรก็ได้ ขอให้อยู่ในช่องลงคะแนนก็พอ เพราะสะท้อนเจตนาของผู้ใช้สิทธิอยู่แล้วส่วนประเด็นระยะเวลา รายงานของ กมธ.เสนอให้ กกต.ประกาศผลอย่างเป็นทางการภายใน 7 วัน และให้รายงานคะแนนรายหน่วยในรูปแบบดิจิทัล ความโปร่งใสสมัยใหม่ต้องทำให้ข้อมูลตรวจสอบย้อนกลับได้ด้วย ขณะที่การตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร เช่นกรณีถือหุ้นสื่อ กว่าจะวินิจฉัยดำเนินคดีอาญาได้ต้องใช้เวลา 1-2 ปี นานเกินความจำเป็น เรื่องง่ายๆแค่นี้กลับชักช้า ถ้าไม่ใช่ขาดการประสานงานกับหน่วยงานอื่นของรัฐ ก็คงมีเจตนาดองไว้สอยภายหลัง เช่นเดียวกับกรณีผู้สมัครพรรคเดียวกันไม่ได้ใช้เบอร์เดียวกัน ยอมโดนด่าใช้ตรรกะติ๊งต๊องแบบนี้ เป้าประสงค์หวังผลการเมืองชัดๆกมธ.มองปัญหาเลือกตั้งเป็นเรื่องของทั้งระบบ ตั้งแต่ที่มาและโครงสร้างองค์กร อำนาจหน้าที่ วิธีจัดการเลือกตั้ง ไปจนถึงสิทธิของประชาชน จึงมีข้อเสนอระยะยาวต้อง แก้รัฐธรรมนูญ แก้กฎหมายเลือกตั้ง สส. และแก้กฎหมาย กกต. ซึ่งที่ประชุมวุฒิสภาได้พิจารณารับทราบรายงานฉบับดังกล่าวแล้ว เตรียมส่งต่อให้รัฐบาลข้อมูลที่ กมธ.ศึกษามาเป็นข้อเท็จจริงที่คนไทยทุกคนเห็นกันทนโท่ ข้อเสนอก็ชี้ทางออกได้ตรงจุด แต่เมื่อรายงานฉบับนี้ส่งถึงรัฐบาล ก็คงถูกโยนเก็บเข้าลิ้นชักตามสูตร.ลมกรดคลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม