ถล่ม กกต.–ล้มรัฐบาล เป็นยุทธวิธีของพรรคฝ่ายค้านในการดำเนินการทางการเมือง คดีฮั้ว สว.นั้นแม้จะเป็นผลประโยชน์ได้เสียของนักการเมือง แต่เนื่องจากอำนาจในการดำเนินการอยู่ที่ กกต. จึงต้องเล่นบททางอ้อมคือตัดจุดหนึ่งเพื่อกระทบอีกจุดหนึ่งนี่คือสภาพการณ์ทางการเมืองที่สู้กันทุกรูปแบบ เพื่อให้ได้ชัยชนะ ทว่ารัฐบาลอยู่ในสายแข็งมีอาวุธครบเครื่องการโค่นล้มจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆยิ่งต้องอาศัยมือของอีกฝ่ายหนึ่งยิ่งยากเข้าไปใหญ่ว่าไปแล้ว กกต.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระโดย สว.แต่งตั้ง อีกทั้งยังมีอำนาจเต็มในการดูแลรับผิดชอบการเลือกตั้งทั้ง สส.และ สว.รวมถึงพรรคการเมืองด้วยอำนาจตรงนี้จึงมีความสำคัญยิ่งสามารถให้คุณให้โทษได้ไม่ใช่องค์กรทั่วๆไปแต่เป็นองค์กรที่มีน้ำยาและสามารถกำหนดทางเดินของนักการเมืองและพรรคการเมืองหากเข้าข่ายกระทำความผิด!7 กกต.นั้นก็ไม่ธรรมดา เพราะมาจากนักกฎหมาย นักรัฐศาสตร์ ข้าราชการที่เกษียณแล้ว ดังนั้นแต่ละคนจึงครบเครื่องโดยเฉพาะพวกที่มาจากอดีตผู้พิพากษานอกจากเชี่ยวชาญด้านกฎหมายแล้ว ยังมีประสบการณ์เฉพาะด้านดังนั้นอย่าไปดูแคลนเป็นอันขาดเพราะคนระดับนี้ย่อมมีความน่าเชื่อถือเป็นเครดิตส่วนตัว พูดอะไรหรือตัดสินอะไรจึงได้รับการยอมรับและเชื่อถือในความสุจริตเป็นที่ตั้งจึงไม่แปลกที่มีคนเชื่อถือประธาน กกต.หรือเชื่อถือ กกต.เสียงข้างน้อยอดีตผู้พิพากษาไม่ต่างกันหากใครไปย่ำยีหรือกล่าวหาอาจจะถูกฟ้องร้องได้ง่ายๆแต่เหนืออื่นใดไม่ว่าใครก็ตามต่างก็เป็นปุถุชนที่ยังมีความโกรธ โลภ หลง ไม่ต่างจากบุคคลโดยทั่วไปที่สำคัญเพียงแค่สวมหัวโขนเท่านั้นที่มีข่าว กกต.เสียงข้างน้อยไม่พอใจที่แพ้โหวตเป็นประธานจึงมีความเห็นไม่ตรงกัน ก็เลยถือโอกาสใช้เรื่องนี้เป็นเงื่อนไขเพื่อถอนแค้นความจริงประเด็นนี้หากมองในแง่หนึ่งก็น่าจะดี เพราะจะดีจะได้ถ่วงดุลไม่เฮไปด้านใดด้านหนึ่ง แต่อีกมุมหนึ่งก็แสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นเอกภาพทำให้องค์กรเกิดความเสียหายได้แต่ที่แน่ๆวันนี้ในหมู่ กกต.ด้วยกันจึงเป็นพระเอกส่วนหนึ่งและเป็นผู้ร้ายอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อองค์กรอย่างแน่นอนนั่นคือความไม่น่าเชื่อศรัทธาทั้งๆ ที่องค์กรอิสระซึ่งมีหน้าที่ตัดสินใจชี้ขาดแต่ไม่ได้รับการยอมรับจึงเป็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข!"สายล่อฟ้า"คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม