วิกฤติโครงสร้างประชากรส่งเสียงเตือนมาสักพักใหญ่แล้ว ตัวเลขเด็กเกิดใหม่ 6 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 176,445 คนลดลงอย่างน่าใจหาย ปรากฏการณ์เด็กเกิดน้อยไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เกิดเฉพาะบ้านเรา ประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ยุโรป ล้วนเผชิญระเบิดเวลาประชากรกันถ้วนหน้า แต่ของไทยน่าห่วงยิ่งกว่าเพราะเผชิญวิกฤติซ้อน ทั้งเด็กเกิดน้อย แถมยังด้อยคุณภาพการที่คนรุ่นใหม่ยุคปัจจุบันไม่อยากมีลูก สาเหตุไม่ใช่เพราะไม่รักเด็ก แต่เป็นเพราะสภาพสังคมและภาระทางเศรษฐกิจบีบคั้น ต้นทุนการเลี้ยงลูกคนหนึ่งให้เติบโตอย่างมีคุณภาพนั้นสูงลิ่ว ค่าครองชีพแพง สวัสดิการไม่รองรับ อีกทั้งภาระเลี้ยงดูตกกับฝ่ายหญิงเป็นหลักปัญหาสลับซับซ้อนระดับนี้ไม่มีทางที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะแก้ไขได้เพียงลำพัง เพราะเกี่ยวข้องทั้งสวัสดิการครอบครัว การคลอด การดูแลเด็ก การศึกษา การทำงาน รายได้ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคม จุดนี้เองที่ คุณโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกหน้าประสานความร่วมมือให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องมาระดมความเห็นเพื่อปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย จะได้แก้ปัญหาอย่างเป็นองค์รวมสัปดาห์ที่แล้วประธานโสภณได้จัดกิจกรรมเสวนาระดับชาติหัวข้อ “วิกฤติเกิดน้อยด้อยคุณภาพ” เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความเห็นจากทุกภาคส่วน ร่วมกำหนดแนวทางรับมือวิกฤติโครงสร้างประชากร โดยเชิญ คุณยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) คุณพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว. สาธารณสุข คุณนิกร โสมกลาง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คุณวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม และคุณศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ มาร่วมแสดงความเห็นแสวงหาทางออกประธานโสภณย้ำว่า งานเสวนานี้ไม่ใช่แค่การถ่ายภาพเป็นพิธีการ แต่ต้องเห็นผลเป็นรูปธรรม เนื่องจากมีข้อเสนอเชิงนโยบาย ทุกหน่วยงานจะบูรณาการร่วมกันปรับปรุงกฎหมาย พยายามผลักดันเข้าในสภาฯ ให้ทันสมัยประชุมนี้ พร้อมเผยว่าการจัดกิจกรรมครั้งนี้ต่อยอดมาจากการดำเนินงานใน 6 อำเภอของบุรีรัมย์ (พื้นที่เลือกตั้งของตัวเอง) ซึ่งได้จัด โครงการมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิต โดยประสานงานกับกระทรวง สาธารณสุข และ อว. สร้างทัศนคติให้คนอยากมีบุตร และทำให้เด็กเติบโต อย่างมีคุณภาพ ควบคู่กับการแก้ปัญหายาเสพติดด้วยสำหรับโจทย์ที่ตั้งไว้ในงานเสวนาคือทำอย่างไรให้ “เกิดได้ เลี้ยงไหว ทำงานได้ ประเทศไปต่อ” สร้างแรงจูงใจให้อยากมีลูก จัดสวัสดิการปัจจัยอุดหนุนแบ่งเบาลดภาระที่ครอบครัวต้องแบกรับ เพิ่มการศึกษา ความรู้ และทักษะ ให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพ ประกอบอาชีพทำงานได้ และเป็นกำลังหลักของประเทศในอนาคตมีข้อเสนอว่าสังคมควรเปลี่ยนจากการรณรงค์ ชวนมีลูก มาเป็น มีลูกได้จริง และเลี้ยงได้ดี นโยบายประชากรไม่ใช่เพียงการให้เงินอุดหนุนเพื่อจูงใจให้มีลูกแล้วจบกัน แต่ต้องมองตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ไปจนถึงเด็กเติบโตเข้าสู่ระบบการศึกษา และออกไปสู่ตลาดแรงงาน เป็นการลงทุนในทุนมนุษย์อย่างเป็นระบบ เช่น เพิ่มเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้าเป็น 3,000 บาทต่อเดือน การขยายวันลาคลอด การสร้างศูนย์ดูแลเด็กเล็กที่ได้มาตรฐานใกล้บ้าน การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาภาคบังคับ รวมทั้งจัดโภชนาการ และพัฒนาการสมวัยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตยังต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มทุนใหญ่ที่มีกำลังและทรัพยากร ทั้งการสนับสนุนทุนการศึกษา จัดทำโครงการพัฒนาทักษะอาชีพ และสร้างนโยบายในสถานประกอบการที่ยืดหยุ่น ยอมรับการลาคลอด หรือมีศูนย์เลี้ยงดูเด็กในที่ทำงานวิกฤติประชากรครั้งนี้เป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ของประเทศ การที่ฝ่ายนิติบัญญัติขยับมาร่วมมือกับฝ่ายบริหารอย่างใกล้ชิด จะทำให้กระบวนการปรับปรุงกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาเด็กเกิดน้อยด้อยคุณภาพเป็นไปอย่างคล่องตัวและครอบคลุม.ลมกรดคลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม