ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์แจงคดีออนไลน์ห้วงวันที่ 6-12 ก.ย. คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าและบริการครองแชมป์มากที่สุดเหมือนเดิม สัปดาห์เดียวดูดไป 297 ล้าน และมีมูลค่าความเสียหายสูงสุด 96 ล้านบาท คนกรุงกลายเป็นเหยื่อมากที่สุด และเป็นผู้หญิงวัย 21-30 ปี เยอะสุดต่อเนื่องมาหลายเดือน ศูนย์ฯช่วยเหลือได้ช่วยผู้เสียหายและระงับเงินโอนให้มิจฉาชีพได้ทัน 21 ราย จำนวนเงินกว่า 6.7 ล้านบาท จับผู้ต้องหาได้ 4 คดี พร้อมทั้งเตือนให้ระวังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้อุบายชักชวน “ย้ายคุยนอกแอป” เป็นการขุดหลุมพรางเปิดทางนำไปสู่การหลอกลวงเหยื่อให้โอนเงินที่ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) วันที่ 21 ก.ย. พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. และ ผอ.ศปอส.ตร. พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. และรอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดเผยผลการแจ้งความจับกุมและช่วยเหลือเหยื่อถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 6-12 ก.ย. มีคดีที่รับแจ้งทาง Thaipoliceonline จำนวน 5,718 คดี มูลค่าความเสียหาย 297 ล้านบาท เทียบกับช่วงวันที่ 30 ส.ค.-5 ก.ย.69 คดีที่รับแจ้งความลดลงจากสัปดาห์ที่แล้ว 145 คดี แต่มูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้น 56 ล้านบาท พบว่าการหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ เป็นคดีที่มีปริมาณสูงที่สุด 4,234 คดี คิดเป็น 74.0% ของคดีทั้งหมด และมีมูลค่าความเสียหายสูงที่สุดจำนวน 96 ล้านบาท จังหวัดที่แจ้งความมากที่สุดตามลำดับ ได้แก่ 1.กทม. จำนวน 113 คดี มูลค่าความเสียหาย 24.8 ล้านบาท 2.สมุทรปราการ จำนวน 27 คดี มูลค่าความเสียหาย 2.6 ล้านบาท 3.นนทบุรี จำนวน 21 คดี มูลค่าความเสียหาย 2.1 ล้านบาท ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าอายุ 21-30 ปี กลุ่มเสี่ยงสูงสุดต่อเนื่องมาหลายเดือนติดต่อกัน ในรอบสัปดาห์ดังกล่าวมีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกับกลุ่มธนาคารต่างๆ และตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที รวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพจำนวน 21 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 6.7 ล้านบาท จับกุมได้ทั้งหมด 4 เคส ผู้ต้องหาชาวไทย 9 ราย ตรวจยึดเงินสดทั้งหมด 2.7 ล้านบาท ทองคำหนัก 7 บาท มีเคสเข้าช่วยเหลือเหยื่อที่น่าสนใจที่มีมูลค่าสูงดังนี้ รายแรก ตำรวจ สน.ธรรมศาลา เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายหญิงวัย 24 ปี ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ อ้างว่าผู้เสียหายมีความผิดเกี่ยวกับบัญชีม้า ลวงให้แอดไลน์อ้างเป็นของเจ้าหน้าที่ เพื่อวิดีโอคอลสอบปากคำ ควบคุมทุกการปฏิบัติ รวมถึงให้โอนเงินไปให้เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ ทันทีที่ไปถึงบ้านพักพบเพียงครอบครัวของผู้เสียหาย ระบุว่าผู้เสียหายอยู่ในพื้นที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี พร้อมทั้งรีบบอกให้บิดาแจ้งให้ผู้เสียหายวางสายทันที ประสานตำรวจ สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ช่วยเหลือ และให้ผู้เสียหาย โทร.แจ้งที่ศูนย์ ACSC 1441 เพื่อแจ้งความพร้อมอายัดบัญชี เบื้องต้นมูลค่าความเสียหายกว่า 1.7 ล้านบาทรายที่ 2 ประสานตำรวจ สน.ลาดพร้าว เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายหญิงอายุ 51 ปี หลังพบว่ามีการโอนเงินไปยังบัญชีม้า เมื่อไปถึงพบผู้เสียหายแจ้งว่า ถูกหลอกว่าได้รับสินค้าฟรีแต่ต้องแลกกับการโอนเงินไปเป็นค่าประกันเพื่อรับสินค้า เมื่อรู้ตัวว่าโดนหลอกมีคนมาอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยราชการจะมาช่วยเหลือ แต่ยังให้โอนเงินต่อเนื่อง มูลค่าความเสียหายกว่า 2.5 ล้านบาท เจ้าหน้าที่แนะนำให้โทรศัพท์แจ้งความและร้องเรียนที่ศูนย์ ACSC และรายที่ 3 ประสานตำรวจ สน.บางเขน เข้าช่วยเหลือหญิงวัย 70 ปี หลังถูกหลอกให้โอนเงิน หลังพบโฆษณาทางโซเชียล ชวนทำงานรับถุงใส่กระเป๋าแบรนด์เนมมาเสนอขาย ผู้เสียหายติดต่อเพิ่มเพื่อนเพื่อสอบถามรายละเอียด ต่อมากลับถูกชวนให้เข้าร่วมลงทุนเพื่อขายสินค้าออนไลน์เพิ่มเติม สูญเงินไปกว่า 2.3 ล้านบาท เจ้าหน้าที่แนะนำให้ไปแจ้งความดำเนินคดีต่อไปที่ บก.สอท.3 จ.ขอนแก่น วันเดียวกัน พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. แถลงผลติดตามเงินจากคดีหลอกลวงออนไลน์ ส่งคืนผู้เสียหายหญิง 2 ราย รวม 1,339,649 บาท ตามโครงการ “MONEY CASH BACK ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน” รายแรก ผู้เสียหายเป็นข้าราชการหญิงในพื้นที่ภาคอีสาน ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกให้โอนเงินก้อนแรก 1 ล้านบาท ต่อมาคนร้ายพยายามเรียกเงินเพิ่มอีก 1 ล้านบาท ทำให้ผู้เสียหายผิดสังเกต โทร.แจ้งสายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 ระงับเงินก้อนแรกไว้ได้ทัน ตามจับบัญชีม้า 2 คน อีกราย ผู้เสียหายหญิงดูเพจเฟซบุ๊กโฆษณาอาหารเสริมให้ลงทะเบียนรับผลิตภัณฑ์ไปรับประทานฟรี เมื่อเพิ่มเพื่อนทางไลน์ถูกชักชวนให้ทำกิจกรรมเปิดการมองเห็นด้วยการกดติดตามสินค้าเพื่อแลกค่าตอบแทน การสมัครสมาชิก การขายอาหารเสริมปันผลประโยชน์และรายได้ ผู้เสียหายโอนเงินหลายครั้งแต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มูลค่าความเสียหายรวม 4,550,878 บาท ศาลออกหมายจับผู้ต้องหา 12 ราย จับได้แล้ว 4 ราย ตรวจพบเงินของผู้เสียหาย 339,649 บาท ในบัญชีของผู้ต้องหารายหนึ่ง อายัดไว้นำเงินคืนผู้เสียหายทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าการหลอกลวงในแผนประทุษ กรรมใดก็ตาม สิ่งที่เป็นพฤติกรรมเด่น คือ การชักชวนให้ย้ายไปคุยต่อในแพลตฟอร์มอื่น เช่น ไลน์ หรือเทเลแกรม รูปแบบการหลอกลวงพบว่ามิจฉาชีพเริ่มทักทายหรือลงโฆษณาผ่านทางแพลตฟอร์มหลัก เช่น เฟซบุ๊ก ติ๊กต่อก อินสตาแกรม หรือแอปพลิเคชันซื้อขายสินค้า และแอปหาคู่ จากนั้นใช้ข้ออ้างเพื่อดึงออกจากแพลตฟอร์มหลัก นำเหยื่อเข้าสู่กลุ่มแชตที่มีแต่หน้าม้า คนกลุ่มนี้จะใช้บัญชีอวตารมาคอยส่งรีวิวปลอม โชว์สลิปโอนเงิน และโพสต์ภาพกำไรปลอมๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือรุมกดดันจนเหยื่อหลงเชื่อและยอมโอนเงินในที่สุดศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เตือนประชาชนให้ระวังมิจฉาชีพชวน “ย้ายคุยนอกแอป” หลุมพรางยอดฮิต สู่ห้องแชตลับที่มีแต่หน้าม้า หากมีการติดต่อซื้อขายสินค้าหรือลงทุนออนไลน์ แล้วถูกชักชวนให้ย้ายไปคุยต่อในแพลตฟอร์มอื่น อย่าหลงเชื่อโดยเด็ดขาด เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นกลอุบายของมิจฉาชีพในการดึงเข้ากลุ่มหน้าม้าเพื่อหลอกลวง ขอเน้นย้ำให้ตรวจสอบอย่างรอบคอบทุกครั้งก่อนตัดสินใจโอนเงิน เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ หากพบเบาะแสหรือได้รับความเสียหาย สามารถแจ้งความออนไลน์ได้ที่ www. thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชม.อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่