“อนุทิน” ยกคณะบินร่วมเวทียูเอ็น โว “เต็มทีม” ลุยเขมรบนเวทีโลก ยืนยันไม่หวั่นโดนขยายปมคดีฮั้ว สว. เผยได้รับรายงานจาก ตร. กรณี “ทองเจือ” คนใกล้ตัวพัวพัน ทุจริตสอบท้องถิ่น สั่งทีมงานสอบแล้วไม่พบผิด ลั่นไม่อุ้มใครให้ตัวเองอายุสั้น สว.สีน้ำเงินเอาคืนไอลอว์โยง “ห้องจูปิเตอร์” ชี้เป้า “เทวฤทธิ์-นันทนา” ใส่ริสต์แบนด์สีเดียวกัน ไม่กลัวแยกฟ้องรายคดีต่อศาลฎีกา กมธ.วุฒิชงโมเดลยกเครื่องเลือกตั้ง หั่นอำนาจ กกต.ตัดสิทธิชี้เป็นชี้ตาย ให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีสิทธิถอดถอนได้ โพลชี้ “กกต.-อนุทิน” เผชิญศึกหนัก วิกฤติคนไทยไม่เชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนบินไปร่วมประชุมสมัชชาสหประ ชาชาติ ที่สหรัฐอเมริกา ยืนยันไม่กังวลกับประเด็นการเมือง ทั้งกรณีถูกขยายปมจากคดีฮั้วเลือก สว. รวมถึงคนใกล้ตัวเข้าไปพัวพันคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย“นายกฯหนู” บินร่วมเวที UNGA81เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 20 ก.ย.ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย พร้อมนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา นำคณะออกเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly : UNGA81) ระหว่างวันที่ 20-27 ก.ย. ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และเยือนญี่ปุ่น-สหราชอาณาจักร ส่วนนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะเดินทางตามไปสมทบทีหลังไม่หวั่นโดนขยายปมคดีฮั้ว สว.นายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงคดีฮั้ว สว. ที่ดูเหมือนยังไม่จบว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ระบุไว้อย่างไรก็เป็นไปตามนั้น เมื่อถามว่ายังมีการหยิบยกเรื่องนี้ไปเคลื่อนไหวต่อ นายอนุทินตอบว่า อยู่ภายใต้กฎหมาย เรามีกรอบรัฐธรรมนูญกำหนดอยู่ว่าต้องดำเนินการอย่างไร กำหนดให้มีองค์กรอิสระวินิจฉัยกรณีอะไรบ้าง และยังกำหนดสิทธิประชาชนว่ามีอะไรบ้าง ถ้าทุกคนอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญก็ไม่มีปัญหา เมื่อถามย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยประเมินหรือไม่ว่าทำไมคนยังไม่เชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยไม่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ นายอนุทินตอบว่า ไม่ได้ประเมินเพราะพรรคภูมิใจไทยไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรรับรายงาน “ทองเจือ” จาก ตร.แล้วผู้สื่อข่าวถามถึงหนังสือตอบกลับจาก ผบ.ตร. หลังสอบถามความเชื่อมโยงของนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ คณะทำงานนายกรัฐมนตรี ไปเกี่ยวพันคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น แต่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูล นายอนุทินตอบว่า รอให้ถึงเวลา เมื่อถามต่อว่าวันนี้ยังยึดหลักปิดชื่อถือพฤติกรรมอยู่หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า “ใช่ แน่นอน ไม่ต้องห่วง ไม่งั้นจะถามทำไม” ถามอย่างเปิดเผยและมั่นใจจะปราบคนโกงได้ เมื่อถามว่าได้สอบถามนายทองเจือถึงกรณีที่เกิดขึ้นหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า นายทองเจือทำรายงานมาว่าสิ่งที่มีคนกล่าวหาเขาคืออะไร และเขาได้ทำอย่างไร ให้ทีมงานตรวจสอบว่ารายงานมีอะไรที่ผิดหรือไม่ ทีมงานยืนยันไม่มีอะไรผิด ก็บอกว่างั้นต้องขอตรวจสอบประวัติ ทั้งจากตำรวจและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จากนี้จะทำเรื่องส่งไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดว่าพบอะไรที่เป็นไปตามข้อกล่าวหา ไม่ใช่นายทองเจือคนเดียว ที่ผ่านมาถ้ามีการเกี่ยวพันกับระบบงานจะสอบถามให้เกิดความแน่ใจ ขอแบบมีลายลักษณ์อักษร คนที่ลงนามมาต้องรับผิดชอบเต็มที่ พยายามแสดงความโปร่งใสความชัดเจนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ลั่นไม่มีทางทำให้ตัวเองอายุสั้นเมื่อถามย้ำว่าต้องดำเนินการให้รวดเร็วหรือไม่ เนื่องจากเป็นคนใกล้ตัวนายกฯ นายอนุทินตอบว่า ที่ถามไปใช้เวลาไม่เกินสัปดาห์ก็ได้รับคำตอบ ส่วนคำตอบนั้นหากมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสอบถาม ก็จะพิจารณา แต่อาจส่งเป็นคำตอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้สรุป ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นแนวทางปิดชื่อถือพฤติกรรมยังมีอยู่ ขอให้ประชาชนคลายกังวลไม่มีไปปกป้องคุ้มครองใคร นั่นคือทำให้ตนอายุสั้น ไม่มีทางทำเช่นนั้นเด็ดขาด เมื่อถามย้ำว่าในรัฐบาลนี้จะไม่มีการโกงสอบข้าราชการอีกใช่หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า บอกได้จากนี้ไปจะไม่มีแน่นอนเจรจาภาษีสหรัฐฯกดให้ต่ำที่สุดนายอนุทินยังกล่าวถึงการเจรจาภาษีกับสหรัฐ อเมริกาว่า ไม่ใช่ผู้ตั้งโจทย์ไม่ได้นัดพูดคุยกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ คณะเจรจาทั้ง 2 ฝ่ายรายงานมาว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ยังมีอีกประเด็นที่สหรัฐฯ หยิบยกขึ้นมา เราต้องกลับมาหาวิธีบรรลุข้อสรุปให้ได้ เมื่อถามว่าจะมีโอกาสได้พบนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า มีโอกาสได้เจอ เมื่อถามย้ำว่าจะมีโอกาสได้พูดคุยกันหรือไม่ นายอนุทินตอบสั้นๆว่า play it by ear (ดูตามสถานการณ์) หากมีโอกาสต้องคุยอยู่แล้ว หลักการมีอยู่แล้ว ไทยได้อัตราภาษีที่ต้องการแล้ว แต่ยังมีเงื่อนไขที่สหรัฐฯขอเพิ่มขึ้นมา สอบถามนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ ว่าเราจะปิดจบข้อตกลงได้หรือไม่ ซึ่งนางศุภจีตอบกลับมาว่า ได้ ไม่มีปัญหา ไม่ต้องมาแก้ไขเนื้องาน เมื่อถามว่าจะคงภาษีให้อยู่ที่ร้อยละ 19 ใช่หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า พยายามจะกดให้ได้มากที่สุด“เต็มทีม” พร้อมลุยเขมรในเวทียูเอ็นเมื่อถามว่าหากกัมพูชาใช้เวทีประชุมสมัชชาสหประชาชาติฯเคลื่อนไหวเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา จะรับมืออย่างไร นายอนุทินตอบว่า “เต็มทีมครับ กระทรวงการต่างประเทศเขามีความมั่นใจในสิ่งที่เราดำเนินการตามขั้นตอน และตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการเจรจาประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ และฝ่ายกัมพูชาได้พบกันรอบแรก ฝ่ายไทยแสดงท่าที ชัดเจนว่าท่าทีของเราเป็นอย่างไร”ติดตลกอารมณ์ดีลงยันต์กันสื่อถามผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวได้ขอดูมือของนายอนุทิน หลังให้พระครูสิทธิธรรมวิภัช หรือหลวงพ่อสำลี รักษาการเจ้าอาวาสวัดราชบูรณะ จ.พิษณุโลก เจิมฝ่ามือและหลังมือ พร้อมลงยันต์ “นะมะมน มนต์นางพญา” ให้ นายอนุทินหัวเราะพร้อมลูบหลังมือซ้ายที่ลงยันต์ก่อนกล่าวว่า อาบน้ำแล้ว ถามพระท่านแล้วว่าอาบน้ำได้ ผู้สื่อข่าวจึงสอบถามถึงความขลังและพุทธคุณของการเจิมฝ่ามือและลงยันต์คืออะไร นายอนุทินกล่าวติดตลกว่า กันผู้สื่อข่าวถาม ก่อนจะโบกมือและเดินเข้าห้องรับรอง บน.6ถึงโตเกียวรอถก “ทีมไทยแลนด์”ต่อมาเวลา 16.15 น. นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกฯและคณะเดินทางถึงกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เตรียมเป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น ที่โรงแรม Imperial Tokyo วันที่ 21 ก.ย. เพื่อรับฟังผลการปฏิบัติงาน ปัญหา และข้อเสนอแนะ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่มีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย รวมถึงการขยายห่วงโซ่อุปทานการผลิตและส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สร้างโอกาสให้แก่ประชาชนและภาคเอกชนไทยสว.สีน้ำเงินย้ำปม “ห้องจูปิเตอร์”ที่โรงแรมเมอร์เคียว เกาะช้าง ไฮด์อเวย์ จ.ตราด นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว.กลุ่มสีน้ำเงิน ให้สัมภาษณ์ตอบโต้ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. ระบุว่าโดน สว.สีน้ำเงินเอาคืนว่า ขอตั้ง 5 ข้อสังเกต การประชุมของผู้สมัครวุฒิสภาที่ห้องจูปิเตอร์ อิมแพ็คอารีนา เมืองทองธานี 1 วันก่อนวันเลือก สว. คือ 1.น.ส.พรรณิการ์ วานิช เคยเปิดเผยว่ามีการเชิญ กกต.เข้าร่วมการประชุมด้วย ไม่แน่ใจว่าเป็นคนไหนเพราะไม่เคยระบุชื่อ 2.นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. ให้สัมภาษณ์ว่างานวันนั้นไม่ใช่ทางไอลอว์จัด แต่นายเทวฤทธิ์บอกว่าลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ senate67 ซึ่งเป็นโครงการของไอลอว์ คำตอบของนายเทวฤทธิ์ย้อนแย้งกันหรือไม่ 3.งานดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการให้ การรับผลประโยชน์หรือไม่ เพราะจัดที่ห้องจูปิเตอร์มีค่าใช้จ่าย ทราบมาว่าออกมาเป็นบิลใบเสร็จใบเดียว คนที่ไปใน งานวันนั้นบอกว่ามีกล่องบริจาคและใส่เงินบริจาคเข้าไป จึงเกิดคำถามว่าการตั้งกล่องบริจาคเก็บไปเท่าไหร่ ใครได้ประโยชน์ 4.ในงานมีการตั้งคำถามถึงประเด็นมาตรา 112 มีคำถามว่าทำไมคนที่จะมาเป็น สว.ต้องถามประเด็นเหล่านี้ 5.ถามไปยังผู้เข้าร่วมงานและไม่มีใครตอบได้เกี่ยวกับริสต์แบนด์ 3 สี สีขาว-เขียว-ฟ้า ใส่เพื่ออะไร ทำไมต้องมี 3 สีชี้เป้าริสต์แบนด์ “เทวฤทธิ์–นันทนา”นายพิสิษฐ์กล่าวว่า สื่อลองเปิดข้อมูลในไอลอว์ได้เลย จะมีบอกเลยว่า ใครตอบคำถามใดบ้าง ที่สำคัญไปกว่านั้นถ้าบอกว่าเป็นการประชุมแบบเปิดเผย เปิดเผยจริงหรือไม่ มีคำถามว่าทำไมต้องเก็บมือถือนักข่าว ถ้าบริสุทธิ์ใจก็แนะนำตัวกันธรรมดา แต่เท่าที่ทราบมามีอะไรมากกว่านั้น แล้วคุณไปดูสีที่คุณเทวฤทธิ์ใส่กับสีที่ น.ส.นันทนาใส่ เป็นสีเดียวกันแล้วได้เป็น สว. อยากรู้ว่าคนที่ใส่สีนี้ทุกคนได้เป็นหรือไม่ แล้วถ้าไม่ได้เป็นคนอื่นที่เป็นสีอื่นได้เป็นหรือไม่ ไม่มีใครมาชี้แจงเลยต้องการเรียกร้องให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน กกต.ควรใช้มาตรการเดียวกันกับตรวจสอบการฮั้วของ สว. 138 คน ขอให้มีระดับการตรวจสอบที่เข้มข้นเดียวกัน “คุณต้องเคารพกติกาและเคารพกฎหมายเป็นสำคัญ ไม่ใช่ปากบอกประชาธิปไตย แต่พฤติกรรมมันไม่ใช่อย่างนี้ก็ไม่จบสักที”ไม่กลัวแยกฟ้องรายคดีต่อศาลฎีกาเมื่อถามว่ามีกลุ่มนักวิชาการมองว่า กกต.ฟ้องแค่ระดับมด ยังไม่ถึงระดับช้าง นายพิสิษฐ์ตอบว่า กกต.ชี้แจงทั้ง 7 ประเด็นข้อกล่าวหาชัดเจนแล้ว ช้างอะไรไม่ทราบ แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งนายกฯ หรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกกล่าวหา ชี้แจงหมดแล้ว เชื่อว่าคงต้องจบในกระบวนการตรงนั้น เมื่อถามว่าหลังจากนี้อาจมีการใช้โมเดลเหมือนนางแดง กองมา สว. และนายสมพาน พละศักดิ์ สว. ไปยื่นร้องตรงกับศาลฎีกา นายพิสิษฐ์ตอบว่า เรื่องนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และเป็นสิทธิผู้ร้อง คงไม่สามารถไปห้ามได้ เมื่อถามว่ามีความกังวลใช่หรือไม่ อาจโดนฟ้องในชั้นศาลฎีกา นายพิสิษฐ์ตอบว่า ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการตามกฎหมาย ไม่เคยกังวลเรื่องใดทั้งสิ้น เราเชื่อในกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เมื่อถามว่าฝ่ายค้านจะนำเรื่องฮั้ว สว.เป็นธงหลักในการซักฟอกรัฐบาล นายพิสิษฐ์ตอบว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ไม่สามารถตอบแทนได้กมธ.วุฒิชงโมเดลยกเครื่องเลือกตั้งผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมวุฒิสภาในวันที่ 21 ก.ย. มีวาระพิจารณาสำคัญคือ รายงานศึกษาและข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนากระบวนการเลือกตั้งของไทยอย่างเสรีและเป็นธรรม ของคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภควุฒิสภา ที่มีนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. เป็นประธาน มีสาระสำคัญสรุปปัญหาการเลือกตั้งไทย คือ ระบบการเลือกตั้งที่ กกต.ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยประเด็นต่างๆ ไม่น่าเชื่อถือ ความล่าช้าในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร เช่น ถือหุ้นสื่อ คดีอาญาใช้เวลา 1-2 ปี ขาดการประสานงานหน่วยงานรัฐอื่น ผู้ได้รับเลือกตั้งถูกวินิจฉัยความผิดย้อนหลัง ต้องเลือกตั้งใหม่ ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณหั่นอำนาจ กกต.ตัดสิทธิชี้เป็นชี้ตายรายงานยังระบุอีกว่า กกต.มีปัญหาการตีความ มักเป็นไปเพื่อป้องกันความรับผิดของตนเอง เป็นอุปสรรคต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เช่น บัตรเลือกตั้งไม่เคยเปลี่ยนรูปแบบ ทั้งที่หลายประเทศพัฒนาใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้การพัฒนาการเลือกตั้งที่ทันสมัยสะดุดลง ไม่อำนวยความสะดวกให้ประชาชน การใช้บทลงโทษรุนแรงตัดสินทางการเมือง เป็นการทำลายโครงสร้างพรรคการเมือง ผ่านการตัดสิทธิผู้บริหารพรรค ขณะเดียวกันยังมีข้อกังขาที่มา กกต. กกต.ชุดปัจจุบันมาจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่มีรากฐานจากการยึดอำนาจ ทำให้ถูกตั้งคำถามถึงที่มาและความชอบธรรม มีคำถามเรื่องการยึดโยงกับประชาชน รวมถึงปัญหาความไม่เป็นกลางของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย (กปน.) ที่เป็นข้าราชการในท้องที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ส่งผลต่อการทำงาน และมีข้อกังวลต่อการโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยที่ผันแปรไปตามสถานการณ์การเมือง ก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบต่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง ที่ไม่มีสายสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ฝ่ายนิติบัญญัติมีสิทธิถอดถอนได้ สำหรับข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขมี 3 แนวทาง คือ 1.ข้อเสนอระดับหลักการ ปฏิรูปโครงสร้างสถาบันต่อการจัดการเลือกตั้งของ กกต. แบ่งบทบาทตรวจสอบ กระจายอำนาจการเลือกตั้งไปสู่ท้องถิ่น ผ่านการให้ความเห็นชอบจากมติร่วมกันของรัฐสภา คือ สส.และ สว. ปรับโครงสร้างคณะกรรมการสรรหาเป็นแบบดุลยภาพไตรภาคี มีฝ่ายการเมือง ฝ่ายวิชาการ และภาคประชาชน ลดผูกขาด ขณะที่คุณสมบัติของ กกต.ให้ลดเกณฑ์อายุขั้นต่ำเหลือ 35 ปี ให้ กกต.มาจาก 4 สายงานหลัก คือ กฎหมาย วิชาการ ภาคประชาสังคม และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 2.อำนาจ หน้าที่ กกต. ให้แยกอำนาจจัดการเลือกตั้งออกจากการตรวจสอบการเลือกตั้ง ป้องกันการตรวจสอบการทำงานของตนเอง พร้อมกับให้อำนาจรัฐสภาถอดถอน กกต.ได้ด้วยเสียงข้างมากของรัฐสภา เช่น 2 ใน 3 หรือ 3 ใน 5 และ 3.ข้อเสนอระยะสั้น อาทิ ประกาศ ผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการใน 7 วัน คืนสิทธิผู้พลาดการเลือกตั้งล่วงหน้า ส่งเสริมการสังเกตการณ์โดยประชาชน และยกเว้นค่าใช้จ่ายผู้สังเกตการณ์ของพรรคการเมือง รายงานผลคะแนนรายหน่วยในรูปแบบดิจิทัล ใช้ระบบหมายเลขเดียวกันทั่วประเทศ ส่วนข้อเสนอระยะยาว คือ แก้รัฐธรรมนูญ แก้ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือก สส. และ พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.ฉะ “พิพัฒน์” เคลมไล่ที่คลองเตยที่พรรคประชาธิปัตย์ นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงกรณีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและ รมว.คมนาคม พูดถึงการบริหารจัดการชุมชนรอบท่าเรือกรุงเทพ รวม 26 ชุมชน ว่าชุมชนไม่ได้ขัดข้องในการย้ายออกว่า ขอให้นายพิพัฒน์หยุดสรุปเองเออเองจากการประชุมแบบปิด อ้างชาวบ้านในชุมชนทั้งหมดยินดีให้ไล่รื้อ เพราะเป็นเพียงการเชิญเฉพาะกลุ่มคนที่เลือกไปร่วมประชุมแล้วสรุปผลกันเอง แต่กีดกันชาวบ้านผู้อยู่อาศัยตัวจริงไม่ให้เข้าประชุม ขอให้เปิดเวทีสาธารณะในพื้นที่คลองเตย รับฟังเสียงประชาชนในพื้นที่ตัวจริง ไม่ใช่เรียกคุยแค่บางคนแล้วนำมาอ้างเป็นมติชุมชนทั้งหมด และควรทบทวนแผนพัฒนาเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เหตุใดจึงไม่เริ่มต้นการพัฒนาจากพื้นที่ว่างเปล่าอื่นที่สามารถใช้งานได้ทันที คนเมืองกรุงเทพฯต้องการพื้นที่สาธารณะ สวนสาธารณะและที่พักอาศัยราคาถูก ไม่ใช่ห้างสรรพสินค้าซัด ทอท.โขกค่าธรรมเนียมสนามบินนายจิรวัฒน์ จังหวัด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการใช้บริการสนามบิน ของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (มหาชน) หรือ ทอท. (AOT) จาก 730 บาท เป็น 1,120 บาท หรือเกือบ 50% ในสนามบินหลัก 6 แห่งว่า การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมแบบก้าวกระโดดส่งผลกระทบรุนแรงต่อเป้าหมายประเทศไทยที่จะเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค (Regional Hub) รองรับนักท่องเที่ยวและผู้โดยสารต่อเครื่อง (Transit) จากภูมิภาคไกลๆ เช่น ตะวันออกกลาง และออสเตรเลีย เชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา เมียนมา และเวียดนาม ทอท.มีผลประกอบการกำไรสุทธิเฉลี่ยสูงกว่า 18,000 ล้านบาทต่อปี ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องมาผลักภาระและเพิ่มค่าธรรมเนียมถึง 50% ให้ประชาชนคนไทยและนักท่องเที่ยว ขอให้รัฐบาลและ ทอท. พิจารณาทบทวนให้อยู่ในอัตราที่เหมาะสม พรรคพร้อมติดตามตรวจสอบว่ามีการนำงบประมาณของการท่าอากาศยานไปใช้ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่“วรชัย” วอนเลิกจองล้าง “ตระกูลชิน”นายวรชัย เหมะ อดีต สส.สมุปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีทนายความนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลาง ขอให้มีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้กรมสรรพากรกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปในการยึดและอายัดทรัพย์นายทักษิณ เพื่อนำไปชำระหนี้ภาษีการขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่า ไม่เข้าใจว่าเมื่อเงินได้จากการขายหุ้นถูกยึดไปแล้ว จะนำเงินได้ตรงไหนมาคำนวณเป็นภาษีเพื่อเรียกเก็บกับนายทักษิณอีก แสดงให้เห็นว่าตระกูลชินวัตรถูกกระทำมาตลอด ทั้งการยึดอำนาจมาจนถึงไล่ยึดทรัพย์ของนายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯทั้งสอง เป็นการจองล้างจองผลาญตระกูลชินวัตรไม่มีจบสิ้น ทั้งที่มี พ.ร.บ.สันติสุขออกมาสร้างความปรองดองของคนในชาติแล้ว เลิกได้หรือยังกับการจองล้างจองผลาญที่ไม่มีวันสิ้นสุดโพลชี้ “กกต.-อนุทิน” เผชิญศึกหนักขณะที่นิด้าโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 15-16 ก.ย. รวม 1,310 หน่วยตัวอย่าง เรื่อง “มติ กกต.” พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ 34.27% ไม่เคยคาดการณ์ต่อมติ กกต. กรณีฮั้วการเลือก สว. ให้ส่งฟ้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหา จำนวน 77 ราย รวมถึง สว.ชุดปัจจุบัน 26 ราย รองลงมา 21% ระบุว่าตรงตามที่คาดการณ์ไว้มาก ส่วนความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นจากมติ กกต. กรณีฮั้วเลือก สว. 35.34% ไม่กังวลเลย 30.46% ค่อนข้างกังวล และ 19.16% ไม่ค่อยกังวล เมื่อถามถึงบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่คาดว่าต้องเผชิญศึกหนักทางการเมือง หรือกระบวนการทางกฎหมาย ภายหลัง กกต.มีมติกรณีฮั้วเลือก สว. 35.57% ชี้ว่าเป็น กกต.ชุดปัจจุบัน รองลงมา 31.53% เป็นนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ 25.42% พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลทั้งหมดคนไม่เชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมด้านสวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ 1,123 คน เรื่อง “คนไทยกับความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม” ระหว่างวันที่ 15-18 ก.ย. เมื่อกล่าวถึงกระบวนการยุติธรรมไทยพบว่า ส่วนใหญ่ 63.85% นึกถึงการพิจารณาและตัดสินคดีของศาล ส่วนสถานการณ์คดีทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา 46.39% ระบุยังไม่ค่อยเชื่อมั่นต่อความเป็นธรรมและความเป็นกลางของกระบวนการยุติธรรมไทย 21.10% ไม่เชื่อมั่นเลย มี 18.52% ค่อนข้างเชื่อมั่น ด้านการได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียมในสังคมไทย ร้อยละ 38.02% มองว่าสังคมได้รับความเป็นธรรมอย่างไม่เท่าเทียมเลย 35.53% ไม่ค่อยเท่าเทียม และ 13.89% ค่อนข้างเท่าเทียม ปัจจัยที่ทำให้ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมไทยลดลง 66.52% คือการแทรกแซงจากอิทธิพลทางการเมือง 58.86% การบังคับใช้กฎหมายไม่เท่าเทียมกัน และ 56.63% มาตรฐานการพิจารณาหรือตัดสินคดีที่แตกต่างกัน แนวทางเร่งด่วนในการสร้างความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก ทำให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและความช่วยเหลือทางกฎหมายได้ง่ายขึ้น บังคับใช้กฎหมายเสมอภาคกับทุกฝ่าย และหน่วยงานทำงานเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซงอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่