“อนุทิน” ปัดเล่นเกมดึงรายงาน กกต. กลัวฝ่ายค้านถล่มคดีฮั้ว สว. เมิน “ศิริกัญญา” เย้ย กระแสตก “ปกรณ์” ประเดิม “คุยกับ ครม.อนุทิน” ลุยปฏิรูประบบราชการ ดัน Digital Government ลดช่องโกง จ่อรื้อกฎกระทรวง 7,600 ฉบับ “ศุภชัย-ไอซ์” ฉะกันเดือดสนั่นโลกออนไลน์ “ศุภณัฐ” ตำหนิรัฐบาลชอบล้อมคอก เคยชงแนวทางป้องกันผลกระทบดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งแต่ปี 67 ทำเฉย “การดี” ชี้รัฐต้องเข้าใจธุรกิจนี้ให้ลึกซึ้งจะไม่ติดกับดัก ปชป.ชง 6 ข้อรับมือเป็นระบบ ผบก.น.5 ยันทำคดี “สมชัย-ณัฐวุฒิ” เป็นธรรม กก.สิทธิฯสภาทนายจวก “ณัฐวุฒิ” ทำภาพลักษณ์วิชาชีพเสื่อม สมควรถูกประณามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกโรงปฏิเสธเล่นเกมในสภา ดึงรายงานประจำปี กกต. เพราะกลัวฝ่ายค้านถล่ม คดีฮั้ว สว. ขณะที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายก รัฐมนตรี ประเดิมรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” เป็นคนแรก ลุยปรับโครงสร้างปฏิรูประบบราชการนายกฯรับเสด็จสมเด็จพระสังฆราชเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 5 ก.ย. ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) ต.ท่านัด อ.ดำเนิน สะดวก จ.ราชบุรี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จ พระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทรงวางศิลาฤกษ์อาคารฉลองสตวัสส์ และอาคารพิพรรธน์ศตพรรษ์ ในโครงการก่อสร้างอาคารตรวจรักษาและส่งเสริมสุขภาพ และอาคารฟื้นฟูสภาพ โอกาสนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นประธานฝ่ายฆราวาส มีนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกฯ น.ส.ฐิติลักษณ์ คำพา ผวจ.ราชบุรี ผู้บริหารส่วนราชการ บุคลากรทางการแพทย์ เฝ้ารับเสด็จเมิน “ศิริกัญญา” แซะ “คุย ครม.อนุทิน”นายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ที่ประเดิมเทปแรกในวันเดียวกันนี้ว่า ก็ดีเราเข้ามาทำงานเกือบครึ่งปีแล้ว น่าจะถึงเวลาที่ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย กรมประชาสัมพันธ์จัดสรรเวลาให้คณะรัฐมนตรีที่ต้องการถ่ายทอดหรือแจ้งประชาชนใน เรื่องต่างๆ เมื่อถามว่านายกฯจะร่วมด้วยหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ถ้าโอกาสอำนวย เมื่อถามว่า น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า เพราะรัฐบาลกระแสตกจึงต้องมีการจัดรายการ นายอนุทินหัวเราะก่อนกล่าวตัดบทว่า ขอคำถามถัดไปไม่ติดภารกิจนั่งจ่อมอยู่สภาตลอดนายอนุทินยังกล่าวถึงการประชุมสภาผู้แทน ราษฎร พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วาระ 2-3 ในวันที่ 7-9 ก.ย.ว่า ต้องชี้แจงให้กระจ่าง สส.มีเอกสิทธิ์อภิปราย จะพูดหรืออภิปรายอะไรอยู่ที่หัวข้อ และการกำกับดูแลของประธานสภาฯ เมื่อถามว่าฝ่ายค้านเรียกร้องให้เข้าสภาฯมาชี้แจงด้วยตัวเอง นายอนุทินตอบว่า เข้าอยู่เนืองๆ มีหน้าที่เป็นนายกฯ ต้องบริหารราชการแผ่นดินด้วย แต่วันที่ 7-9 ก.ย.อยู่สภาไม่ได้ เพราะได้รับพระบรมราชโองการให้เป็นผู้แทนพระองค์ไปถวายความเคารพพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์ กว่าจะกลับวันที่ 11 ก.ย. ถ้าไม่ติดภารกิจก็ไปจ่อมอยู่ที่สภาตลอด ทำงานที่สภาได้เพราะมีห้องทำงานนายกฯ แต่จะมีภารกิจต่างจังหวัดบ้าง อยู่ต่างประเทศบ้างปัดดึงรายงาน กกต.กลัวถล่มฮั้ว สว.ผู้สื่อข่าวถามว่า การประชุมสภาที่ผ่านมาฝ่ายค้านกล่าวหาว่าพรรคภูมิใจไทยพยายามดึงเกมไม่ให้พิจารณารายงานประจำปีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะกลัวพาดพิงคดีฮั้ว สว. นายอนุทินตอบว่า ไม่มี ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ต่างทำหน้าที่อย่างเต็มที่เหมือนกัน ยืนยันรัฐบาลชุดนี้ไม่มีส่วนไหนเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. เพราะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 รัฐบาลอนุทิน 1 ก็ปฏิบัติหน้าที่วันที่ 1 ต.ค.2568 แต่การเลือก สว.คือปี 2567 ดังนั้นรัฐบาลตนทั้ง 2 ชุดมาหลังการเลือก สว. 1 ปี 3 เดือน ยืนยันว่าไม่รู้เรื่อง เมื่อถามว่ามองว่าเป็นการปั่นกระแสของฝ่ายค้านหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ทุกคนทำหน้าที่ตัวเอง มีอะไรเราก็รับฟังชี้แจง จะไปห้ามคนกล่าวหาไม่ได้ ฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ตรวจสอบ รัฐบาลต้องชี้แจง ถ้าชี้แจงตรงไหนไม่ได้ก็เสร็จ“ปกรณ์” ประเดิม “คุยกับ ครม.อนุทิน”ช่วงเช้าวันเดียวกัน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ถึงการปฏิรูประบบราชการว่า ไม่ขอใช้คำว่า “ปฏิรูประบบราชการ” เพราะเป็นภาพจำของความล้มเหลว มีการตั้งคณะกรรมการ คณะทำงาน แต่ไม่ลงมือทำ ขอใช้คำว่า “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” แทน ปีนี้มีความท้าทาย ทั้งเรื่องภูมิรัฐศาสตร์โลก การค้าของโลกก็ผิดปกติ สภาพอากาศก็เปลี่ยน ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หากไม่พัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการจะไม่มีงบประมาณเพียงพอไปพัฒนาประเทศด้านอื่น มี 3-4 ส่วน คือลดอัตรากำลังคือรีดไขมันออก โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยรีโพรเซสงาน และเพิ่มประสิทธิภาพ การทำงานให้เท่าเดิม ใช้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทนสิ่งที่หายไป ทำให้ลดงบประมาณประจำนำไปเพิ่มในงบลงทุนจากปัจจุบัน 20% เป็น 30% ได้ ถือเป็น การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการให้ดีขึ้นด้วยดัน Digital Government ลดช่องโกงนายปกรณ์กล่าวว่า หากเข้าใจว่าโลกปัจจุบันเป็นโลกแห่งเทคโนโลยี เราสามารถปรับมาใช้ได้ ยกตัวอย่างสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนหน้านี้เคยมีขั้นตอนต่างๆก่อนถึงโต๊ะทำงานตน 170 กระบวนงาน พอนำเทคโนโลยีมาใช้สามารถลดกระบวนงานเหลือไม่ถึง 40-70 ต้องทำให้สั้นที่สุดให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด หัวใจสำคัญอีกเรื่องคือ Digital Government และ Open Government ต้องเปลี่ยนข้อมูลราชการจากกระดาษหรือไฟล์สแกน ธรรมดา เป็นข้อมูลที่เครื่องอ่านได้ แล้วใช้ AI วิเคราะห์ ข้อมูลของภาครัฐที่เราเชื่อมฐานข้อมูลเอาไว้ การใช้ AI ในภาครัฐต้องเริ่มจากฐานข้อมูลที่ถูกต้องเชื่อมโยงกัน อ้างอิงต้นทางได้ รัฐบาลจึงต้องทำให้ทุกหน่วยงานเป็นเจ้าของข้อมูลเอง แต่เชื่อมฐานข้อมูลเข้าหากัน เพื่อให้บริการประชาชนเร็วขึ้นและลดช่องทุจริต ที่สำคัญประชาชนไม่ควรถูกบังคับให้ถ่ายสำเนาเอกสารที่ราชการออกให้ แล้วนำกลับไปยื่นราชการอีก หน้าที่รัฐคือต้องเชื่อมข้อมูลกันเองจ่อแก้กฎกระทรวงกว่า 7,600 ฉบับนายปกรณ์กล่าวอีกว่า เรื่องการอนุมัติอนุญาตรัฐบาลจะเดินหน้าระบบ Super License เช่น ธุรกิจโรงแรมที่เดิมต้องมีใบอนุญาตย่อยอย่างน้อย 18 ใบ ต่อไปควรมีใบอนุญาตหลักใบเดียว ลดภาระประชาชนและเอกชน รวมถึงมีระบบ Fast Track สำหรับบริการปกติ ให้ประชาชนและธุรกิจที่ต้องการความรวดเร็วเลือกใช้บริการตามคู่มืออย่างโปร่งใส ไม่ต้องทุจริต ขณะเดียวกันรัฐบาลจะทบทวนกฎหมายรอง เช่น กฎกระทรวงประมาณ 7,600 ฉบับ ให้ภาคเอกชนผู้เจอปัญหาจริงสะท้อนข้อติดขัดมายังรัฐบาล ก่อนเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นและเสนอ ครม.แก้ไขให้ตรงจุด เป้าหมายคือเวลาการให้บริการประชาชนต้องลดลงอย่างน้อย 20-30%ภท.ซัดฝ่ายค้านทำคนเบื่อหน่ายนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า รายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ถือเป็นอีกช่องทางสื่อสารกับประชาชน ที่ผ่านมารัฐบาลมีผลงานมากในทุกกระทรวง แต่การประชา สัมพันธ์ยังไม่ทั่วถึง ไม่เกี่ยวกับเรื่องคะแนนนิยมตกต่ำ แต่เปิดพื้นที่ให้อธิบายและนำเสนอผลงาน หากจะมองว่าความเชื่อมั่นทางการเมืองรัฐบาลตก มองว่าความเชื่อมั่นฝ่ายค้านเองก็ลดลงเช่นกัน เพราะทำงานลักษณะค้านทุกเรื่อง หลายเรื่องเป็นประโยชน์กับประชาชนก็ยังค้าน ทำให้ประชาชนรู้สึกเบื่อหน่ายกับการเมือง ส่วนเสียงวิจารณ์ว่านายกฯไม่ให้ความสำคัญกับงานสภา ไม่เป็นความจริง ที่ผ่านมากำชับรัฐมนตรีทุกคนให้ความสำคัญกับงานสภา“เลิศศักดิ์” แจงปล่อย “โสภณ” นั่งยาวด้านนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร อ้างว่าต้องทำหน้าที่ควบคุมการประชุมคนเดียว เพราะรองประธานฯอีก 2 คนลาประชุม ทำให้ต้องสั่งปิดประชุมระหว่างพิจารณาญัตติแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า วันที่ 3 ก.ย. ทั้งตนและ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์ วาณิช รองประธานสภาฯอีกคน ต้องเข้าร่วมพิธีสวดอภิธรรมพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชร กิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา กำหนดล่วงหน้าตั้งแต่เดือนก่อน โดยตนและ น.ส.มัลลิกาทำหน้าที่กันคนละ 3 ชั่วโมง ก่อนถึงคิวนายโสภณ ไม่ทราบว่าจะมีการแทรกคิวญัตติไฟใต้ ยืนยันว่าเป็นเรื่องที่เตรียมการไว้ก่อน ไม่ได้เป็นเกมการเมืองอะไรทั้งสิ้น“ศุภชัย–ไอซ์” ฉะเดือดโลกออนไลน์ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีปัญหาการปะทะคารมระหว่างนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กับ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ทั้งในที่ประชุมสภาและในโลกออนไลน์ช่วงที่ผ่านมา ล่าสุดนายศุภชัยยังคงโพสต์เฟซบุ๊กโจมตีคู่กรณีว่า “มุสาวาทเป็นทางแห่งอกุศล หากประกอบด้วยเจตนาร้ายและก่อความเสียหายหนัก ย่อมมีวิบากหนัก และสามารถเป็นเหตุให้นำไปสู่อบายภูมิได้ #ภาษาธรรม” ต่อมาไม่นาน น.ส.รักชนกได้เข้าไปตอบคอมเมนต์ในโพสต์ของนายศุภชัยว่า “งั้น สส. พรรค ภท.คงได้ลงนรกขุมที่ลึกที่สุดกันทั้งพรรค ยกพรรคออกมาพูดว่าไม่มีฮั้ว ไม่มีโกง สว. ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจ เมื่อวันก่อนยังเอาความเดือดร้อนของคนสามจังหวัดมาบังหน้า ปกป้องไม่ให้ กกต.ถูกอภิปราย ดึงเวลาสภาฯแล้วก็ปิดประชุม ไม่ละอายต่อสิ่งที่กระทำต่อประเทศชาติประชาชน ยังกล้าอ้าปากพูดเรื่องธรรมะ มือถือสาก!”“ศุภณัฐ” ติง “อนุทิน” ชอบล้อมคอกนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กเป็นหนังสือราชการ ลงวันที่ 3 ต.ค.2567 ที่เคยส่งถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ซึ่งเป็น รมว.มหาดไทยในขณะนั้น เตือนถึงผลกระทบจากการเติบโตของศูนย์ข้อมูล (Data Center) พร้อมยื่นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้เร่งวางกติกาและจัดระเบียบกฎหมายรองรับไว้ล่วงหน้า แต่ผ่านมากว่า 2 ปีกลับไม่มีความคืบหน้าหรือการดำเนินการใดๆ กระทั่งเกิดปัญหาและถูกกระแสสังคมวิจารณ์จนรัฐบาลต้องมาล้อมคอก ข้อเสนอดังกล่าวครอบคลุมการแก้ไขกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ คือ 1.กฎหมายควบคุมอาคาร กำหนดนิยามของอาคารดาต้าเซ็นเตอร์ให้ชัดเจน วางมาตรฐานความปลอดภัยโดยเฉพาะระบบจัดเก็บเชื้อเพลิงหรือน้ำมันสำรอง 2.กฎหมายผังเมือง ระบุประเภทอาคารดาต้าเซ็นเตอร์ลงในกฎหมายผังเมืองให้ชัดเจน พร้อมกำหนดพื้นที่จัดวาง (Zoning) ที่เหมาะสม 3.กฎหมายสิ่งแวดล้อม (EIA) ออกหลักเกณฑ์บังคับให้ต้องจัดทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามขนาดและระดับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเสียดายสนใจแต่แรกปัญหาไม่เกิดนายศุภณัฐย้ำว่า แม้ในที่สุดข้อเสนอเหล่านี้เริ่มได้รับความสนใจจากภาครัฐ แต่น่าเสียดายหากนายอนุทินในฐานะ รมว.มหาดไทย ขณะนั้นดำเนินการตามข้อเสนอตั้งแต่แรก ปัญหาและความสับสนในปัจจุบันคงไม่เกิดขึ้น ยืนยันไม่ได้ขัดขวางการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ แต่อยากเห็นประเทศไทยเปิดรับการลงทุนอย่างมีกติกา การมีกฎหมายที่ชัดเจนจะส่งผลดีแบบ Win-Win ต่อทุกฝ่าย การมีกติกาที่ชัดเจนประชาชนจะมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อชุมชน ขณะที่นักลงทุนก็รู้กรอบเกณฑ์ตั้งแต่ต้นว่าสามารถสร้างที่ไหนได้บ้าง ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานอะไร โดยไม่ต้องอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย ไม่ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะ และไม่ต้องเสี่ยงกับการถูกใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมาร้องเรียนหรือตบทรัพย์ในภายหลัง“การดี” ชี้รัฐต้องเข้าใจดาต้าฯ ให้ลึกซึ้งที่พรรคประชาธิปัตย์ นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า แม้การประชุมคณะกรรมการดาต้าเซ็นเตอร์จะเน้นย้ำมาตรการป้องกันพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย แต่รัฐบาลต้องทำความเข้าใจโครงสร้างของธุรกิจนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพราะดาต้าเซ็นเตอร์แบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ 1.เป็นพื้นที่จัดเก็บข้อมูล (Storage) ลักษณะคล้ายโกดังเก็บของและตั้งอยู่ในเมืองมานานนับสิบปี 2.Hyperscaler ขนาดใหญ่ที่มีการลงทุนสูงมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Infrastructure) ที่มีการใช้พลังงานและปลดปล่อยความร้อนสูงกว่า เรียกร้องให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ เร่งวางตำแหน่งประเทศไทยในห่วงโซ่คุณค่า และห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมดิจิทัลโลก ปรับเปลี่ยนมาใช้กลไกการต่อรอง (Negotiation) แบบสิงคโปร์ หรือประเทศชั้นนำอื่น หากรัฐบาลเข้าใจ Value Chain ที่แท้จริงจะไม่ติดกับดักอยู่แค่การถกเถียงว่าจะตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ไว้ที่ไหน แต่สามารถมองข้ามไปถึงผลประโยชน์ที่คนไทยและเศรษฐกิจไทยจะได้รับระยะยาวอย่างยั่งยืนปชป.ชง 6 ข้อเสนอรับมือเป็นระบบนายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงปัญหากากอุตสาหกรรมและการขับเคลื่อนโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ว่า โครงการ EEC ในช่วง 8-9 ปีที่ผ่านมาประสบความล้มเหลวจากการขาดความต่อเนื่องเชิงนโยบายของรัฐบาล เช่น กรณีปัญหากากอุตสาหกรรมในพื้นที่ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ที่ยังไม่สามารถขนย้ายออกจากพื้นที่ได้จริงแม้มีงบประมาณผูกพัน พรรคมี 6 ข้อเสนอดังนี้ 1.วางแผนจัดเก็บภาษีเชิงยุทธศาสตร์ 2.ต่อยอดมุ่งสู่ฮับเทคโนโลยี ไม่ใช่จบลงแค่การจ้างงานเบื้องต้น 3.บังคับถ่ายทอดเทคโนโลยี เชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยและโรงเรียนในพื้นที่ 4.กำหนดเงื่อนไขบีโอไอให้ชัดเจน 5.คุ้มครองสัดส่วนการจ้างงานคนไทย ประกันการจ้างงานคนในพื้นที่ 6.ตั้งกองทุนพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อม “กองทุนดาต้าเซ็นเตอร์” เพื่อนำเงินลงทุนบางส่วนมาสนับสนุนการศึกษาเทคโนโลยี และแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โดยตรงหมายสำคัญเหตุเลื่อนนัดพรรคร่วมนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเลื่อนนัด ครม.และแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลกินข้าวกระชับสัมพันธ์ก่อนถึงศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า มีภารกิจต้องไปร่วมถวายความเคารพพระบรมศพสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ เสด็จสวรรคต ไปในนามรัฐบาลไทย จำเป็นต้องเลื่อนไปก่อน เพราะต้องออกเดินทางตั้งแต่วันที่ 7 ก.ย. เมื่อถามว่าจะขยับไปช่วงสัปดาห์หน้าหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ยังไม่ได้กำหนดลั่นฟันหมดเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่นนายอนุทินยังกล่าวถึงคดีทุจริตสอบท้องถิ่นหลังมีกระแสข่าวอาจมีคนในรัฐบาลเกี่ยวข้อง นายอนุทินย้อนถามว่า “มันมีข่าวเหรอ มันต้องมีหลักฐานหรือต้องมีสิ่งที่พิสูจน์ได้ ถ้าไปบอกว่ามีข่าว มีกระแสข่าว คนโน้นว่าที คนนี้ว่าที มันตอบไม่ได้ เพราะไม่ได้ข่าวนั้น” เมื่อถามว่ามีรายงานข่าวว่าคนที่โดนจับก่อนหน้านี้ยื่นหลักฐานระบุเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน นายอนุทินตอบว่า ถ้าเกี่ยวก็โดนหมด ยื่นมาเยอะๆก็ดี คนที่ทำเรื่องนี้คือ ป.ป.ช. ฉะนั้นไปยื่นที่ ป.ป.ช.เลย จะได้สบายใจว่าไม่มีอิทธิพลหรือคำสั่งใดๆจากฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล ส่วนรัฐบาลเราตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ต่างคนต่างทำงานยันทำคดี “สมชัย–ณัฐวุฒิ” เป็นธรรมอีกเรื่อง พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ชินคำ ผบก.น.5 กล่าวถึงกรณีนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม อดีตทนายความ ก่อเหตุทำร้ายร่างกายนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บริเวณหน้า สน.ทองหล่อว่า นายสมชัยเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ดำเนินคดีนายณัฐวุฒิในข้อหาทำร้ายร่างกายดูหมิ่นซึ่งหน้า และทำให้เสียทรัพย์ จากการสอบปากคำนายณัฐวุฒิ ผู้ถูกกล่าวหา ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและยื่นขอประกันตัวต่อพนักงานสอบสวนใช้เงินสด 45,000 บาท พนักงานสอบสวนอนุญาตให้ประกันตัว ด้านคดีได้ส่งตัวนายสมชัยไปให้แพทย์ตรวจร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บ จากนั้นพนักงานสอบสวนทำสำนวนรวบรวมพยานหลักฐาน สอบปากคำพยาน หลักฐานภาพถ่ายวิดีโอจากผู้สื่อข่าวที่อยู่ในเหตุการณ์ และรอผลการตรวจของแพทย์ ส่วนที่นายณัฐวุฒิ คู่กรณี ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ถือเป็นสิทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหา แต่เหตุที่เกิดขึ้นมีพยานหลักฐานชัดเจนอยู่แล้ว คาดว่ามาดักรออยู่ก่อนแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำคดีโดยละเอียดรอบคอบให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่ายสภาทนายฯจวกทำภาพลักษณ์เสื่อมขณะที่นายนิติศักดิ์ มีขวด ทนายความและกรรมการสิทธิมนุษยชนสภาทนายความในพระบรม ราชูปถัมภ์ กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นการใช้ความรุนแรง ไม่สมควรเกิดขึ้นกับผู้อ้างตนว่าประกอบวิชาชีพกฎหมาย และในสถานที่ราชการ สน.ทองหล่อ สะท้อนถึงการขาดวุฒิภาวะ ไม่ควรเป็นแบบอย่างแก่สังคม ทำให้ภาพลักษณ์ทนายความเสียหายในสายตาประชาชน โดยเฉพาะเมื่อผู้สื่อข่าวหญิงพีพีทีวีเข้าห้ามปรามกลับถูกนายณัฐวุฒิด่าทอแสดงกิริยาข่มขู่ ถือเป็นพฤติกรรมที่แย่ สมควรถูกประณามและสังคมต้องไม่ให้พื้นที่ยืนกับนายณัฐวุฒิอีกต่อไป “ที่สำคัญขอตำหนิเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อ อยู่ในเหตุการณ์แต่กลับไม่ระงับเหตุ ปล่อยให้นายณัฐวุฒิกระทำผิดต่อเนื่องเป็นเวลานาน ถือว่าหย่อนยานเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย”อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่