เหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนเป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครอยากพบเห็น อย่างไรก็ตาม แม้โรงเรียนจะมีมาตรการป้องกันที่รัดกุม แต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าความรุนแรงจะไม่เกิดขึ้น ดังนั้น ทางการสหรัฐฯจึงจัดทำแนวทางปฏิบัติและผลักดันให้โรงเรียนต่างๆ ฝึกซ้อมรับมือเหตุการณ์วิกฤติดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอสมัยที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมปลายที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ทุกๆ ปีโรงเรียนจะจัดการฝึกซ้อมล็อกดาวน์และอพยพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้นักเรียนสามารถปฏิบัติได้จริงโดยไม่ตื่นตระหนก โดยการฝึกซ้อมครั้งแรกของผมเกิดขึ้นตอนเรียนอยู่ชั้นเกรด 10 (เทียบเท่ามัธยมศึกษาปีที่ 4)ในวันซ้อมสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นระหว่างคาบเรียนช่วงเช้า อาจารย์ที่กำลังสอนอยู่เดินไปตรวจดูทางเดินนอกห้องว่ามีนักเรียนคนใดหลงเหลืออยู่หรือไม่ ก่อนจะเรียกเข้ามาแล้ว ปิดประตูและล็อกกลอนให้เรียบร้อย จากนั้นได้กำชับให้ทุกคนอยู่ในความสงบ ห้ามส่งเสียงหรือพูดคุย และตรวจสอบให้แน่ใจว่าปิดเสียงโทรศัพท์มือถือแล้วหรือไม่หลังผ่านไปนานกว่า 10 นาที เสียงสัญญาณเตือนก็ดับลง ก่อนจะมีสัญญาณใหม่ดังขึ้นแทน คราวนี้เป็นสัญญาณเรียกอพยพ ทุกคนต้องทิ้งสัมภาระไว้ในห้อง แล้วทยอยออกจากห้องเรียนอย่างช้าๆ เดินตามปกติ และมุ่งหน้าไปยังสนามกีฬาของโรงเรียนซึ่งกำหนดเป็นจุดรวมพล โดยนักเรียนแต่ละห้องจะรวมกลุ่มกันไว้ ไม่แยกย้ายไปไหน โดยหลังจากนั่งรอสักพัก อาจารย์ก็ปล่อยพวกเรากลับไปเข้าเรียนต่อตามกำหนดหลายสัปดาห์ต่อมา สัญญาณเตือนภัยก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นเหตุการณ์จริง ทุกคนปฏิบัติตามที่ฝึกซ้อมเหมือนปกติ แต่ผมกลับสัมผัสได้ว่าหัวใจตัวเองเต้นแรงกว่าปกติ และยังได้ยินเสียงฝีเท้าข้างนอกอย่างชัดเจนทั้งที่สัญญาณเตือนภัยยังดังอยู่ โชคดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ทางโรงเรียนได้ยกเลิกคาบเรียนที่เหลือและให้นักเรียนอพยพออกจากพื้นที่วันต่อมา จึงทราบว่ามีคำขู่ว่าจะโจมตีส่งไปที่โรงเรียนหลายแห่งในพื้นที่ แต่เพราะมีการฝึกซ้อมมาก่อน จึงไม่เกิดความแตกตื่น เหตุการณ์นี้ทำให้ผมมองว่าโรงเรียนควรวางขั้นตอนการรับมือเหตุการณ์วิกฤติและมีการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตหากต้องเผชิญเหตุจริง.สาริศ วรรณะเลิศคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม