สวนดุสิตโพลเผยผลสำรวจ “คนไทยกับภัยการเงินและการฟอกเงิน” ชี้ชัดคนส่วนใหญ่กังวลมากกับปัญหาการฟอกเงิน และมองปัญหายังอยู่เพราะการบังคับใช้กฎหมาย-การลงโทษไม่จริงจัง รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนอาจมีส่วนเกี่ยวข้องหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่ คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง ม.สวนดุสิต ชี้ปัญหาการฟอกเงิน ไม่ใช่เพียงอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ แต่เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของ “หลักนิติธรรม” และความเข้มแข็งของสถาบันรัฐ โดยผลสำรวจยังสะท้อนช่องว่างสำคัญระหว่าง “กฎหมายที่มีอยู่” กับ “กฎหมายที่บังคับใช้ได้จริง” แนะการแก้ปัญหาต้องขยับจากการปราบปรามรายคดีไปสู่การจัดการเชิงโครงสร้างควบคู่กับการสร้างความโปร่งใสและความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงจะเปลี่ยนจาก “การแก้ปัญหาปลายทาง” สู่ “การตัดวงจรทุจริตที่ต้นทาง” อย่างยั่งยืนจากกรณีคนไทยตกเป็นเหยื่อแก๊งสแกมเมอร์จนได้รับความเสียหายทางการเงินเป็นจำนวนมาก เมื่อวันที่ 16 ส.ค.“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับภัยการเงินและการฟอกเงิน” จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,151 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 11-14 ส.ค.2569 ผลการสำรวจพบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 51.69 ไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับภัยทางการเงิน ขณะที่ร้อยละ 48.31 เคยมี ประสบการณ์ที่พบมากที่สุดคือ โฆษณาเงินกู้นอกระบบหรือการชักชวนลงทุนที่น่าสงสัย ร้อยละ 57.73 ตามด้วยญาติ เพื่อน หรือคนใกล้ตัวได้รับความเสียหายจากภัยทางการเงิน ร้อยละ 57.01 และเมื่อพบเบาะแสที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 42.57 เห็นว่าควรแจ้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ตามด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร้อยละ 35.45 และศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) สายด่วน 1441 ร้อยละ 32.93ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 59.77 เห็นว่าปัญหาการฟอกเงิน ณ วันนี้น่ากังวลมาก สาเหตุสำคัญ คือ การบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษยังไม่จริงจัง ร้อยละ 76.11 ขณะที่ร้อยละ 64.55 เห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนอาจมีส่วนเกี่ยวข้องหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และร้อยละ 78.80 เห็นว่ารัฐบาลรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดการกับตัวการใหญ่ ลงโทษอย่างหนัก กวาดล้างให้สิ้นซาก เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหานี้ด้าน ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลสะท้อนว่าภัยทางการเงินเป็นเรื่องใกล้ตัว เกือบครึ่ง เคยมีประสบการณ์โดยมองว่าปัญหาการฟอกเงินน่ากังวลและยังไม่เชื่อมั่นต่อการบังคับใช้กฎหมาย ภาครัฐจึงควรเร่งจัดการ ตัวการใหญ่และผู้เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง ควบคู่กับการตรวจสอบบัญชีผิดปกติและให้ความรู้ประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อหรือถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการโดยไม่รู้ตัวขณะที่ ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ปัญหาการฟอกเงิน ไม่ใช่เพียงอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ แต่เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของ “หลักนิติธรรม” และความเข้มแข็งของสถาบันรัฐ เมื่อกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 76.11 มองว่าปัญหาเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษที่ไม่จริงจัง สะท้อนช่องว่างสำคัญระหว่าง “กฎหมายที่มีอยู่” กับ “กฎหมายที่บังคับใช้ได้จริง” ยิ่งเมื่อกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 64.55 เห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนอาจเกี่ยวข้องหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปัญหาเชื่อมโยงถึงการทุจริตเชิงระบบและความบกพร่องของกลไกกำกับดูแล รวมทั้งเสียงประชาชน ร้อยละ 78.80 ที่เรียกร้องให้จัดการ “ตัวการใหญ่” จึงชี้ว่า การบังคับใช้กฎหมายต้องไปให้ถึงผู้บงการ เครือข่าย และโครงสร้างทางการเงิน ที่อยู่เบื้องหลัง มิใช่หยุดเพียงผู้กระทำรายย่อยดร.งามประวัณระบุอีกว่า ดังนั้น การแก้ปัญหาต้องขยับจากการปราบปรามรายคดีไปสู่การจัดการเชิงโครงสร้างควบคู่กับการสร้างความโปร่งใสและความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ท้ายที่สุด หลักนิติธรรมมิใช่เพียงการมีกฎหมาย แต่คือความสามารถของรัฐในการทำให้กฎหมายอยู่เหนืออำนาจเงิน อิทธิพล และอำนาจ เมื่อกฎหมายบังคับใช้ได้จริงและเสมอภาค การปราบปรามการฟอกเงินจะเปลี่ยนจาก “การแก้ปัญหา ปลายทาง” สู่ “การตัดวงจรทุจริตที่ต้นทาง” อย่างยั่งยืนอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่