ในสังคมไทยปัจจุบัน ปัญหาความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนกลับมาเป็นวาระร้อนที่สังคมต้องตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกครั้งที่เกิดเสียงปืนดังขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์กราดยิงสะเทือนขวัญ หรือคดีฆาตกรรมจากความขัดแย้งรายวัน....คำถามสำคัญที่ตามมาคือ “เราจะหยุดยั้งวงจรอุบาทว์นี้ได้อย่างไร?”หากมองผ่านผิวเผิน หลายคนอาจพุ่งเป้าไปที่การเข้มงวดกับผู้ครอบครองอาวุธปืนถูกกฎหมาย แต่เมื่อเจาะลึกเข้าไปในกองข้อมูลสถิติของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ฐานข้อมูลอาชญากรรม ภาพที่สะท้อนออกมากลับน่าตกใจและซับซ้อนกว่าที่คิดที่ผ่านมามีข้อมูลสะท้อนว่า “ปืนเถื่อน (ไม่มีทะเบียน)”คือเครื่องมือหลักในการก่อเหตุรุนแรงในประเทศไทย โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 80% ของคดีอาชญากรรมทั้งหมดเบื้องหลังตัวเลข 80% นี้ ขับเคลื่อนด้วย “ต้นทุนที่ต่ำและการเข้าถึงทางไซเบอร์” ปืนเถื่อนและปืนดัดแปลงในตลาดมืดออนไลน์มีราคาเพียงหลักพันถึงหมื่นต้นๆ ทำให้เยาวชนและผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงได้ง่าย ต่างจากปืนถูกกฎหมายที่มีราคาสูงหลักแสนบาทที่สำคัญ...ผู้ก่อเหตุเลือกใช้ปืนเถื่อนเพราะ “ไม่มีเอกลักษณ์ผูกพันกับตัวผู้ใช้” เมื่อก่อเหตุเสร็จสามารถโยนทิ้ง ทำลายหลักฐาน หรือขายต่อในตลาดมืดได้ทันทีโดยที่ตำรวจไม่สามารถสาวถึงตัวตนได้ผ่านเลขทะเบียนขณะที่ “ปืนถูกกฎหมาย (มีทะเบียน)” เสมือนเหรียญอีกด้าน...แม้จะมีสัดส่วนการก่อเหตุในเชิงปริมาณน้อยกว่า (ประมาณ 20%) แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าอันตรายน้อยกว่าในทางตรงกันข้าม เมื่อปืนถูกกฎหมายถูกนำมาก่อเหตุ มักนำไปสู่ “ความสูญเสียระดับสูงและกลายเป็นข่าวดังในสังคม” เช่น ปัญหาจากคนใกล้ตัว อารมณ์ชั่ววูบ บันดาลโทสะ ความรุนแรงในครอบครัว หรือเหตุการณ์กราดยิงครั้งใหญ่...เนื่องจากเป็นปืนออโตเมติกประสิทธิภาพสูง บรรจุกระสุนได้มากนักอาชญาวิทยาย้ำว่า อีกหนึ่งจุดตายของระบบคือ “ปืนถูกกฎหมายกลายเป็นปืนเถื่อน” ไม่ว่าจะเป็นปืนสวัสดิการหลุดระบบ หรือปืนมรดกที่เจ้าของเสียชีวิตแต่ไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ กลายเป็นปืนตกสำรวจนับแสนกระบอกที่หมุนเวียนเข้าสู่ตลาดมืดหากภาครัฐต้องการลดเหตุรุนแรงอย่างเป็นรูปธรรม การพุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ถือปืนถูกกฎหมายเพียงอย่างเดียว เช่น การงดออกใบ ป.3 ชั่วคราว จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้เบ็ดเสร็จ เพราะโจรและมิจฉาชีพเลือกใช้ปืนเถื่อนออนไลน์ที่ไม่สนใจกฎหมายอยู่แล้วมาตรการที่ได้ผลจึงต้องทำควบคู่กัน คือการ “ตัดวงจรปืนเถื่อนออนไลน์อย่างถอนรากถอนโคน” ไปพร้อมๆกับการ “คัดกรองสภาพจิตใจผู้ถือปืนถูกกฎหมายอย่างต่อเนื่องทุก 3–5 ปี” เพื่อป้องกันไม่ให้คนถูกกฎหมายกลายเป็นผู้ก่อเหตุในอนาคตถึงตรงนี้ต้องยอมรับความจริงที่ว่า นี่คือสุญญากาศความซับซ้อนระหว่าง “การเมืองเชิงโครงสร้าง” กับ “เทคโนโลยีไร้พรมแดน” นับเป็นความท้าทายที่แท้จริง ด้วยว่าการแก้ปัญหานี้มีความยากคนละรูปแบบ จนนักอาชญาวิทยาต้องแบ่งความซับซ้อนออกเป็นสองขั้วอย่างสิ้นเชิง หนึ่ง...ปืนถูกกฎหมายความซับซ้อนเชิงระบบ นโยบายและการเมือง การจัดการปืนถูกกฎหมายไม่ได้ยากที่การตามหาตัวปืน เพราะมีทะเบียนและประวัติชัดเจน แต่ยากที่ “การงัดข้อกับกลไกภาครัฐและกลุ่มผลประโยชน์”...ประชาชนสุจริตชนจำนวนมากไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัยของรัฐ จึงต้องมีปืนไว้ป้องกันตัว การเพิ่มมาตรการเข้มงวด เช่น ตรวจจิตเวชทุก 3 ปี หรือเพิ่มภาษี ย่อมเจอแรงต้านหนักถัดมาประเด็น...ผลประโยชน์ปืนสวัสดิการ เม็ดเงินมหาศาลในโครงการสวัสดิการข้าราชการ (ทหาร ตำรวจ ปกครอง) ทำให้การรื้อถอนหรือจำกัดสิทธิ์เป็นเรื่องละเอียดอ่อนภายในองค์กรภาครัฐนับรวมไปถึงปืนมรดกตกสำรวจ ปืนนับแสนกระบอกที่ตกทอดโดยไม่มีการแจ้งทะเบียนใหม่ การจะตามยึดหรือบังคับเข้าระบบโดยไม่มีมาตรการจูงใจที่เหมาะสม เป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติสอง...ปืนเถื่อนความซับซ้อนเชิงเทคนิค–อาชญากรรมไซเบอร์ แน่นอนว่าในฝั่งของปืนเถื่อนอยู่นอกเรดาร์ของรัฐแบบ 100% และวิวัฒนาการไปไกลมาก “ตลาดมืดไร้พรมแดน” ขบวนการซื้อขายย้ายไปอยู่บนแอปพลิเคชันเข้ารหัสขั้นสูง ชำระเงินด้วยคริปโตเคอร์เรนซี ทำให้การสืบสวนแบบดั้งเดิมใช้ไม่ได้ผลผนวกกับ นวัตกรรมสีเทา ขบวนการยุคนี้ไม่จำเป็นต้องผลิตปืนจากเหล็กทั้งแท่ง แต่ใช้การนำเข้า “แบลงก์กัน”...ปืนแบลงก์กัน/สิ่งเทียมอาวุธถูกกฎหมาย แล้วนำมาเปลี่ยนลำกล้องดัดแปลงในห้องพัก กลายเป็นปืนจริงได้ภายใน 30 นาที...น่าสนใจด้วยว่า ปืน 1 กระบอกถูกแยกชิ้นส่วนส่งผ่านบริษัทโลจิสติกส์เอกชนนับสิบแห่ง ปริมาณพัสดุหลายล้านชิ้นต่อวัน...ทำให้การสแกนตรวจจับทำได้ยากยิ่งบทสรุปจากมุมมองนักอาชญาวิทยา ย้ำว่า หากภาครัฐมุ่งเป้าไปที่การจำกัดสิทธิ์ผู้ถือปืนถูกกฎหมายเพียงอย่างเดียว จะไม่มีทางแก้ปัญหาได้เบ็ดเสร็จ เพราะ “โจร” และ “กลุ่มอาชญากร” ไม่ได้สนใจกฎหมายและใช้ “ปืนเถื่อนออนไลน์” อยู่แล้วมาตรการที่ต้องทำคู่ขนานกันอย่างเด็ดขาดคือ ตัดวงจรปืนเถื่อนออนไลน์อย่างถอนรากถอนโคน บังคับใช้กฎหมายกับตลาดมืดบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ควบคุมการนำเข้าและการดัดแปลงสิ่งเทียมอาวุธอย่างเข้มงวด และ คัดกรองสภาพจิตใจผู้ถือปืนถูกกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นโศกนาฏกรรมในอนาคต“ปืนถูกกฎหมายแก้ได้ด้วยเจตจำนงทางการเมืองที่เด็ดขาด แต่ปืนเถื่อนต้องแก้ด้วยความเท่าทันเทคโนโลยีและการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่หยุดนิ่ง”...เป็นโจทย์ใหญ่ที่ “รัฐ” ต้องเดินให้ถูกจุด.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม