เหตุการณ์กองทัพสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูใส่ประเทศญี่ปุ่นในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ถือเป็นครั้งเดียวในประวัติศาสตร์มวลมนุษยชาติ ที่มีการนำอาวุธนิวเคลียร์มาใช้จริงกลายเป็นเครื่องเตือนความทรงจำว่า เหตุการณ์ที่เมืองฮิโรชิมะ วันที่ 6 ส.ค. (ปี 2488) และเหตุการณ์ที่เมืองนางาซากิ วันที่ 9 ส.ค. ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 260,000 คน ไม่ควรหวนคืนกลับมาอีกอย่างไรก็ตาม กาลเวลาที่ผ่านไป 81 ปี ได้แสดงให้เห็นว่า ภาพความโหดร้ายสามารถย้อนกลับมาได้ทุกเมื่อ สถานการณ์ความขัดแย้งยังคงลุกลามไปทุกภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นสงครามรัสเซีย-ยูเครน สงครามสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน ไปจนถึงการทำศึกแบบจำกัดวงอย่างอินเดีย-ปากีสถาน ไทย-กัมพูชา หรือกระทั่งการเผชิญหน้าที่คุกรุ่นขึ้นเรื่อยๆในเอเชียตะวันออกจนกลายเป็นคำถามว่า “อาวุธนิวเคลียร์” จะโผล่มาเมื่อใด มีข่าวสารที่น่าเป็นห่วงมากมายก่ายกอง เช่นการซ้อมใช้นิวเคลียร์โจมตีรัสเซีย หรือการที่รัสเซียออกมาเตือนว่าพร้อมนำอาวุธมหาประลัยมาใช้งานหากการดำรงอยู่ของชาติบ้านเมืองถูกคุกคาม หรือการที่กระทรวงกลาโหมเพนตากอนสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการร่างแผนปฏิบัติการใหม่ๆ สำหรับการโจมตีชาติศัตรูให้ราบคาบด้วยอาวุธนิวเคลียร์จากข้อมูลของศูนย์วิจัยเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศในกรุงสตอกโฮล์ม (SIPRI) ระบุไว้ว่าในช่วงพีกของยุคสงครามเย็นนั้น ประเทศต่างๆได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ชนิดต่างๆไว้เป็นจำนวนถึง 70,000 ลูก แต่ภายหลังจากล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 2534 ได้ส่งผลให้นานาชาติพยายามคลี่คลายความตึงเครียด จนจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ในคลังแสงทั่วโลกลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 12,000 ลูก แต่หากคำนวณอำนาจการทำลายล้าง ก็ถือว่ามากพอที่จะล้างบางมนุษย์ให้สูญสิ้นไป เนื่องจากอาวุธนิวเคลียร์ในยุคปัจจุบัน ไม่ได้เหมือนกับระเบิดในยุคสงครามโลกที่ใช้ในญี่ปุ่น มีอำนาจการทำลายล้างไม่ใช่ระดับกิโลตัน แต่เป็นระดับเมกะตัน (1 เมกะตัน เท่ากับ 1,000 กิโลตัน)นึกภาพตามว่าระเบิดที่ฮิโรชิมะมีพลังทำลาย 15 กิโลตัน แต่ ระเบิดนิวเคลียร์รุ่นต่างๆในปัจจุบันมีอำนาจทำลายล้างตั้งแต่ 100 กิโลตัน ไปจนถึงสูงกว่า 1,000 กิโลตันสำหรับกองทัพ “สหรัฐฯและรัสเซีย” เป็นผู้ที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ไว้มากที่สุดในโลก แบ่งเป็นของสหรัฐฯ 3,700 ลูก รัสเซีย 4,400 ลูก ไม่นับรวมหัวรบที่อยู่ระหว่างปลดประจำการอีกประเทศละ 1,000 ลูก แต่ถึงฝ่ายรัสเซียจะมีมากกว่า แต่หากนับเฉพาะอาวุธนิวเคลียร์ ที่ “พร้อมใช้งานในทันที” หรือกดปุ่มยิงได้เลย จะมีปริมาณไล่เลี่ยกันคือฝ่ายสหรัฐฯ 1,700 ลูก และฝ่ายรัสเซีย 1,800 ลูกทั้งกองทัพอเมริกันและรัสเซียยังถือเป็นกองทัพที่มีขีดความสามารถ “นิวเคลียร์ไตรภาคี” Nuclear Triad หรือหมายถึงการมีโครงสร้างกองทัพที่พร้อมยิงนิวเคลียร์ทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ สามารถยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ข้ามทวีปจากฐานทัพในประเทศ ปล่อยขีปนาวุธนิวเคลียร์จากเรือดำน้ำ และการส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดเข้าไปหย่อนระเบิดนิวเคลียร์ หรือปล่อยจรวดติดหัวรบนิวเคลียร์สู่เป้าหมายรองลงมาคือ “สาธารณรัฐประชาชนจีน” ที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ไว้ที่ประมาณ 660 ลูก และเชื่อว่ากำลังอยู่ระหว่างการผลิตเพิ่มเติม กระนั้น ข้อมูลบ่งชี้ว่าหัวรบส่วนใหญ่ถูกเก็บไว้ในคลังแสงจีน อาวุธนิวเคลียร์ที่พร้อมใช้งานในทันทีอยู่ที่ประมาณ 34 ลูก แต่ถือว่ามีขีดความสามารถทางกองทัพในระดับนิวเคลียร์ไตรภาคีตามมาด้วยกองทัพ “ฝรั่งเศส” ที่ครอบ ครองอาวุธนิวเคลียร์ 370 ลูก (ปลดประจำการ 80 ลูก) โดยอาวุธส่วนใหญ่ที่พร้อมใช้งานทันที ติดตั้งอยู่ในกองเรือดำน้ำ เช่นเดียวกับ “อังกฤษ” ครอบครองอยู่ประมาณ 225 ลูก ในจำนวนนี้ 120 ลูกติดตั้งพร้อมใช้งานในกองเรือดำน้ำ อีก 100 ลูกถูกกักเก็บไว้ในคลังแสงสำหรับกองทัพคู่ปรับ “อินเดียและปากีสถาน” ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ไว้ที่ 190 ลูก และ 170 ลูกตามลำดับ กองทัพทั้งสองประเทศมีขีดความสามารถในระดับนิวเคลียร์ไตรภาคี แต่ข้อมูลถือว่ามีความไม่ชัดเจนอยู่มาก ทางศูนย์วิจัยประเมินว่า ปากีสถานมีอาวุธที่อำนาจการทำลายล้างอยู่ในระดับเดียวกับยุคสงครามโลก ส่วนทางอินเดียไม่ชัดเจนว่าพลังการทำลายอยู่ระดับไหน แต่เชื่อว่ามีหัวรบพร้อมใช้งานทันทีประมาณ 12 ลูกนอกจากนี้ ยังมีอีก 2 ประเทศที่ยังเต็มไปด้วยความลับ ชาติแรกคือ “อิสราเอล” ที่ถูกประเมินว่ามีอาวุธนิวเคลียร์เก็บไว้ประมาณ 80-90 ลูก ในจำนวนนี้แบ่งเป็นระเบิดนิวเคลียร์ (แบบหย่อนไข่) 30 ลูกและขีปนาวุธนิวเคลียร์ 50 ลูก แต่สิ่งที่ทางการยืนยันมีเพียงคำว่า “อิสราเอลจะไม่ใช่ประเทศแรกที่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาค” ไม่มีการคอนเฟิร์มแต่อย่างใดว่า อิสราเอลมีหรือไม่มีอาวุธนิวเคลียร์และชาติที่สอง ประเทศนิวเคลียร์น้องใหม่ “เกาหลีเหนือ” ที่เพิ่งมาครอบครองอาวุธมหันตภัยเมื่อช่วง 20 ปีก่อน ถูกประเมินว่ามีหัวรบเก็บไว้ในคลังแสง “อย่างน้อย” 60 ลูก ส่วนใหญ่เป็นหัวรบสำหรับติดตั้งบนขีปนาวุธข้ามทวีป ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กองทัพเกาหลีเหนือได้มีความพยายามอย่างต่อเนื่อง ที่จะพัฒนาขีดความสามารถให้กลายเป็นระดับนิวเคลียร์ไตรภาคี แต่ยังตามหลังอยู่มากในเรื่องกองทัพอากาศนับตั้งแต่การนำอาวุธนิวเคลียร์มาใช้ครั้งแรกเมื่อ 81 ปีก่อน จนเวลาผ่านมาถึงปัจจุบัน มีทั้งหมด 9 ประเทศที่ได้ครอบครองอาวุธทำลายล้างโลก แต่หากมองจากทิศทางความขัดแย้งที่หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่จะมีประเทศใดประเทศหนึ่ง จะก้าวเข้ามาขอเป็นผู้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อย่างเป็นทางการ เป็นประเทศที่ 10!?วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม