รัฐบาลเปิดฉากปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ โดยมอบคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ประเมินยุบหน่วยงานรัฐ และให้กระทรวงการคลัง ประเมินหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ พร้อม เปิดช่องให้บุคลากรในองค์กรที่ถูกยุบเออร์ลี่รีไทร์ หรือโอนย้ายไปหน่วยงานใหม่ปักหมุด 1 ต.ค.2569 ประเดิมยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินต้อนรับงบประมาณปี 2570 ก่อนทยอยยุบองค์กรอื่นต่อไป นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย หวังอุดรูรั่วรายจ่ายของประเทศไทยที่โตเกินรายได้ทุกปี พร้อมผ่าตัดวิธีทำงานราชการทั้งระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแนวทางโยนหินถามทางด้วยการ ไล่ยุบทีละหน่วย ส่อร่วงมากกว่ารอด สะท้อนว่ารัฐบาลยังไม่อาจตอบสนองประชาชนในยุคโลกผันผวนได้อย่างแท้จริง ดังนั้นการรื้อถอนและวางรากฐานโครงสร้าง อำนาจรัฐระดับประเทศ วัฒนธรรมและเทคโนโลยีจะเกิดขึ้นได้ ต้องเริ่มจากวิธีคิดที่ถูกต้องและกล้าคิดกล้าทำตั้งแต่ต้นน้ำระดับรองนายกฯไม่ควรออกมาพูดทีละหน่วย สังคมอยากเห็นพิมพ์เขียวปฏิรูปในภาพรวมมากกว่า รัฐบาลควรทบทวนภารกิจหน่วยงานราชการครั้งใหญ่ ตามคำทักท้วงของ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เพื่อให้เห็นพิมพ์เขียวการยุบและการควบรวมที่ชัดเจน ก่อนจะดันเข้าสู่กระบวนการเออร์ลี่ รีไทร์นี่คือหัวใจของการยกเครื่องระบบราชการที่กำลังเผชิญวิกฤติโครงสร้างล้าหลังไม่ทันโลก การออกแบบประเทศในบริบทใหม่ต้องเริ่มจากการวาง “โครงสร้าง พื้นฐานดิจิทัล” ที่เปรียบเสมือนการสร้างถนนดิจิทัลครอบคลุมทั่วประเทศ มากกว่า จะเป็นเพียงการทำแอปพลิเคชัน ประโคมการใช้เอไอ หรือตั้งศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ถัดมาก็คือ การสร้างรัฐบาลดิจิทัลบนแพลตฟอร์มกลาง ซึ่งไม่ใช่แค่การนำกระดาษขึ้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่เป็นการออกแบบสถาปัตยกรรมภาครัฐใหม่ ทั้งการเปลี่ยนบทบาทรัฐจากผู้ลงมือทำเอง ไปเป็นผู้สนับสนุนแพลตฟอร์ม เพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชน และประชาชนเข้ามาเชื่อมต่อผ่านระบบดิจิทัลได้อย่างแท้จริงรวมถึงการเร่งกระจายอำนาจ อาทิ เริ่มจากการศึกษาเลือกตั้ง ผวจ.ภูเก็ต—เชียงใหม่ พร้อมปรับโครงสร้างงบประมาณแผ่นดิน และปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กร ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง การยกเครื่องเช่นนี้จะช่วยลดจำนวนข้าราชการจาก 3 ล้านคน เหลือ 1.5 ล้านคน เพื่อให้รัฐไทยมีขนาดกะทัดรัด รับมือความผันผวนของโลกได้อย่างยั่งยืน.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม