นอกเหนือจากภัยคุกคามทางความมั่นคงที่เกิดจากนโยบายการเมืองระหว่างประเทศแล้ว สิ่งที่ควรจับตาไม่แพ้กันคือภัยคุกคามไซเบอร์ที่มีแนวโน้มว่าอาจจะมาจากระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AIเพราะในท้ายที่สุด มนุษย์ด้วยกันยังพอคุยกันรู้เรื่อง แต่การคุยกับเครื่องจักรนั้น ไม่สามารถตอบได้เลยว่า อีกฝ่ายจะมีความรู้สึกต่างๆ ตามพื้นฐานของความเป็นมนุษย์หรือไม่แม้วันที่มนุษย์จะต้อง “เจรจาต่อรอง” กับระบบปัญญาประดิษฐ์ยังมาไม่ถึง แต่ก็ดูเหมือนวันนั้นกำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จากการที่บริษัทเทคโนโลยีต่างๆกำลังพัฒนาระบบเอไอกันอย่างไร้ข้อจำกัด และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นเรื่อยๆว่า ถ้ามองเรื่อง “การแข่งขัน” ว่าเอไอของใครเจ๋งกว่า สภาพแวดล้อมในตอนนี้ถือว่าไม่ต่างอะไรกับยุคมืด หรือยุคคาวบอย Wild West บ้านเมืองไร้ขื่อแป ฆ่ากันตามใจชอบ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวสารที่น่าสนใจในเรื่องการพัฒนาขีดความสามารถของเอไอ ภายหลังจากทางบริษัทโอเพ่นเอไอได้ออกมาเปิดเผยว่า เอไอโมเดล GPT-5.6 Sol ได้ทำสิ่งที่เกินความคาดหมายด้วยการ “แหกคอก” ไปขโมยข้อมูลของบริษัทอื่น เพื่อบรรลุ “ภารกิจ” ที่ตัวเองได้รับมอบหมายโดยงานนี้ เอไอจีพีทีได้รับบททดสอบจากทางบริษัทให้คิดค้นหาวิธีและปฏิบัติการเจาะระบบด้านความมั่นคง หรือเรียกง่ายๆคือการจับเอไอมานั่งทำข้อสอบ โดยที่ทางบริษัทได้ทำการขังเอไอไว้ในห้องเรียน ไม่มีอุปกรณ์ช่วยเหลืออื่นๆ และให้คิดหาคำตอบด้วยความรู้ความสามารถที่มีอยู่อย่างไรก็ตาม การทดสอบที่ดำเนินไปหลายต่อหลายครั้ง เพื่อต้องการให้ปัญญาประดิษฐ์พัฒนาทักษะให้เก่ง ได้นำไปสู่จุดที่ทำให้เอไอคิดขึ้นมาว่า “การโกงข้อสอบก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง” จนสามารถหาวิธีเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตโลกภายนอก ไม่ยอมถูกกักขังไว้ในห้องเรียนอีกต่อไปและหลังจากทลายคอกได้อย่างแนบเนียน สิ่งที่ตามมาก็คือเอไอจีพีทีมองว่า การจะบรรลุภารกิจ แก้โจทย์ที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงนั้น คำตอบน่าจะอยู่ที่คลังข้อมูลของบริษัทเอกชนในสหรัฐฯอีกแห่งที่ชื่อว่าฮักกิ้ง เฟซ เนื่องจากบริษัทดังกล่าวมีข้อมูลจำนวนมากที่เกี่ยวกับการพัฒนาเอไอโมเดล และหนทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการได้ข้อมูลนั้นมา คือการแฮ็กเข้าไปในเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทดังกล่าว เพื่อล้วงข้อมูลออกมาใช้งานไม่ต่างอะไรกับการแงะเข้าไปในห้องพักครู เช็กสมุดโน้ตเพื่อหาเฉลยข้อสอบ หรือถ้าเปรียบเทียบให้แรงกว่านั้น คือการแหวกคุกออกไปขโมยสิ่งที่ตัวเองต้องการกลับมาแน่นอนว่าประเด็นนี้ก็มีข้อกังขาอยู่เช่นกันว่า เป็นข่าวเพื่อโปรโมตเอไอของทางบริษัทหรือไม่ เนื่องจากไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่า เงื่อนไขทั้งหมดที่เอไอถูกตีกรอบไว้คืออะไร และในคำสั่งที่เอไอได้รับมอบหมายไปนั้น มีการใช้ข้อความคำต่อคำว่าอะไร และสุดท้ายไม่มีใครรู้ว่า เอไอจีพีทีตัวใหม่มีขีดความสามารถในการทำงานโดยอิสระแค่ไหน จึงทำให้มันไปคิดว่าการแหกกรงถือเป็นวิธีที่ถูกต้องในการแก้ปัญหาถึงจะมีแนวโน้มว่าอาจเป็นเรื่องของการตลาด บริษัทโอเพ่นเอไอหวังเข้าตลาด หุ้นในเดือน ก.ย.นี้ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ได้บ่งชี้ว่า ระบบปัญญาประดิษฐ์ ณ ตอนนี้กำลังมีขีดความสามารถเช่นไร ซึ่งในขณะที่กำลังเขียนบทความอยู่นี้ก็มีข่าวเพิ่มเติมมาอีกว่า เอไอโมเดลของบริษัทแอนโธรปิกในสหรัฐฯ ก็มีพฤติกรรมคล้ายคลึงกัน โดยแหกกฎไปเจาะเซิร์ฟเวอร์ดึงข้อมูลจากบริษัทเอกชนไม่เผยนาม 3 แห่งและความสามารถของเอไอในปัจจุบัน ก็ยังสอดคล้องกับความกังวลจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี รวมถึงเจนเซน หวง ผู้ก่อตั้งบริษัท Nvidia ที่มองว่า ระบบปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงระดับ Frontier AI หรือที่แปลได้ว่า อยู่สุดขอบพรมแดนที่มนุษย์บุกเบิกไปถึง มีความทรงพลังเกินไปที่จะปล่อยสู่สาธารณชน จำเป็นที่จะต้องมีการควบคุมอย่างดีโดยบริษัทเอกชนที่ประสานงานกับฝ่ายรัฐบาลหลายปีก่อนหน้านี้ มีบริษัทผู้ผลิตเกมจากประเทศโปแลนด์ เขียนเรื่องราวโลกยุคอนาคต Cyberpunk (ปี) 2077 หรือ พ.ศ.2620 (เน็ตฟลิกซ์ก็เอามาทำอะนิเมะ) บรรยายว่า มนุษย์ได้ก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีอย่างเต็มตัว ร่างกายมนุษย์สามารถเชื่อมต่อกับออนไลน์ได้โดยตรง มีอุปกรณ์ไฮเทคฝังอยู่ในสมองไม่จำเป็นต้องมีสมาร์ตโฟน คอนเซปต์มาในแนวเดียวกับเทคโนโลยีนิวโร-ลิงก์ ที่กำลังพัฒนากันอยู่ในสหรัฐฯเพียงแต่เป็นยุคที่อินเตอร์เน็ตแบบเปิดกว้างเสรีได้พังทลายหายสิ้น กลายเป็นอินเตอร์เน็ตแบบจำกัดวง เนื่องจากการต่อสู้กันระหว่างบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ที่มีอำนาจเหนือรัฐบาล ได้ส่งผลให้ Rogue-AI (โร้ก-เอไอ) หรือเอไอโมเดลต่างๆที่หลุดจากการควบคุม เข้าไปยึดครองโลกออนไลน์ไว้ทั้งหมด จนมนุษย์จำเป็นต้องมีการตั้งไฟร์วอลล์ วางกำแพงเมืองขนาดใหญ่ในโลกไซเบอร์เพื่อไม่ให้เอไอเหล่านี้หลุดเข้ามาทำอันตรายจินตนาการ Rogue-AI ยึดครองไซเบอร์สเปซ ดูเหมือนจะไม่ห่างไกลจากสภาพความเป็นจริง เพราะข่าวในวันนี้เรื่องเอไอของ 2 บริษัทตัดสินใจแหกกรง ก็ล้วนแต่ถูกตีตราใช้คำว่า Rogue-AI ทั้งสิ้น ซึ่งคำถามที่ตามมาคือ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เรากำลังจะก้าวไปถึงจุดที่กู่ไม่กลับแล้วหรืออย่างไร?วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม