สาวนักหิ้วสินค้าเข้าญี่ปุ่นสุดเฮง หลัง ป.ป.ส.และตำรวจนครบาลส่งข้อมูลการตรวจสอบพฤติกรรมการรับจ้างขนกาแฟซองไปญี่ปุ่นเป็นความจริง ได้รับโอนเงินค่าจ้างแค่ 3,600 บาท อัยการ ประเทศญี่ปุ่นเอาไปประมวลกับคำให้การและพยานหลักฐาน เชื่อว่าไม่เกี่ยวกับขบวนการค้ายาเสพติด พิจารณาสั่งไม่ฟ้องคดีรอดคุกหวุดหวิด โฆษก ป.ป.ส.เผย ขั้นตอนต่อไปรอประสานส่งตัวกลับประเทศไทย แต่ไม่แน่ชัดว่าถูกขึ้นแบล็กลิสต์ห้ามเข้าประเทศด้วยหรือไม่ แต่ที่ผ่านมา “นักหิ้วสินค้า” ซุกซ่อนยาเสพติด มีทั้งถูกสั่งฟ้องและสั่งไม่ฟ้องตามข้อเท็จจริง ส่วนการขยายผลหาตัวขบวนการฝากส่งยาเสพติด ตำรวจกำลังเร่งดำเนินการออกหมายจับกรณี น.ส.จุฑาทิพย์ ทองน้อย อายุ 28 ปี ถูกเจ้าหน้าที่สนามบินฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น จับกุมหลังตรวจพบยาไอซ์ซุกซ่อนอยู่ในซองกาแฟน้ำหนักรวม 900 กรัม เบื้องต้นให้การปฏิเสธว่าไม่รู้ว่ามียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ เนื่องจากรับจ้างขนกาแฟซองดังกล่าวจากผู้ว่าจ้างที่ประเทศไทยไปส่งที่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น หลังจากนั้นทางการประเทศญี่ปุ่นประสานเจ้าหน้าที่ไทยให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว พบข้อเท็จจริงการโอนเงินว่าจ้างขนของให้ น.ส.จุฑาทิพย์จริงจำนวน 3,600 บาท พอเชื่อได้ว่าผู้ต้องหาไม่รู้เรื่องยาเสพติดที่ซุกซ่อนอยู่จริง หลังจากนั้นส่งข้อมูลกลับไปให้เจ้าหน้าที่ประเทศญี่ปุ่น รวบรวมเข้าสำนวนส่งอัยการพิจารณาสั่งคดีตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้นความคืบหน้าจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 31 ก.ค. น.ส.อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. ฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ส.กล่าวว่า ตนได้รับการประสานจากตำรวจญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้ว ทราบว่าอัยการญี่ปุ่นสั่งไม่ฟ้อง น.ส.จุฑาทิพย์ คดีนำพายาเสพติดให้โทษเข้าสู่ราชอาณาจักร ส่วนรายละเอียดเชิงลึกว่าเหตุใดจึงสั่งไม่ฟ้องนั้นยังอยู่ระหว่างการประสานงาน แต่ทราบเบื้องต้นว่า อัยการญี่ปุ่นมองว่าหญิงไทยไม่มีเจตนา หรือน่าเชื่อว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ เป็นเพียงผู้หิ้วนำสินค้าที่ซุกซ่อนยาเสพติดเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งไม่เคยมีประวัติที่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด หรือพัวพันยาเสพติดมาก่อน จึงสั่งไม่ฟ้องดังกล่าว“การที่อัยการญี่ปุ่นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาชาวไทยคดียาเสพติด เคสนี้ไม่ใช่เคสแรก เพราะที่ผ่านมามีทั้งกรณีสั่งฟ้องและสั่งไม่ฟ้อง ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและพฤติการณ์ทางคดีที่นำมาพิจารณา กระบวนการหลังจากนี้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่นจะประสานกับกรมการกงสุลของประเทศไทย เพื่อยืนยันว่า หญิงไทยรายนี้เป็นอิสระจากคดียาเสพติดแล้ว เพื่อเดินทางกลับประเทศไทยโดยเร็ว เรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบและการประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่กงสุลไทยและครอบครัวหญิงไทยรายดังกล่าว” โฆษก ป.ป.ส.กล่าวน.ส.อารีภักดิ์กล่าวต่อว่า ส่วนการดำเนินงานของ ป.ป.ส. หลังจากนี้เราจะเน้นไปที่การสืบสวนขยายผลติดตามหาผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติในภาพรวม ส่วนเรื่องคดีความจะเป็นหน้าที่ตำรวจ บช.ปส. ดำเนินการ ส่วนประเด็นว่า หากถูกผลักดันกลับประเทศแล้วจะติดแบล็กลิสต์ห้ามเข้าประเทศญี่ปุ่นหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่ทราบรายละเอียดชัดเจน ต้องรอเอกสารรายงานอย่างเป็นทางการ การดูแลเรื่องคุ้มครองสิทธิหญิงไทยจะมีของสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี (สคช.) คอยประสานกับครอบครัวโฆษก ป.ป.ส.กล่าวด้วยว่า ถ้าหญิงไทยรายดังกล่าวเดินทางกลับประเทศไทยแล้ว จะถูกดำเนินคดีฐานเลี่ยงภาษีศุลกากรกรณีนำสินค้าออกนอกราชอาณาจักรไปต่างประเทศหรือไม่ เรื่องนี้เป็นการพิจารณาของพนักงานสอบสวน บช.ปส. รวมถึงการขยายผลส่วนของไรเดอร์ชายผู้นำส่งกล่องพัสดุมายังบ้านหญิงไทยรายดังกล่าว ทราบว่า ตำรวจ ปส.และชุดทำงาน พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น.ร่วมกันแกะรอยภาพกล้องวงจรปิดจนพบข้อมูลบางส่วนว่า ไรเดอร์ชายรายนี้ขับรถยนต์เข้ามาส่งกล่องพัสดุด้วยตัวเอง ถูกจ้างมา ตำรวจพบข้อมูลเรียบร้อยแล้ว แต่หลังจากให้เวลาไรเดอร์มาแสดงความบริสุทธิ์ใจ แต่จนถึงตอนนี้ยังเงียบ เป็นความรับผิดชอบของตำรวจพิจารณารวบรวมพยานหลักฐานเสนอศาลขอออกหมายจับผู้ต้องหาตามขั้นตอนต่อไปผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านเลขที่ 98/959 หมู่ 11 ถนนเลียบคลองเจ๊ก ต.บางบัวทอง อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี บ้านพักของนายธนาศักดิ์ ทองน้อย อายุ 53 ปี และ น.ส.กันยาวีร์ เฟื่องเพียร อายุ 45 ปี พ่อแม่ของ น.ส.จุฑาทิพย์ เผยว่า วันนี้รู้สึกดีใจอย่างมากที่ทางการญี่ปุ่นปล่อยตัวลูกสาว ทางครอบครัวมั่นใจในตัวลูกสาวอยู่แล้วว่าลูกเราไม่ได้เป็นคนทำ และไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด หลังจากนี้จะไม่ให้ลูกทำงานอาชีพนี้อีก จะให้ไปทำธุรกิจอื่น พรุ่งนี้เวลาประมาณ 14.00 น.ทางครอบครัวจะเดินทางไปรับลูกสาวที่สนามบินสุวรรณภูมิ จากนั้นจะพากันไปทำบุญ เรื่องที่ผ่านมาให้มันผ่านไป ถือว่าฟาดเคราะห์ ขอให้สิ่งดีๆเข้ามาในชีวิตครอบครัวของเรา สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทำให้เรื่องนี้กระจ่างขึ้นมาในที่สุด