ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เป็นเทคโนโลยีแบบใหม่ที่ถูกนำมาใช้ในแทบทุกภาคส่วน รวมถึงการศึกษา ตั้งแต่การออกแบบหลักสูตร ไปจนถึงการสรุปบทเรียนให้เหลือเพียงไม่กี่หน้ากระดาษ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีดังกล่าวถือได้ว่าเป็นดาบสองคม เมื่อมีคุณประโยชน์ ก็จำต้องมีโทษด้วยศูนย์วิจัยนโยบายด้านการศึกษา (Center for Universal Education) ในกรุงวอชิงตันพบว่า การให้เด็กนักเรียนพึ่งพา AI มากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการเรียนรู้ เนื่องจากนักเรียนอาจเลือกให้เทคโนโลยีแก้ปัญหา แทนที่จะใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์สร้างสรรค์ของตนเองตัวอย่างเช่นหากนักเรียนได้รับมอบหมายให้ออกแบบเส้นทางจากบ้านไปโรงเรียนที่สะดวกและรวดเร็วที่สุด แทนที่นักเรียนจะออกไปค้นคว้าข้อมูล ทดลองใช้เส้นทางต่างๆ และนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ พวกเขาสามารถเปิดเว็บไซต์ AI แล้วป้อนคำถามเพื่อรับคำตอบได้ทันที วิธีการดังกล่าวไม่จำเป็นต้องใช้ความสามารถแต่อย่างใด และเมื่อใช้ติดต่อกันไปเรื่อยๆ ทักษะในการคิดวิเคราะห์ก็จะค่อยๆเสื่อมลง เหมือนโซ่จักรยานที่ถูกทิ้งไว้นานจนขึ้นสนิม เมื่อถึงเวลาที่ต้องนำกลับมาใช้งาน ก็ทำงานได้ ไม่คล่องตัวนั่นไม่ใช่เพียงปัญหาเดียว เพราะนอกจากจะขัดความสามารถในการเรียนรู้แล้ว ทางสถาบันยังพบว่า AI อาจส่งผลต่อทักษะการสร้าง ความสัมพันธ์กับผู้อื่น โดยเฉพาะแชตบอตที่ถูกออกแบบมาให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน และมักแสดงความเห็นที่สนับสนุนในสิ่งที่ผู้ใช้พูดลองจินตนาการว่า นักเรียนคนหนึ่งพิมพ์บ่นว่าเบื่อที่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเดินไปขึ้นรถโดยสาร แทนที่เพื่อนสนิทจะช่วยเตือนว่าเรื่องดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่ทุกคนต้องเผชิญ แชตบอตอาจเลือกแสดงความเห็นใจพร้อมบอกว่านักเรียนไม่ควรต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นธรรม กรณีดังกล่าวจะทำให้เด็กๆขาดโอกาสในการเรียนรู้วิธีรับมือกับความเห็นต่าง เมื่อเข้าสู่สังคมจริง พวกเขาอาจไม่สามารถรับมือกับความขัดแย้งได้ เทคโนโลยีถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทำให้ชีวิตมนุษย์สะดวกสบายขึ้น แต่ความสะดวกสบายที่มากเกินไปก็อาจทำให้ผู้คนหละหลวมลง พึ่งพาเครื่องมือจนละเลยการพัฒนาความ สามารถของตน พ่อแม่ อาจารย์ ทั้งหลายควรพึงระวัง อย่าปล่อยให้เด็กๆเติบโตกับ AI จนยืนด้วยตัวเองไม่เป็น.สาริศ วรรณะเลิศคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม