Patriot Advanced Capability-3 (PAC-3) เป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธของระบบแพทริออต โดยระบบเรดาร์และการควบคุมการยิงพัฒนาโดยบริษัทเรย์ธีออน ส่วนขีปนาวุธสกัดกั้น PAC-3 และ PAC-3 MSE พัฒนาโดยบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน มีความแตกต่างจากรุ่น PAC-2 คือเปลี่ยนจากการใช้หัวรบแบบแรงระเบิดกระจายสะเก็ดมาเป็นการทำลายเป้าหมายด้วยแรงกระแทกโดยตรงหรือ Hit-to-Kill Technologyการผลิตขีปนาวุธสกัดกั้น PAC-3 ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริออต ถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีทางทหารที่สหรัฐฯควบคุมอย่างเข้มงวดที่สุด เพราะเป็นความมั่นคงขั้นสูงสุดในปัจจุบัน การผลิตขีปนาวุธสกัดกั้น PAC-3 และการถ่ายทอดเทคโนโลยีหลักยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดของสหรัฐฯ โดยญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกที่ได้รับสิทธิผลิตภายใต้ใบอนุญาต และล่าสุดสหรัฐฯกำลังขยายฐานการผลิตบางส่วนไปยังยุโรปญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวนอกสหรัฐฯที่ได้รับอนุญาตมายาวนาน โดยผลิตและประกอบขีปนาวุธ PAC-3 ผ่านบริษัทมิตซูบิชิ เฮฟวี่ อินดัสตรีส์ และญี่ปุ่นยังได้ผ่อนปรนกฎหมายส่งออกอาวุธเพื่อส่งขีปนาวุธแพทริออตที่ผลิตในประเทศกลับไปช่วยเติมคลังแสงให้สหรัฐฯอีกด้วยจากปัญหาอุปทานอาวุธขาดแคลนทั่วโลก สหรัฐฯเริ่มขยายความร่วมมือด้านการผลิตและการซ่อมบำรุงแพทริออต รุ่น PAC-3 ไปยังยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนี โปแลนด์ เนเธอร์แลนด์ และสวีเดน ผ่านความร่วมมือด้านการผลิต การซ่อมบำรุง และการสนับสนุนทางอุตสาหกรรม8 กรกฎาคม 2026 ระหว่างการประชุมสุดยอดนาโต ครั้งที่ 36 ที่กรุงอังการา สาธารณรัฐตุรกี โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯได้พบปะนอกรอบกับโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดีอูเครน ในวันนี้เองที่ทรัมป์แถลงต่อสื่อมวลชนและประกาศสนับสนุนการออกใบอนุญาตเพื่อเปิดทางให้อูเครนสามารถผลิต PAC-3 ในอนาคต9 กรกฎาคม 2026 เซเลนสกีเดินทางกลับถึงอูเครนก็ตีฆ้องร้องป่าว โพนทะนาสาธยายกับนักข่าวยืนยันข้อตกลงที่ทำร่วมกับสหรัฐฯ พร้อมทั้งออกคำสั่งเร่งด่วนที่สุดให้กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ และทีมเทคนิครีบทำข้อตกลงขั้นรายละเอียดทันที10 กรกฎาคม 2026 ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียออกแถลงการณ์ตอบโต้ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯและอูเครนทันควัน โดยเตือนว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด และจะส่งผลให้รัสเซียต้องขยายเขตกันชนในการสู้รบให้กว้างขึ้นกว่าเดิมการเดินเกมของสหรัฐฯในสงครามรัสเซีย-อูเครนล่าสุดนี้ ทรัมป์กำลังสร้างทางลงเพื่อตัดปัญหาการร้องขออาวุธและงบประมาณด้านการทหารอย่างไม่มีวันสิ้นสุดของเซเลนสกีนักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่า การตัดสินใจครั้งนี้จะยกระดับความรุนแรงในสมรภูมิยุโรปตะวันออก ต่อไปในอนาคต อูเครนจะมีขีดความสามารถในการป้องกันตนเองในระยะยาว ซึ่งจะทำให้ต้นทุนในการทำสงครามของรัสเซียสูงขึ้นเรื่อยๆ และการช่วยสร้างความได้เปรียบทางทหารให้อูเครนครั้งนี้ อาจจะบีบให้รัสเซียต้องยอมเข้าสู่โต๊ะเจรจาอย่างเท่าเทียมเพื่อยุติสงครามมองเผินๆนี่อาจเป็นชัยชนะทางการเมืองครั้งสำคัญของ เซเลนสกี แต่อย่าลืมว่าการควบคุมเทคโนโลยีที่เข้มงวดของสหรัฐฯ และความซับซ้อนในการตั้งสายการผลิตเต็มรูปแบบ อาจต้องใช้เวลาหลายปี ซึ่งอาจไม่ทันต่อการรับมือขีปนาวุธที่รัสเซียระดมยิงอยู่แทบทุกวันแม้แต่ เซอร์ฮี เบสเครสต์นอฟ ที่ปรึกษารัฐมนตรีกลาโหมอูเครนยังยอมรับว่า อุปสรรคสำคัญที่สุดคือเวลา ไม่ว่าจะเป็นการผลิตชิ้นส่วนขั้นสูง ไทม์ไลน์การถ่ายทอดเทคโนโลยี และปัญหาคอขวดของซัพพลายเออร์ทั่วโลก อาจต้องใช้เวลานานถึง 12–24 เดือน หรือหลายปี กว่าที่ขีปนาวุธลูกแรกจะออกจากโรงงานในอูเครนนักวิเคราะห์หลายคนประเมินว่า ในช่วงเวลาหลังจากนี้ รัสเซียอาจจะยิ่งเร่งโจมตีอูเครนอย่างหนักหน่วงที่สุด เพื่อทำลายศักยภาพหรือบีบให้อูเครนต้องเจรจาในเงื่อนไขที่รัสเซียได้เปรียบ ก่อนที่ฐานการผลิตแพทริออต รุ่น PAC-3 ในอูเครนจะเริ่มเดินเครื่องได้จริงดีลประวัติศาสตร์นี้อาจเป็นความสำเร็จในหน้ากระดาษของเซเลนสกี และเป็นหมากที่คุ้มค่าในเกมการเมืองของทรัมป์แต่สำหรับประชาชนคนธรรมดาในอูเครน พวกเขายังคงต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว ระหว่างรอคอย ‘สัญญาอาวุธในอนาคต’ ที่ยังไม่รู้ว่าจะมาถึงในวันใด.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม