คนไทยวันนี้รู้จักปลาช่อน ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งดี เด็กสมัยนี้... คงไม่รู้ว่าครั้งหนึ่ง...นานมาแล้ว (ครั้งไหน?ค่อยๆอ่านไปคงลำดับเวลาได้เอง) ชื่อปลาช่อน เป็นชื่อต้องห้ามในหนังสือ “เรื่องข้างสำรับ” (พิมพ์คำ พิมพ์ พ.ศ.2559) ส.พลายน้อยเล่า เรื่องชื่อกะปิ ซึ่งครั้งหนึ่งมีเจ้านายผู้ใหญ่ สั่งให้เรียก“งาปิ” รัชกาลที่ 4 มีพระราชโองการดำรัสสั่ง...ให้เรียกกะปิ ต่อไป หรือจะเรียกเยื่อเคยก็ได้มีตอนหนึ่ง ทรงกล่าวถึง “ปลาช่อน” ว่าอนึ่ง ในหนังสือราชศัพท์บังคับห้าม ไม่ให้กราบทูลชื่อว่า “ปลาช่อน” เลยเป็นอันขาดปลาช่อนถ้าเป็น ก็ให้ทูลว่า “ปลาเป็น” ถ้าปลาตายยังสดอยู่ ก็ให้ทูลว่า “ปลาสด” ถ้าทำริ้วตากแห้งแล้ว ก็ให้ทูลว่า “ปลาแห้ง”การที่ห้ามดังนี้ คนก็ยังได้ถืออยู่จนทุกวันนี้ก็ซึ่งห้ามดังนี้ จะเป็นด้วยเหตุอะไร? พิเคราะห์หนักหนาแล้ว ไม่เห็นเหตุเป็นที่รังเกียจรูปปลาว่าเป็นอย่างไร อยู่บ้างกระมัง?เพราะในพิธีพิรุณศาสตร์ของพราหมณ์จะทำให้ฝนตก บังคับให้ขุดดินลงในสระดีแล้ว ปั้นรูปชาย 1 หญิง 1 นอนอยู่ในสระ มีเครื่องอวัยวะทั้งปวง ทำให้พร้อมทุกอย่างไม่ลดหย่อน ไม่ให้มีผ้านุ่งผ้าห่มแล้วให้ปั้นรูปปลาช่อนบ้าง เต่าบ้าง แวดล้อมด้วยรูปนั้น เป็นบริวารก็ปลาช่อนแลเต่าสองประการนั้น ในตำราพิธีอมเอย (ภาษาชาวบ้าน เรียกพิธีปั้นเมฆครับ) จนเป็นที่ให้คนมักคิดผิดไปว่าชื่อปลาช่อนนั้นเป็นของหยาบล่ะกระมังเมื่อเป็นดังนั้น เต่าทำไมจึงไม่ห้าม ยังคงให้กราบทูลว่าเต่าเล่าแต่ในชื่อเต่านั้น ถ้าเต่าไม่มีชื่อวิเศษ ก็คงให้กราบทูลว่าเต่า อย่างเต่าดำ เต่านา เต่าเหลือง เต่าลาย ก็เต่า ที่มีชื่อวิเศษ อย่างจะละเม็ด ตะหนู กระ ตะพาบน้ำ ก็เคยทูลแต่ตามชื่อไม่ได้เอาคำว่าเต่านำหน้าแต่คนที่ชื่อเต่า ผู้หญิงบ้าง ผู้ชายบ้างก็มีชุม คนเช่นนั้นครั้นโตขึ้นแล้ว ก็มักอายด้วยชื่อนั้น แปลงผลัดชื่อเสียใหม่ทุกคนใครเรียกชื่อเก่าว่าเต่าโกรธจึงมีคนบางจำพวกสงสัยว่า คำเต่านั้นชะรอยจะเป็นคำหยาบ ดูก็น่าสงสัย เพราะรูปดูไม่ดี คล้ายพัชนีแลจะวักอะไรๆไป แต่ตำราก็ไม่มีห้ามคนเถนๆวัดๆ มักเรียกชื่อเต่าด้วยคำละเมียดว่า กัจฉปะชาติเมื่อว่าดังนี้แล้วเกินหูคนไป ไม่รู้ว่าอะไรบางคนเพ็ดทูลเรียกชื่อเต่าว่า จิตจูนบ้าง จรจูนบ้าง ก็เป็นแค่คำคนฟังพระเทศน์ แล้วก็เก็บเอามาอุตริเรียกงอนไปเปล่าๆ จะเอาเป็นอย่างก็ไม่ได้ในคำกราบทูลก็ไม่เคยห้าม ไม่เคยถือ คงใช้คงที่เต่า ไม่มีชื่อ 3 อย่าง 4 อย่าง คือเต่าดำ เต่าเหลือง เต่านา เต่าลาย เต่าหับ คงทูลว่าเต่าแต่เต่ามีชื่ออย่างตะนุ แลจะละเม็ด แลกระ แลตะพาบน้ำ ก็คงเรียกตามชื่อผมเลือกคัดตัดตอน พระราชโองการดำรัสสั่งของรัชกาลที่ 4 ท่านแค่นี้ พอจับความได้ก่อนสมัยพระองค์ท่านชื่อปลาช่อน ชื่อเต่า ที่ถูกปั้นรวมกับรูปชายหญิงเปลือยกาย ในพิธีปั้นเมฆเรียกฝน ผู้คนเห็นเป็นเรื่องอุจาด น่าอาย แล้วก็พลอยเห็นปลาช่อน เห็นเต่า เป็นเรื่องอุจาดน่าอาย ทำนองเดียวกับปลาร้าพันห่อใบคาไปด้วยนี่คือเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมานาน สมัยนี้ไม่มีใครอายกันแล้ว ปลาช่อน ก็เรียกเต็มปากว่าปลาช่อน ยิ่งปลาช่อนแม่ลา ก็ยิ่งอยากซื้อหามากิน เพราะอร่อยกว่าปลาช่อนที่อื่นส่วนชื่อเต่าก็เป็นที่นิยมกันมานาน...อดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติท่านหนึ่ง ใครๆก็เรียกท่านหม่อมเต่า แสดงว่าชื่อนี้เป็นมงคลมาหลายรัฐบาล มาหมดมงคลเอาก็ตอนถูกปลดฟ้าผ่าต้นสมัยรัฐบาลทักษิณ เป็นข่าวใหญ่พาดหัวยักษ์หนังสือพิมพ์เอาทีเดียว.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม