“อาชญากรรมข้ามชาติ” และ “ทุนสีเทา” ที่เข้ามาฝังตัวในประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นับเป็นอีกมิติสำคัญของปัญหาคือสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ ปัจจุบันไทยถูกจับตามองจากมหาอำนาจ เช่น จีน และสหรัฐฯ ในฐานะจุดอ่อนของภูมิภาค...หากไทยไม่สามารถจัดการ “คลังแสง” หรือ “ฐานปฏิบัติการ” ของอาชญากรข้ามชาติบนผืนแผ่นดินไทยได้ จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน (FDI) และความสัมพันธ์ทางการทูตน่าสนใจว่า...ความเสียหายนี้ส่งผลให้หนังสือเดินทางหรือการทำธุรกรรมของคนไทยในต่างแดนอาจถูกตรวจสอบเข้มงวดขึ้นประเด็นสำคัญมีว่า ภาพรวมความเสียหายจากอดีตถึงปัจจุบันได้เปลี่ยนจาก “แผลถลอก” ทางอาชญากรรม กลายเป็น “โรคมะเร็ง” ที่กัดกินความมั่นคงและเศรษฐกิจหากไม่รีบใช้บิ๊กดาต้าและกฎหมายที่เข้มงวดตัดเนื้อร้าย ออกไป ความเสียหายในอนาคตอาจหมายถึงการสูญเสียอำนาจอธิปไตยเหนือข้อมูลและพื้นที่ให้กับกลุ่มอิทธิพลข้ามชาติอย่างถาวรนักวิเคราะห์บางท่านเสนอแนวทางไว้ว่า ในแง่ของการจัดการข้อมูลเพื่อป้องกันภัยคุกคามเหล่านี้ การใช้ระบบจัดการข้อมูลที่บูรณาการร่วมกัน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงของอาชญากรที่ซ่อนตัวอยู่...หน่วยงานรัฐควรทำงานร่วมกันผ่านโครงสร้างข้อมูลที่สอดประสานกันเช่นนี้ เพื่อระบุ “ความเสี่ยง” ได้ตั้งแต่ต้นทาง เพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่ช่องว่างของปัญหาในอนาคตด้วยว่าจากกรณี “คลังแสงจีนเทา”...การตรวจพบ “เอกสารปลอมหลากสัญชาติ” (ไทใหญ่, เกาหลี, อเมริกัน) ในครอบครองของมาเฟียจีนเทา ไม่ใช่แค่เรื่องการปลอมแปลงเอกสารทั่วไปแต่นี่คือเทคนิค “Multi–Identity & Counter– Intelligence”...การสร้างตัวตนซ้อนเพื่อต่อต้านการสืบสวน ที่ยกระดับความรุนแรงของคดีขึ้นไปอีกขั้น...หรือเปล่า?“อาชญากรข้ามชาติระดับนี้ไม่ได้ใช้พาสปอร์ตปลอมเพื่อเดินทางเท่านั้น แต่ใช้เพื่อสร้างฉากหน้าที่แตกต่างกันตามสถานการณ์”บัตรกลุ่มชาติพันธุ์ ใช้เพื่อ “กลมกลืน” กับแรงงานหรือคนในพื้นที่ชายแดน...ภาคเหนือของไทย ช่วยให้การเคลื่อนย้ายผ่านด่านตรวจย่อยทำได้ง่ายโดยไม่ถูกเพ่งเล็งว่าเป็นชาวต่างชาติกระเป๋าหนัก...หรือไม่?บัตรเกาหลี...พาสปอร์ตอเมริกัน ใช้เพื่อ “ยกระดับ” สถานะเวลาติดต่อธุรกิจ หรือเช่าบ้าน...คอนโดหรู และใช้หลบเลี่ยงการถูกจัดกลุ่มเป็น “ชาวจีนกลุ่มเสี่ยง” ที่ตำรวจไทยกำลังกวาดล้างหนักในปัจจุบัน?มองว่า...การมีหลายสัญชาติทำให้เจ้าหน้าที่เกิดความสับสนในการพิสูจน์ทราบตัวตน ซึ่งช่วยซื้อเวลาให้คนร้ายหลบหนีได้ประเด็นต่อมา...เครือข่ายโรงงานปลอมเอกสารย้ำว่า...การที่บุคคลคนเดียวมีเอกสารปลอมคุณภาพสูงหลากสัญชาติ สะท้อนถึงความเชื่อมโยงกับ “เครือข่ายรับจ้างปลอมแปลงระดับโลก”...(ถ้าเป็นเอกสารปลอม) เอกสารเหล่านี้มักมาจากแหล่งผลิตเดียวกันในตลาดมืด (Dark Web) หรือแหล่งผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน การเข้าถึงพาสปอร์ตอเมริกันปลอมที่ “เนียน” พอจะตบตาเบื้องต้นได้ แสดงว่ามีต้นทุนสูงและมีคอนเนกชันกับมืออาชีพสิ่งที่น่ากังวลคือเอกสารเหล่านี้ถูกใช้ผ่านด่านตรวจที่มีระบบไบโอเมตริกซ์มาแล้วกี่ครั้ง? หากผ่านได้แสดงว่ามีการใช้ข้อมูลของ “คนที่มีตัวตนจริง” มาสวมสิทธิ...หรือเปล่า?หากมองในเชิงพฤติกรรม ตั้งข้อสังเกต “พฤติกรรมนกต่อ” และ “การแทรกซึม” การถือบัตรไทใหญ่ร่วมกับพาสปอร์ตอเมริกันคือพฤติกรรมแบบ “Hybrid Identity” หรือไม่...บัตรไทใหญ่อาจถูกใช้เพื่อเข้าถึงพื้นที่ยุทธศาสตร์ตามแนวชายแดน หรือการขนส่งอาวุธผ่านช่องทางธรรมชาติ โดยอาศัยรูปลักษณ์ที่คล้ายคลึงกัน?การเปิดบัญชีธนาคารหรือบิตคอยน์วอลเลต (BitCoin Wallet) โดยใช้ชื่อที่ต่างกันในแต่ละสัญชาติ ทำให้การเชื่อมโยงเส้นทางการเงินของเจ้าหน้าที่ทำได้ยากขึ้นเป็นหลายเท่าถึงตรงนี้...อย่ามองแค่ปลายเหตุ...แค่ไฟไหม้ฟาง ต้องสืบสาวไปถึงต้นเหตุเพื่อแก้ปัญหาเมื่อมีการตรวจพบเอกสารปลอม หน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบเพิ่มเติมตามลำดับความรุนแรง อาทิ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ต้องตอบคำถามว่า ระบบตรวจสอบพาสปอร์ตและไบโอเมตริกซ์ที่ด่านพรมแดนมีช่องโหว่ไหม?การปล่อยให้บุคคลที่มีหลายตัวตนเช่นนี้พำนักในไทยได้ยาวนาน เกิดเพราะอะไรกันแน่ถัดมา กรมการปกครอง ในส่วนของ “บัตรประจำตัวชาวไทใหญ่ (ถ้าใช่)” (หรือบัตรกลุ่มชาติพันธุ์) ซึ่งมักมีการทุจริต “สวมสิทธิ” หรือ “ออกบัตรโดยมิชอบ” ในระดับท้องถิ่น นี่คือจุดอ่อนที่มาเฟียข้ามชาติใช้เจาะระบบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของไทย?นอกจากนี้กระทรวงการต่างประเทศ ต้องประสานงานกับสถานทูตสหรัฐฯ และเกาหลี เพื่อตรวจสอบว่ามีการใช้ข้อมูลพลเมืองของเขามาปลอมแปลงหรือไม่ เพื่อยกระดับเป็นคดีความมั่นคงระหว่างประเทศตอกย้ำ...การพกเอกสารปลอมหลายสัญชาติพร้อมคลังแสง คือชุดอุปกรณ์สำหรับแผนหลบหนี หรือการปฏิบัติการลับอย่างสมบูรณ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่ามองข้าม...ที่สำคัญการรวมฐานข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลระหว่างหน่วยงานความมั่นคง ตำรวจ ธนาคาร มาเฟียจีนเทาจะหยุดการเปลี่ยนหน้าและเปลี่ยนชื่อไปเรื่อยๆยุคนี้ความพิเศษของข้อมูลบิ๊กดาต้าเป็นเรื่องสำคัญ... หัวใจสำคัญไม่ใช่แค่ “ความเยอะ” แต่คือการนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เพื่อหาความหมาย หรือคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม