“ในวันที่ 28 พ.ค.ของทุกปี ถือเป็นวันที่ชาวอาเซอร์ไบจานมีความภาคภูมิใจที่ได้ เฉลิมฉลองวันชาติ ในฐานะรัฐแห่งแรกในโลกมุสลิมที่กลายเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตย”และเป็นเวลากว่า 34 ปี ที่อาเซอร์ไบจานและประเทศไทย สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกันอย่างเป็นทางการ มีความยินดีที่ได้เห็นโมเมนตัมเชิงบวก มีการเปิดสถานเอกอัครราชทูตอาเซอร์ไบจานประจำประเทศ ไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.2568 และมีการแลกเปลี่ยนหารือระดับสูงอย่างต่อเนื่อง“เอลชิน บาชิรอฟ” เอกอัครราชทูตอาเซอร์ไบจานประจำประเทศไทย ทักทายทีมข่าวต่างประเทศหนังสือพิมพ์ไทยรัฐอย่างอารมณ์ดี ภายในงานเฉลิมฉลองวันชาติอาเซอร์ไบจาน ที่โรงแรมแชงกรี-ลา กทม. เมื่อต้นสัปดาห์ ซึ่งทีมของเราได้มีการแสดงความยินดีต่อเอกอัครราชทูต จากที่ก่อนหน้านี้ เมื่อต้นปีเคยคุยกันไว้ว่า คนอาเซอร์ไบจานมีความสนใจมากขึ้นที่จะได้มาท่องเที่ยวประเทศไทย และกำลังพยายามผลักดันเรื่องผ่อนผันวีซ่ามาวันนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเรื่องการปรับมาตรการวีซ่าแล้ว โดยสำหรับประเทศอาเซอร์ไบจานได้รับสิทธิ Visa on Arrival (VOA) วีซ่าประเภทที่นักท่องเที่ยวสามารถขอรับได้ทันทีตรงด่านตรวจคนเข้าเมือง เป็นเวลา 15 วัน จากเดิมที่ต้องยื่นขอล่วงหน้าก่อนเดินทางมาประเทศไทยทูตบาชิรอฟกล่าวไปยิ้มไปว่า สิ่งที่เรากำลังรออยู่ตอนนี้คือการประกาศในราชกิจจา นุเบกษาอย่างเป็นทางการ โดยฝ่ายอาเซอร์ ไบจานเคยหารือกับฝ่ายไทยไว้แล้วว่า มีความต้องการที่จะยื่นไมตรีแลกเปลี่ยนกัน หากไทยให้วีซ่าวีโอเอ ทางอาเซอร์ไบจานก็จะให้กับคนไทยเช่นกัน แม้ว่ากระบวนการขอวีซ่าไปเที่ยว อาเซอร์ไบจานในตอนนี้จะไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก ยื่นได้ผ่านช่องทางออนไลน์ ASAN e–visa system มีค่าธรรมเนียมวีซ่า 20 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 640 บาท และไม่จำเป็นต้องแสดงเงินในบัญชีธนาคาร หรือหลักฐานการจองที่พักโรงแรมแต่อย่างใด 2–3 วันก็อนุมัติเดิมทีชาวอาเซอร์ไบจานจะท่องเที่ยวในภูมิภาคหรือเดินทางไปตอนใต้ของยุโรป แต่ตอนนี้เริ่มหาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ซึ่งประเทศไทยกำลังได้รับความสนใจมาก ถึงจะไม่เท่ากับนักท่องเที่ยวจากชาติอื่นๆ แต่จำนวนก็พัฒนาจากหลักพันกลายเป็นหลักหมื่นต้นๆ แล้ว ทิศทางถือว่าเป็นไปในเชิงบวกสิ่งที่อยากเห็นต่อไปคือหากวีซ่าวีโอเอคอนเฟิร์มเรียบร้อย และทางอาเซอร์ ไบจานให้วีซ่าวีโอเอแก่นักท่องเที่ยวไทย ขั้นตอนจากนั้นก็คือการผลักดันแลกเปลี่ยน “วีซ่าฟรี” ระหว่างกันในอนาคตเอกอัครราชทูตบาชิรอฟยังขอนำเสนอเรื่องการท่องเที่ยวในอาเซอร์ไบจานว่า ระดับเบสิกคือเริ่มจากกรุง “บากู” ซึ่งการผสมผสานระหว่างยุคเก่ากับยุคใหม่ มีเมืองเก่ามรดกโลกยูเนสโก และเขตชุมชนร้านค้าที่เป็นสถาปัตยกรรมศตวรรษที่ 19 จากยุโรป ไปจนถึงตึกยุคใหม่ จุดเช็กอินอย่างเฟลม ทาวเวอร์ พร้อมสามารถพักผ่อนหย่อนใจได้ด้วยการเดินเล่นชมบรรยากาศริมทะเลสาบแคสเปียนที่รายล้อมรอบกรุงบากูระยะหลังผมทราบมาว่าชาวไทยมีการเดินทางไปเล่นสกีในต่างแดน ซึ่งประเทศอาเซอร์ไบจานถือเป็นแหล่งกีฬาหิมะชั้นนำติดอันดับท็อป 5 ของชาวยุโรป ทางตอนเหนือของกรุงบากูมีเขตภูเขากาบาลาและชาห์ดักที่สวยงาม เหมาะสำหรับการเดินป่าเดินเขาชมทัศนียภาพ มีกรอบเวลาสำหรับการเล่นสกียาวนานเกือบ 8 เดือนต่อปี ที่สำคัญหากเดินต่อไปอีกไปยังทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ใกล้กับพรมแดนรัสเซียและจอร์เจีย จะมีเมืองที่เรียกว่า “ชากี” เป็นเมืองเก่าทางประวัติศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางสายไหมในยุคโบราณ มีขนมหวานขึ้นชื่อประจำถิ่น และยังเป็นที่ตั้งของพระราชวังชากีข่าน ซึ่งเป็นตำหนักฤดูร้อนของเจ้าของนคร มุฮัมมัด ฮูเซน ข่าน มุชตาก ในยุคศตวรรษที่ 18 และได้รับการตีตราเป็นมรดกโลกยูเนสโกจริงๆแล้วอาเซอร์ไบจานสามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปี แต่ช่วงเวลาที่ครบเครื่องมีกิจกรรมทุกอย่างคือช่วงฤดูใบไม้ผลิจนถึงฤดูใบไม้ร่วง อากาศกำลังเหมาะสมให้เดินเที่ยวชมความสวยงามได้อย่างสบายใจ หากจะให้นำเสนอเป็นช่วงๆคือ ฤดูใบไม้ผลิเราจะมี เทศกาลขึ้นปีใหม่ “นอฟ์รุซ” มีเทศกาลทางวัฒนธรรมมากมาย สำหรับฤดูร้อนอยากขอให้มาเที่ยวชมทะเลสาบแคสเปียน และความเขียวขจีของเทือกเขาทางตอนเหนือและทางภาคตะวันตก ส่วนฤดูหนาวแน่นอนครับว่า เป็นที่ดึงดูดของนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบกีฬาหิมะการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้คนจะช่วยส่งเสริมให้ความสัมพันธ์ระหว่างเราให้งอกงามสืบไป อยากขอเชิญชวนชาวไทยให้ลองเดินทางมาท่องเที่ยวที่อาเซอร์ ไบจาน เชื่อว่าจะประทับใจแน่นอนครับ.ทีมข่าวต่างประเทศอ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม