“นายกฯหนู” จัดคิวพบ 3 ผู้บริหารเอกชนไทยที่ไปลงทุนในฝรั่งเศส รับ 2 ข้อเสนอเร่งปิด FTA ไทย-อียู และส่งเสริมแฟรนไชส์ธุรกิจแบรนด์ไทยในตลาดยุโรปเพิ่มโอกาสการแข่งขันภาคเอกชนไทย รองโฆษก รัฐบาลย้ำลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัสถึง 29 พ.ค.นี้ โฆษกคลังฟุ้งอัปเลเวลแอปเป๋าตังรองรับได้ 3 แสนรายการ/วินาที มั่นใจราบรื่น “นิกร” ขายฝันได้ใช้ รธน.ใหม่ในปี 72 เดินหน้าเลือก ส.ส.ร.ช่วง ส.ค.ปี 70 สส.ส้มสวนแนวคิดปราบโกง “ยศชนัน” ไม่เสมอไปที่คนมีรายได้เพิ่ม คอร์รัปชันจะลดลง “สีหศักดิ์” บินต่อร่วมวงUNSC ตามคำเชิญจีน ฉะเขมรหยุดใส่ร้ายไทยภารกิจวันที่ 3 ที่สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย จัดคิวหารือร่วมกับผู้บริหารบริษัทเอกชนไทยที่ลงทุนในประเทศฝรั่งเศส 3 บริษัท รับข้อเสนอเร่งปิดการเจรจาการค้าเสรี FTA ไทย-สหภาพยุโรป และส่งเสริมแฟรนไชส์ ธุรกิจแบรนด์ไทยในตลาดยุโรป เพิ่มโอกาสการแข่งขันเอกชนไทยนายกฯพบ 3 ผู้บริหารเอกชนไทยเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 23 พ.ค. (ตามเวลาท้องถิ่นสาธารณรัฐฝรั่งเศส ช้ากว่าประเทศไทย5ชั่วโมง) ที่ห้อง Salon Charpentier โรงแรม InterContinental Paris Le Grand กรุงปารีสนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หารือร่วมกับผู้บริหารบริษัทเอกชนไทยที่ลงทุนในประเทศฝรั่งเศส 3 บริษัท ได้แก่ 1.นายแอร์วาน วิลเฟอ ประธานบริษัท Ambient Branded ภายใต้บริษัท Thai Union Europe จำกัด2.นายแอร์มีส ปานาโยโตปูลอส หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมและขับเคลื่อนนโยบายด้านความยั่งยืน ประจำภูมิภาคยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา บริษัท Indorama Ventures จำกัด และ 3.นายศุภสิทธิ์ สุขะนินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Mud and Hound จำกัด เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะ โอกาส และความท้าทายในการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนไทยในยุโรป ตลอดจนแนวทางส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-ฝรั่งเศสในหลากหลายมิติแนะปิด FTA–ชูแบรนด์ไทยในยุโรปน.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงสรุปข้อเสนอภาคเอกชนต่อภาครัฐ ดังนี้ 1.สนับสนุนเร่งปิดการเจรจาการค้าเสรี FTA ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งจะลดอัตราภาษีที่สหภาพยุโรปเรียกเก็บจากสินค้าไทยจากร้อยละ 24 ลดเหลือร้อยละ0 ทำให้สินค้าไทยมีโอกาสตีตลาดเจาะตลาดยุโรปได้มากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยด้านการส่งออกทุกกลุ่มสินค้า 2.การส่งเสริมแฟรนไชส์ ธุรกิจแบรนด์ไทยในตลาดยุโรป ผ่านมาตรการของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหาร อาหารไทยเป็นที่ชื่นชอบของนานาชาติ แต่สิ่งที่ปรากฏคือร้านอาหารไทยหลายร้าน ดำเนินการโดยคนชาติอื่นที่ขาดทักษะในการปรุงอาหารไทย รสชาติไทย ทำให้รสชาติผิดเพี้ยน ภาคเอกชนจึงมีข้อเสนอให้มีมาตรการส่งเสริมคนไทยในฝรั่งเศส รวมถึงประเทศอื่นในยุโรปได้มีโอกาสทำธุรกิจร้านอาหารไทย ก็จะช่วยส่งเสริมการนำเข้าวัตถุดิบ และเอกลักษณ์ของไทย นายกฯให้ความสนใจมาก รัฐบาลยืนยันจะเดินหน้าผลักดัน และนำภาคเอกชนไทยที่มีแฟรนไชส์ร้านอาหารมาพูดคุยกับธนาคาร EXIM เพื่อออกแบบมาตรการส่งเสริมต่อไปถกทูต—กงสุลใหญ่ในภูมิภาคยุโรปต่อมาเวลา 14.00 น.วันที่ 24 พ.ค. (ตามเวลาท้องถิ่นสาธารณรัฐฝรั่งเศส ช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง) นายอนุทินเข้าร่วมการประชุมเอกอัครราชทูต และกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป โดยมีรองนายก รัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ เอกอัครราชทูต และกงสุลใหญ่ประจำ ภูมิภาคยุโรปเข้าร่วมย้ำลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัสต่อมาวันที่ 24 พ.ค. น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่าโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มรายได้ให้ร้านค้าชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยรัฐบาลช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% สำหรับค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่เข้าร่วมโครงการ ประชาชนสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 25—29 พ.ค. หรือจนกว่าจะครบ 30 ล้านคน ต้องมีสัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และไม่เป็นผู้ถูกระงับสิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ และสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.- 30 ก.ย. ในส่วน Food Delivery จะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย.-30 ก.ย.คลังยันรองรับ 3 แสนรายการ/วินาทีนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจ การคลัง โฆษกกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมของระบบเปิดลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง จำนวน 30 ล้านสิทธิ ตั้งแต่วันที่ 25-29 พ.ค.ว่า รอบนี้ กระทรวงการคลังมีการปรับปรุงระบบแอปเป๋าตังให้รองรับการลงทะเบียนได้สูงสุดถึง 300,000 รายการต่อวินาที เผื่อไว้จากสถิติสูงสุดในรอบที่ผ่านมา มั่นใจว่าระบบการลงทะเบียนจะราบรื่นแน่นอน เพื่อให้ประชาชนเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.-30 ก.ย. โครงการนี้รัฐบาลช่วยจ่าย 60% ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน รวมสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน ประชาชนต้องออกเอง 40% ได้รับสิทธิสูงสุดตลอดโครงการ 4,000 บาท โดยไม่สามารถนำยอดเงินที่เหลือไปทบในเดือนถัดไปได้ลงทะเบียนผ่านแอปเป๋าตังเท่านั้นผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการลงทะเบียน ประชาชนต้องดำเนินการผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังเท่านั้น โดยผู้ที่เคยได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่งพลัสมาก่อน ต้องอัปเดตแอปพลิเคชันเป็นเวอร์ชันล่าสุด เปิดใช้งานจี-วอลเล็ต แล้วกดแบนเนอร์โครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) เพื่อกดยอมรับเงื่อนไข และยืนยันการลงทะเบียนซึ่งจะรับทราบผลโดยทันที ส่วนผู้ที่ไม่เคยได้รับสิทธิมาก่อนให้ปฏิบัติตามขั้นตอนเดียวกัน และรอการแจ้งผลตอบกลับผ่านระบบแจ้งเตือนบนแอปพลิเคชันภายใน 3 วัน ก่อนจะเริ่มใช้สิทธิในวันที่ 1 มิ.ย.เป็นต้นไป ขณะที่การลงทะเบียนของกลุ่มผู้ประกอบการร้านค้า หากเป็นร้านค้าเดิมที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสอยู่แล้ว สามารถกดยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินได้ทันที ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.-30 ก.ย. ส่วนร้านค้าใหม่ที่ยังไม่เคยเข้าร่วมโครงการและมีความสนใจ สามารถเดินทางไปลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ที่ธนาคารกรุงไทย ทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.-31 ก.ค.“นิกร” ขายฝันได้ใช้ รธน.ใหม่ปี 72ด้านนายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ ผู้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงปฏิทินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า คาดว่าจะมีรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่บังคับใช้ช่วงกลางปี 2572 ไทม์ไลน์การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากรัฐสภานัดพิจารณารับหลักการในวาระ 1 ช่วงเดือน มิ.ย.วาระ 2-3 จะพิจารณา ช่วงเดือน ต.ค. จากนั้นรัฐสภาจะส่งร่างแก้รัฐธรรมนูญให้รัฐบาล และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจัดทำประชามติครั้งที่ 2 อาจเป็นช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.2570 หากผลประชามติประชาชนเห็นชอบ จะนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เดินหน้าเลือก ส.ส.ร.เดือน ส.ค.70นายนิกรกล่าวอีกว่า ในช่วงเดือน ส.ค.2570-ส.ค.2571 คาดว่าจะเป็นช่วงสรรหาสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่จะใช้เวลาในขั้นตอนนี้ 1-2 เดือน เมื่อได้ ส.ส.ร.แล้ว ต้องตั้งกรรมาธิการ 45 คนมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการรับฟังความเห็นที่มาจาก ส.ส.ร. ตัวจริง 15 คน และมาจาก ส.ส.ร. สำรองอีก 15 คน ให้สรรหาจากกลุ่มบุคคลอีก 15 คน ออกไปรับฟังความเห็นและจัดทำรัฐธรรมนูญอีกเป็น 1 ปี คาดว่าในเดือน ก.ย.2571 จะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ดำเนินการเสร็จสิ้น จากนั้นช่วงเดือน ก.พ.2572 จัดทำประชามติครั้งที่ 3 เมื่อผ่านความเห็นชอบจะนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นไปได้ว่าจะประกาศบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.2572ส้มสวนแนวคิดปราบโกง “ยศชนัน”ขณะที่นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกรณีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระบุว่าหากประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น การคอร์รัปชันจะลดลง ต้องเน้นเรื่องปากท้องว่า ความคิดเช่นนี้ทำให้เราต้องกลับมาย้อนดูรายงานและผลวิจัยหลายชิ้นในอดีต เพื่อดูข้อเท็จจริง หากมองแค่งานวิจัยต้องบอกว่าผลลัพธ์ออกมาหลากหลาย แต่ถ้ามองถึงข้อมูลเปรียบเทียบที่เรานำไปอ้างอิงเพื่อการค้าการลงทุน ต้องบอกว่าแนวคิดของนายยศชนันไม่ถูกต้อง ข้อมูลแรก คือ ดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ที่จัดทำโดยองค์กรโปร่งใสนานาชาติปี 2568 ไทยได้เพียง 33 คะแนน จาก 100 คะแนน อยู่ลำดับที่ 116 จาก 182 ประเทศ ถือว่าถดถอยมาต่อเนื่อง จากลำดับที่ 59 ในปี 2541 เมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ต่อหัวประชากรของไทย อยู่ที่ประมาณ 7,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี ไทยมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าคู่แข่งทางเศรษฐกิจอย่างอินโดนีเซีย และเวียดนาม แต่เมื่อมองไปที่คะแนนและลำดับของทั้งสองประเทศกลับสูงกว่าเรา โดยเวียดนามอยู่ลำดับที่ 107 และอินโดนีเซีย อยู่ลำดับที่ 111 สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าการคอร์รัปชัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้ แต่มีปัจจัยอื่น เช่น การสร้างกลไกการตรวจสอบที่เข้มแข็งแบบประเทศที่พัฒนาแล้ว การลดขั้นตอนภาครัฐที่เอื้อให้ทุจริต สำคัญที่สุดคือความมุ่งมั่นทางการเมืองที่มองว่าคอร์รัปชันเป็นปัญหาสำคัญ“สีหศักดิ์” ฉะเขมรหยุดใส่ร้ายไทยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์หลังจบภารกิจตามนายกรัฐมนตรีเยือนประเทศฝรั่งเศส และเตรียมเดินทางต่อไปยังนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ตามคำเชิญนายหวัง อี้ รมว.ต่างประเทศจีน เพื่อร่วมประชุมพิเศษคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ที่จีนเป็นประธาน โอกาสนี้จะได้พบกับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศกัมพูชาว่า รู้สึกไม่สบายใจที่นายแก้ว เชีย เอกอัครราชทูต และผู้แทนถาวรกัมพูชา ประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก กล่าวในการประชุม UNSC วาระการคุ้มครองพลเรือนจากภัยสู้รบ ในเมื่อตกลงกันแล้วจะไม่นำประเด็นทวิภาคีไทย-กัมพูชา ไปสู่เวทีระหว่างประเทศ จะมุ่งแก้ไขปัญหาโดยการพูดคุยระหว่าง 2 ฝ่าย แต่ผู้แทนถาวรกัมพูชายังพูดเรื่องเดิมว่าไทยรุกล้ำ ขัดกับแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ 28 ธ.ค.2568 กลับไปสู่การให้ร้ายใส่ร้ายไทย ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร ตอนนี้ต้องคุยด้วยความจริงใจ หวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะเปลี่ยนแนวทางไปสู่การมองไปข้างหน้า ร่วมมือกับไทยหาทางสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้น สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ เพื่อแก้ปัญหาที่ไม่ได้แก้ได้ง่ายๆ“หม่อมกร” เปิดหน้าชิงผู้ว่าฯ กทม.ช่วงบ่ายที่สมาคมธรรมศาสตร์ สาทร กทม. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แถลงเปิดตัวลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ พร้อมเปิดตัวทีมทำงาน อาทิ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง เป็นประธานที่ปรึกษาด้านการเงินการคลัง นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขและสังคม นายปณชัย แดงอร่าม ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.ด้านความปลอดภัย พร้อมแถลงเปิดนโยบายหาเสียง “SAVE BKK-BKK SAFT” “ชัชชาติ” ยังแรง–แต่เลือก สก.ส้มสวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็นคนกรุงเทพฯ เฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 1,179 คน เรื่อง “การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18 (ครั้งที่ 2)” ระหว่างวันที่ 19-22 พ.ค. พบว่าคุณลักษณะผู้ว่าฯ กทม. ที่ต้องการมากที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน ร้อยละ 36.39 ต้องการคนมีประสบการณ์พร้อมทำงานทันที รองลงมาร้อยละ 21.37 เป็นคนรุ่นใหม่ มีวิสัยทัศน์ใหม่ๆ และร้อยละ 16.12 เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (เช่น ผังเมืองความปลอดภัย) สำหรับผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไปที่อยากให้เป็น ร้อยละ 57.68 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รองลงมาร้อยละ 17.90 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร เมื่อถามเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สก. ส่วนใหญ่ร้อยละ 35.20 จะเลือก สก.จากพรรคประชาชน รองลงมาร้อยละ 26.55 เลือกผู้สมัครอิสระ นอกจากนี้หลังจากได้ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่แล้ว ส่วนใหญ่เชื่อว่า กทม.น่าจะดีขึ้น“มีใครเป็นกลางทางการเมืองบ้าง”ขณะที่นิด้าโพลเปิดผลสำรวจความเห็นประชาชน อายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ รวม 1,310 หน่วย ตัวอย่าง เรื่อง “มีใครเป็นกลางทางการเมืองบ้าง” พบว่าส่วนใหญ่เห็นว่ากลุ่มที่ค่อนข้างเป็นกลาง เรียงลำดับ ดังนี้ บุคลากรองค์กรภาคประชาชน บุคลากรองค์กรจิตอาสาเพื่อสังคม นักวิชาการ บุคลากรองค์การระหว่างประเทศ ดารา นักร้อง นักแสดง พิธีกร บุคลากร NGO (องค์กรพัฒนาเอกชน) สื่อมวลชน ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ส่วนกลุ่มที่เห็นว่าไม่เป็นกลางเลย ได้แก่ เพจวิจารณ์การเมือง/อินฟลูเอนเซอร์การเมือง และที่เห็นว่าไม่ค่อยเป็นกลาง ได้แก่ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กร สมาคม ชมรมทางธุรกิจ รองลงมาเป็น ข้าราชการ/เจ้าหน้าที่รัฐอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่