“อนุทิน” ยังคงภารกิจที่ฝรั่งเศส เข้าพบ ผอ.ทบวงพลังงานฯ ขอรับการสนับสนุนไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD จับมือ IEA รับมือวิกฤติพลังงานโลก หารือ ผอ.ใหญ่ UNESCO ดันชุดไทยเป็นมรดกโลก“ภูมิปัญญาวัฒนธรรม” โชว์ลีลาตำส้มตำพบชุมชนชาวไทยในปารีส คลังโอ่ “แอปเป๋าตัง” ไม่มีล่มพร้อมรับลงทะเบียน “เอกนิติ” ตั้ง 3 อนุฯลุยแลนด์บริดจ์ “มาร์ค” ชำแหละผลาญเงิน 1ล้านล้าน ชงโมเดล ปชป.พัฒนาภาคใต้ประกบ ฉะ ก.พลังงานลดค่าการกลั่นทิพย์ กระตุก “คนคิดกินรวบประเทศ” จบไม่สวย “ชนนพัฒฐ์” ระทึก ดีเอสไอขอ ปธ.สภาฯงดเอกสิทธิ์ นำตัวไปสอบคดี “พนันออนไลน์” ฐานอั้งยี่-เอี่ยวอาชญากรรมข้ามชาติ “เท้ง” ย้ำสภาฯไม่ควรปกป้องคนผิด เลขาฯ มท.1 ชง ป.ป.ช.ฟัน “ภูมิธรรม-ปลัดมท.”ภารกิจการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย เดินสายพบหารือ ผอ.ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ ขอรับการสนับสนุนไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD และ ผอ.ใหญ่ UNESCO ผลักดันชุดไทย สู่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ“อนุทิน” หารือ ผอ.ทบวงพลังงานฯเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 22 พ.ค. (ตามเวลาท้องถิ่นสาธารณรัฐฝรั่งเศส ช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง) ที่ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (Inter national Energy Agency : IEA) กรุงปารีส นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย พบหารือกับนายฟาทีห์ บิรอล ผอ.ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ ผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงานเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับ IEA มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ ร่วมหารือจับมือ IEA รับมือวิกฤติพลังงานโลกน.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงผลการหารือว่า นายฟาทีห์ชื่นชมนโยบายพลังงานของไทยเป็นทิศทางที่ถูกต้อง สอดคล้องกับบริบทพลังงานโลกที่กำลังเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะการทบทวนนโยบายพลังงานเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด IEA พร้อมสนับสนุนไทยเต็มที่ ขณะที่นายอนุทินยืนยันความพร้อมของไทยในการยกระดับความร่วมมือกับ IEA ทุกมิติ ทั้งการพัฒนาขีดความสามารถด้านพลังงาน การฝึกซ้อมรับมือภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน แสดงความมุ่งมั่นในการสมัครเข้าเป็นสมาชิกถาวรของ IEA ในอนาคต และได้ขอรับการสนับสนุนจาก IEA ต่อกระบวนการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทย และเชิญให้นายฟาทีห์เข้าร่วมงาน GASTech 2026 ที่กรุงเทพฯช่วงเดือน ก.ย. และ ผอ.IEA ตอบรับเข้าร่วมทันที ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องใช้โอกาสดังกล่าวในการสานต่อความร่วมมือด้านพลังงานเชิงลึกต่อไปเดินหน้าดันชุดไทยเป็นมรดกโลกต่อมาเวลา 15.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นฝรั่งเศสที่สำนักงานใหญ่ UNESCO นายอนุทินพบหารือกับนายคอลิด อะห์มัด อัลอะนานี อะลี อิซ ผอ.ใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) น.ส.รัชดาแถลงหลังการหารือว่า นายคอลิดชื่นชมบทบาทและความร่วมมือของประเทศไทยในหลายมิติ และยังชื่นชมความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการขยายความร่วมมือกับ UNESCO ครอบคลุมและลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องผลักดันความร่วมมือในหลายด้านสำคัญ อาทิ ด้านการท่องเที่ยว ยั่งยืน ที่ปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลก 8 แห่ง หวังว่าวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช จะได้รับการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ที่สาธารณรัฐเกาหลี เดือน ก.ค.นี้ และการผลักดันชุดไทย สู่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ส่วนนายอนุทินกล่าวการเสนอชุดไทย ขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมฯ ไม่เพียงสะท้อนองค์ความรู้ ภูมิปัญญา งานหัตถศิลป์ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมร่วมของคนไทย แต่ยังเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรม ราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอุทิศพระองค์ในการอนุรักษ์ส่งเสริมผ้าไทย และสิ่งทอไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ และเป็นโอกาสสำคัญสร้างการรับรู้แก่ประชาคมโลก ถึงคุณค่ามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของไทยโชว์ลีลาตำส้มตำพบชุมชนชาวไทยล่าสุดวันที่ 23 พ.ค. ที่กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายอนุทินเป็นประธานในพิธีสวดพระพุทธมนต์และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ณ วัดพุทธนานาชาติ มีนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยานายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม ร่วมพิธี จากนั้นพบปะชุมชนไทย นายอนุทินยังลงมือตำส้มตำด้วยตัวเอง ก่อนแวะพูดคุยทักทายอย่างเป็นกันเอง และร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก คลังโอ่ “เป๋าตัง” พร้อมลงทะเบียนผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า วันที่ 25 พ.ค.วันแรกของการเปิดให้ลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส รัฐสนับสนุน 60% ประชาชน 40% เริ่มเวลา 06.00-22.00 น. จะเปิดให้ลงทะเบียนไปจนถึงวันที่ 29 พ.ค. ผ่านแอปพลิเคชันป๋าตัง ได้รับคำตอบกลับภายใน 3 วัน คาดว่าจะมีผู้ได้รับสิทธิครั้งนี้ราว 30 ล้านคน โครงการไทยช่วยไทยพลัสรัฐบาลจะแจกเงินคนละ 4,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน เริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.-30 ก.ย. โดยรัฐจะโอนเงินให้ทุกเดือน เดือนละ 1,000 บาท รัฐจะจ่ายสมทบการใช้จ่ายได้วันละ 200 บาท ที่เหลือเป็นประชาชนสมทบการจ่ายเอง แต่ไม่สมทบให้ใช้จ่ายในเดือนถัดไป หากประชาชนใช้จ่ายไม่หมดระบบจะตัดเงินอัตโนมัติโอนคืนกระทรวงการคลังทันที ส่วนการเติมเงินผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ รัฐจะเติมเงินให้ทันที 700 บาท จากเดิม 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาท ทุกวันที่ 1 ของทุกเดือน เป็นเวลา 4 เดือน มีผู้ได้รับสิทธิราว 13.18 ล้านคน ประชาชนสามารถใช้จ่ายซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภค ได้เต็มจำนวน กระทรวงการคลังมั่นใจว่าแอปเป๋าตังมีความพร้อมรองรับการลงทะเบียน แม้ช่วงแรกระบบจะหน่วงไปบ้าง เพราะจำนวนคนลงทะเบียนมาก แต่เชื่อว่าประชาชนจะได้รับสิทธิทุกคน ครั้งนี้ผู้มีสิทธิต้องอายุ 18 ปีขึ้นไป ต่างจากครั้งโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ให้สิทธิประชาชนอายุ 16 ปีขึ้นไป“เอกนิติ” ตั้ง 3 อนุฯ ลุยแลนด์บริดจ์มีรายงานเพิ่มเติมว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง ประธานกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือโครงการแลนด์บริดจ์ ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 3 คณะ เพื่อขับเคลื่อนและประเมินผลกระทบในมิติต่างๆให้รอบด้าน ประกอบด้วย 1.คณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ มีเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นประธาน พร้อมดึงผู้เชี่ยวชาญชื่อดังร่วมเป็นอนุกรรมการ อาทิ นายสันติธาร เสถียรไทย นายรุจิระ พนังองค์ และนายสุพจน์ เตชวรสินสกุล รายงานผลให้ทราบทุก 3 เดือน 2.คณะอนุกรรมการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ มีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อธิบดีกรมประมง อธิบดีกรมป่าไม้ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมถึงผู้ว่าฯ จ.ชุมพร และผู้ว่าฯ จ.ระนอง เป็นอนุกรรมการ และ 3.คณะอนุกรรมการพิจารณาและขับเคลื่อนกระบวนการมีส่วนร่วมและการสื่อสารสาธารณะ มีปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน และตัวแทนจากฝ่ายต่างๆ“มาร์ค” ฉะพลังงานลดค่ากลั่นทิพย์วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไว้วินิจฉัยว่า ไม่ได้มองเรื่องการเมืองแต่พยายามเตือนรัฐบาลถึงทิศทางการบริหารเศรษฐกิจและประเทศ ด้านหนึ่งการออก พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ เห็นชัดว่า มีแนวความคิดที่แปลกใหม่ แต่มั่นใจในเหตุผลที่พรรคพยายามเรียกร้องถึงรัฐบาลที่น่าจะรับฟังมากขึ้น เพราะที่ผ่านมานายกฯมักพูดว่า เป็นห่วงประชาชนจึงจำเป็นต้องกู้เงินมาเพื่อแจก แต่เรายังยืนยันว่าสิ่งที่รัฐบาลทำได้เลยคือการทำให้ราคาน้ำมันถูกลง วันนี้น่าเสียดายที่ รมว.คลังปฏิเสธเรื่องนี้ ทั้งที่อธิบายแล้วว่ารายได้จากการสูญเสียน้ำมันนั้นน้อยกว่ากันเยอะ ก่อนหน้านี้กระทรวงพลังงานเคยบอกว่าจะเอาจริงกับเรื่องค่าการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันที่สูงผิดปกติ และอ้างอิงราคาน้ำมันจากสิงคโปร์ แต่พอสังคมไม่ได้จับจ้องเรื่องนี้ก็กลับไปสู่ระบบเดิม คือตรึงราคาหน้าปั๊มโยนภาระกลับมาที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง คนใช้น้ำมันต้องแบกภาระนี้ในอนาคต ตรงข้ามกับคำพูดสุดซอย หรือจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานใหม่ชำแหละแลนด์บริดจ์ผลาญ 1 ลล.นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า สัปดาห์หน้าพรรคจะชี้ให้เห็นชัดต่อโครงการแลนด์บริดจ์ รัฐบาลตั้งงบไว้ 1 ล้านล้านบาท ด้วยเงินจำนวนเดียวกันคนใต้สามารถมีมอเตอร์เวย์จากกรุงเทพฯถึงจังหวัดชายแดน พร้อมรถไฟรางคู่ระบบไฟฟ้าเชื่อมกับมาเลเซีย ยังสามารถพัฒนาท่าเรือน้ำลึก จ.ระนอง-ฝั่งอ่าวไทย เชื่อมกับปีนัง มาเลเซียได้ และยังเชื่อมเกาะสมุย-จ.ภูเก็ตได้ ใช้เงินจำนวนน้อยกว่าด้วยซ้ำ เราจะเดินหน้าเพื่อให้รัฐบาลหันมารับฟัง ที่รัฐบาลอ้างจำเป็นต้องกู้เงินเพราะไม่สามารถโอนงบประมาณได้นั้น ความจริงเริ่มเห็นแล้วในบางกระทรวง เช่น กระทรวงการอุดม ศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รัฐมนตรีคนใหม่เข้าไปพบว่าหลายโครงการมีปัญหา“คนคิดกินรวบประเทศ” จบไม่สวยผู้สื่อข่าวถามว่า ประเมินสถานการณ์การเมืองอย่างไร ที่มีผู้มากบารมีทั้งค่ายสีน้ำเงินและค่ายสีแดง นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ปัญหารัฐบาลไม่ได้อยู่ที่มีบารมีมาค้ำ ปัญหาคือแก้ปัญหาให้ประชาชนได้หรือไม่ ตอนนี้มีความเดือดร้อนทั่วกัน เคยพูดไว้ตั้งแต่วันแรกๆว่าหากมีผลประโยชน์แอบแฝง คงไม่มีใครรับได้ เมื่อถามย้ำว่ามีการตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่าย ว่าระบอบน้ำเงินกำลังกินรวบประเทศไทย นายอภิสิทธิ์ตอบว่า อย่าเพิ่งรีบสรุป มีบทเรียนมาทุกยุคทุกสมัย เมื่อมีความพยายามกินรวบ หรือลุแก่อำนาจ ก็จบไม่สวย ส่วนกรณีประธานสภาผู้แทนราษฎรระบุว่าการเสนอตั้งกรรมาธิการวิสามัญติดตามการใช้งบฯเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เป็นดุลพินิจประธานสภาฯ แต่มีความสับสนเหมือนรัฐบาลยังไม่ค่อยชัดเจนว่าดำเนินการกู้เงินแล้วหรือยัง เมื่อใดที่รัฐบาลกู้เงินก้อนนี้ชัดเจน เป็นเรื่องที่ควรเร่งพิจารณาจี้ถามหาความเป็นกลาง “ซาเล้ง”ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวว่า ประธานสภาฯไม่ว่ามาจากพรรคใด เมื่อมาดำรงตำแหน่งนี้แล้วต้องธำรงตนเป็นกลาง วินิจฉัยตามข้อบังคับตรงไปตรงมา การอ้างว่าไม่ใช่เรื่องด่วน ต้องรอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจึงจะนำญัตติเข้าได้ เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น จึงอยากเรียกร้องให้ประธานสภาฯทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด อย่าลืมว่าหน้าที่ของสภาฯคือการตรวจสอบงบประมาณทุกบาททุกสตางค์ ส่วนกรณีพรรครัฐบาลเตรียมเสนอญัตติเรื่องแลนด์บริดจ์เข้าสู่สภาฯ อะไรที่รัฐบาลผลักดันอาจได้รับไฟเขียว อะไรที่รัฐบาลไม่อยากให้มีการตรวจสอบ ก็อาจถูกชะลอ หรือไม่นำเข้าสภา จึงเป็นเหตุผลที่เราพยายามตั้งคำถามและตั้งข้อสังเกต ว่าตกลงแล้วประธานสภาฯวางตัวเป็นกลาง วินิจฉัยญัตติหรือวาระต่างๆ ตรงไปตรงมาหรือไม่“ชนนพัฒฐ์” ระทึกดีเอสไอขอตัวสอบผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 28 พ.ค. มีวาระสำคัญเรื่องด่วน การขออนุญาตสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญมาตรา 125 เรียกตัวนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม เข้ารับทราบข้อกล่าวหาและสอบสวนปากคำ ในระหว่างสมัยประชุมสภาฯ หลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำหนังสือด่วนถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงนามโดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ลงวันที่ 16 พ.ค.2569 ขออนุญาตเรียกตัวนายชนนพัฒฐ์มาสอบปากคำคดีเกี่ยวกับการลักลอบเล่นการพนันอิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ มีลักษณะเป็นความผิดที่กระทำนอกราชอาณาจักรไทย โดยอัยการสูงสุดมอบหมายให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสอบสวน และแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องในความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ และร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ดังนั้นดีเอสไอจึงมีหนังสือถึงสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ที่ประชุมสภาฯพิจารณาว่าจะอนุญาตหรือไม่ เนื่องจาก สส.ได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองระหว่างสมัยประชุม การควบคุมตัวหรือสอบสวน จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากสภาผู้แทนราษฎรก่อน“เท้ง” ย้ำสภาฯไม่ควรปกป้องคนผิดช่วงบ่ายที่เขตหนองแขม กทม. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวถึงกรณีดีเอสไอทำหนังสือขอตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม จากสภาฯว่า ต้องดูเป็นรายกรณีไป กรณีนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด สภาฯไม่ควรปกป้อง ก่อนหน้านี้เคยมีการขอตัวระหว่างสมัยประชุมต้องอนุมัติในที่ประชุม เป็นกลไกป้องกันการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง แต่ถ้ากระทำความผิดจริงๆก็ไม่มีเหตุผลที่สภาต้องปกป้อง เมื่อถามว่าหลายคนมองว่านายชนนพัฒฐ์อาจไม่อยู่ในประเทศแล้ว นายณัฐพงษ์ตอบว่า เป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมต้องทำหน้าที่ตรงไปตรงมา ส่วนกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ตัดพ้อที่พรรค ปชน.ไม่ช่วยหนุนเสียงยื่นสอบจริยธรรมนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย กรณีเขากระโดงว่า ยินดีพูดคุยกับทุกฝ่ายตรงไปตรงมา โดยเฉพาะพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกัน ทราบว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์มีเจตนาดีในการตรวจสอบเรื่องนี้ แต่ต้องระวังอาจไปขยายอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญได้รับคุยหลังบ้านปมวุ่น “ทนายแจม”นายณัฐพงษ์ยังกล่าวถึงกรณี พ.ต.ท.ธีรวัตร์ ปัญญาณ์ธรรมกุล อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. สามี น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรค ปชน. เข้าไปแสดงความเห็นสอบถามเรื่องการผิดจริยธรรม “คนผิดลูกผิดเมียผู้อื่นยังมีที่ยืนในสังคม” บนโพสต์เฟซบุ๊กของนายณัฐพล โตวิจักษณ์ ชัยกุล สส.เชียงใหม่ พรรค ปชน.ว่า เป็นเรื่องความสัมพันธ์ส่วนบุคคล แต่เราไม่ได้ละเลย มีการพูดคุยกันหลังบ้าน ส่วนจะมีการนำเรื่องเข้าคณะกรรมการวินัยพรรคหรือไม่ ต้องดูว่ามีคนร้องหรือไม่ ถ้ามีคนร้องเข้ามาในคณะกรรมการวินัย ต้องดำเนินการไปตามกระบวนการ กรณีดังกล่าวยังไม่ทราบข้อเท็จจริงในรายละเอียด เป็นเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวจริงๆ อาจต้องใช้เวลาในการพูดคุยกันก่อน เมื่อถามว่า น.ส.ศศินันท์เคยเป็นคณะกรรมการวินัย จะทำให้เครดิตของพรรคลดลงหรือไม่ นายณัฐพงษ์ตอบว่า ขอให้มองคณะกรรมการวินัยชุดปัจจุบันดีกว่า คิดว่ากรรมการวินัยเป็นคนที่ได้รับการยอมรับ น่าเชื่อถือ สามารถทำให้การครองตนของ สส.พรรค อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมได้พท.เดินหน้าแก้ รธน.ตีกรอบ ส.ส.ร.ขณะที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า วันที่ 25 พ.ค. คณะทำงานของพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะดูร่างแก้ไขของพรรคให้เรียบร้อยว่ามีแก้อะไรเพิ่มเติมหรือไม่ หากเรียบร้อยวันที่ 26 พ.ค. จะนำร่างดังกล่าวเข้าที่ประชุม สส.พรรคเพื่อให้ร่วมลงชื่อ และต้องไปขอความร่วมมือจากพรรคอื่นให้ร่วมลงชื่อ เชื่อว่าจะดำเนินการได้ภายในสัปดาห์หน้าหรืออย่างช้าต้นสัปดาห์ถัดไป เนื้อหาในร่างพรรคเพื่อไทยยึดหลักการเดิม อยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ คือให้มี ส.ส.ร. 150 คน 100 คนแรกให้ประชาชนเลือกเข้ามา 300 คน แล้วให้รัฐสภาเลือกให้เหลือ 100 คน ถือเป็นการเลือกตั้งทางอ้อมที่ประชาชน มีส่วนร่วม และไม่ใช่การเลือกโดยตรงตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ ส่วนอีก 50 คน มาจากการเสนอขององค์กรต่างๆ เช่น องค์กรทางวิชาการมหาวิทยาลัย สื่อมวลชน องค์กรทางด้านสิทธิมนุษยชน องค์กรท้องถิ่น องค์กรวิชาชีพ เพื่อให้มีความหลากหลาย วางกรอบการทำงานของ ส.ส.ร. เช่น ให้มีกลไกแก้ปัญหาหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม มีกลไกแก้ปัญหาให้องค์กรอิสระมีความอิสระอย่างแท้จริง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความจริงใจของพรรคการเมือง หากทุกพรรคจริงจังต้องลดเงื่อนไขของตัวเองลง แบบนั้นก็ไปได้ชง ป.ป.ช.ฟัน “ภูมิธรรม–ปลัด มท.”อีกเรื่อง นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการ รมว.มหาดไทย อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปเมื่อวันที่ 22 พ.ค. ขอให้ตรวจสอบและไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีการโยกย้ายจากตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ก่อนเกษียณอายุราชการ ในคำร้องกล่าวหานายภูมิธรรม เวชยชัย ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกฯและ รมว.มหาดไทย และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ว่ามีพฤติการณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ เป็นไปตามหลักระบบคุณธรรม และอาจเข้าข่ายความผิดฐานตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต อ้างคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ที่มีมติเสียงข้างมากว่าการโยกย้ายดังกล่าวเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ ป.ป.ช.รับเรื่องไว้ไต่สวน ตรวจสอบเอกสารและพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งตรวจสอบว่ามีผู้ใดเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนในการกระทำดังกล่าวหรือไม่อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่