มีประโยชน์อะไรที่จะมีชีวิตยืนยาวไปถึง 100 ปี แต่ช่วง 20 ปี สุดท้ายเต็มไปด้วยโรครุมเร้า ทั้งสมองเสื่อม, เดินไม่ได้, ต้องพึ่งพาคนอื่น และสูญเสียศักดิ์ศรีของการมีชีวิต มนุษย์ยุคใหม่อาจมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าจะอยู่ได้ดีขึ้นคุณอยากมีชีวิตแบบไหนในวันที่ยังไม่ตาย? “คุณหมอปีเตอร์ แอตเทีย” ตั้งคำถามให้ฉุกคิดในหนังสือ “OUTLIVE” ศาสตร์และศิลป์แห่งการอยู่นานและอยู่ดี ชวนทุกคนมองการแพทย์ในมุมใหม่ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นและยืนยาวขึ้น เมื่อแก่ตัวลงหลายคนฝันอยากมีอายุยืนยาวขึ้น แต่ตลกร้ายคือเราดันไปเหมือนเทพทิโธนัสที่ร้องขอชีวิตอมตะ แต่ลืมขอสุขภาพที่แข็งแรง เลยมีร่างกายผุพังลงเรื่อยๆการเข้าออกโรงพยาบาลทุกสัปดาห์ หรือต้องเป็นผู้ป่วยติดเตียง และจับเจ่าอยู่บ้าน ไม่สามารถออกไปใช้ชีวิตอย่างที่ชอบ กลายเป็นชะตากรรมในช่วงปีท้ายๆที่หลายคนหวาดกลัว ทำยังไงถึงจะหลุดพ้นจากฝันร้ายเหล่านี้ คุณหมอรวบรวมเครื่องมือสำหรับต่อรองกับความตาย ที่ไม่ใช่แค่การต่อลมหายใจไปวันๆ แต่ยังหมายถึงการอยู่ได้นานเกินร้อยปีอย่างสุขภาพดี และไม่โดดเดี่ยวอ้างว้างในขณะที่แพทย์ยุคเก่ากำลังรักษาความตาย หน้าที่ของแพทย์ยุคใหม่คือการรักษาคุณภาพของการมีชีวิต การแพทย์สมัยใหม่เก่งมากเรื่องฉุกเฉิน เช่น ผ่าตัดหัวใจ, อุบัติเหตุ และมะเร็งระยะท้าย แต่กลับล้มเหลวเรื่อง “โรคเรื้อรังที่ค่อยๆฆ่าคน”โรคมะเร็ง, โรคหัวใจ และหลอดเลือด, โรคเบาหวาน และโรคความเสื่อมจากระบบประสาท คือ “เพชฌฆาตเงียบทั้ง 4” ที่ไม่ได้ฆ่าคนทันที แต่ค่อยๆยึดชีวิตทีละน้อย ความจริงแล้วโรคเหล่านี้ไม่ได้เกิดตอนแก่ แต่สะสมกำลังอย่างเงียบๆตั้งแต่อายุ 30-40 ปี รอวันปะทุเมื่อสายเกินแก้ตามทัศนะของ “คุณหมอปีเตอร์ แอตเทีย” ศาสตร์อายุยืนอย่างมีคุณภาพ จะเน้นการป้องกันเชิงรุกก่อนพัง เพื่อสาปส่งเพชฌฆาตเงียบทั้ง 4 ตั้งแต่เนิ่นๆ โดยนำหลักแนวคิดการแพทย์แบบ 3.0 มาใช้ ไม่ใช่รอให้ป่วยก่อน แล้วค่อยรักษา แต่ต้องคาดการณ์ว่าอะไรจะฆ่าคุณในอีก 20-30 ปีข้างหน้า แล้วเริ่มจัดการซะตั้งแต่วันนี้คุณหมอเสนอให้ทุกคนจินตนาการว่า ตอนอายุ 80-90 ปี คุณอยากทำอะไรได้บ้าง เช่น เดินขึ้นบันได, เดินเที่ยวต่างประเทศ, เต้นแอโรบิกเบาๆ หรืออุ้มหลาน แล้วจงซ้อมตั้งแต่วันนี้ นี่คือการเปลี่ยนมุมคิดครั้งใหญ่ คนส่วนใหญ่ออกกำลังกายเพื่อหุ่นดี แต่คุณหมอออกกำลังกายเพื่อไม่ล้มตอนแก่ และสามารถเดินเหินได้สบายๆ คนส่วนใหญ่เล่นเวทเพื่อกล้ามสวย แต่คุณหมอเล่นเวทเพื่อรักษาความสามารถในการใช้ชีวิต“4 เสาหลักสำคัญของการแก่ตัวอย่างสง่างาม” เริ่มด้วยเสาหลักแรก “การออกกำลังกาย” เป็นยาวิเศษทรงพลังที่สุด ร่างกายที่แข็งแรงตอนแก่ไม่ได้เกิดจากโชค แต่เกิดจาก “ทุนทางกายภาพ” ที่สะสมมาทั้งชีวิตเสาหลักที่สอง “โภชนาการที่ดี” คุณหมอชี้ว่ามนุษย์ไม่ได้ล้มเหลวเพราะขาดความรู้ แต่ล้มเหลวเพราะจัดการตัวเองไม่ได้ โภชนาการที่ดีไม่มีสูตรศักดิ์สิทธิ์ มีแต่ความเข้าใจร่างกายตัวเอง อาหารแบบเดียวกันทำให้น้ำตาลพุ่งในคนหนึ่งแต่อีกคนปกติ บางคนทนทานคาร์โบไฮเดรตได้ดี บางคนดื้ออินซูลินตั้งแต่อายุยังน้อย การมีโภชนาการที่ดีมีเป้าหมายร่วมกัน คือ คุมระดับน้ำตาลและอินซูลินให้ดี, ให้ความสำคัญกับโปรตีน เพราะกล้ามเนื้อคือบัญชีเงินฝากของวัยชรา ที่ป้องกันการล้มง่าย และอาหารที่ดีที่สุดคืออาหารที่ทานได้ตลอดชีวิต ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปมาตามเทรนด์เสาหลักที่สาม “การนอนหลับ” เป็นระบบซ่อมแซมและฟื้นฟู ร่างกายทรงประสิทธิภาพที่สุด การนอนไม่พอเชื่อมโยงกับโรคร้าย เช่น อัลไซเมอร์, เบาหวาน, โรคหัวใจ, ภาวะซึมเศร้า และฮอร์โมนผิดปกติเสาหลักที่สี่ “การดูแลสุขภาพอารมณ์” คือศิลปะยากที่สุด แม้หมอจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอายุยืน แต่กลับไม่มีความสุข ทั้งที่ออกกำลังกายหนัก, คุมอาหารละเอียด, ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ แต่ภายในเต็มไปด้วยความโกรธ, ความกดดัน, การเสพติดความสำเร็จ และกลัวความล้มเหลว จนชีวิตครอบครัวเกือบพัง คุณหมอได้บทเรียนว่า แก่นแท้ของการมีอายุยืนยาวอาจไม่ใช่การยืดเวลา แต่คือการทำให้ปีที่เหลืออยู่ยังมีความหมายและเปี่ยมพลังอย่ารอแก่แล้วค่อยดูแลตัวเอง, อย่าคิดว่าสุขภาพคือเรื่องของหมอ และอย่ามองอายุยืนเป็นแค่จำนวนปี เพราะสุดท้ายความมั่งคั่งแท้จริงอาจไม่ใช่เงินในบัญชี แต่คือการที่เรายังเดินเองได้,คิดเองได้, ใช้ชีวิตเองได้ ในวันที่คนอื่นเริ่มสูญเสียสิ่งเหล่านี้.มิสแซฟไฟร์คลิกอ่านคอลัมน์ “คนดังอะราวนด์เดอะเวิลด์” เพิ่มเติม