ปัญหาหนี้ครัวเรือนในไทยเป็นวิกฤติมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น “ผู้มีรายได้น้อยต้องหันพึ่งพาหนี้นอกระบบที่เข้าถึงง่าย อนุมัติรวดเร็ว” แม้ต้องเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยสูง และวิธีทวงหนี้ที่ไม่เป็นธรรมก็ตามปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึง “ข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ” ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจของครัวเรือนไทยในปัจจุบัน “ประชาชนจำนวนหนึ่งถูกผลักออกจากระบบการเงินปกติ” เข้าสู่วงจรหนี้ต้องกู้ใหม่เพื่อไปปิดหนี้เก่า กลายเป็นก่อเกิดวงจรหนี้ซ้ำซากที่ยากจะหลุดพ้น...จนต้องกระทบคุณภาพชีวิตตามข้อมูล “มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์” ที่ได้ลงพื้นที่สำรวจในพื้นที่กรุงเทพฯ 18 เขต พบว่า หนี้สินอยู่ระดับรุนแรงมีมากถึง 96.2% ของผู้สำรวจยิ่งกว่านั้นเกือบครึ่งหนึ่ง “เคยผิดนัดชำระหนี้ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา” ซึ่งตอกย้ำว่าปัญหาหนี้สินในกลุ่มนี้ไม่ใช่เรื่องของบุคคล แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นกลุ่มลูกหนี้ที่มีความเปราะบางสูง ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง 81.3% และอยู่ในวัยสูงอายุ หรือใกล้เกษียณ 60.63% ขณะเดียวกันหนี้สินกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย 53.05% โดยมีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 10,000 บาท ส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพรับจ้าง หรือทำธุรกิจขนาดเล็ก “รายได้ไม่แน่นอน” ทำให้ต้องก่อหนี้เพื่อประคองการดำรงชีวิตเพราะรายได้ของครัวเรือนไม่พอต่อค่าใช้จ่ายเรื่องนี้ นฤมล เมฆบริสุทธิ์ รอง ผอ.มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค บอกว่าเรื่องหนี้ครัวเรือนในไทยเป็นวิกฤติเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานตั้งแต่ปี 2558-2568 เคยรับเรื่องร้องเรียน และเข้าช่วยแก้ปัญหาให้ผู้บริโภค 5 พันเรื่อง ทั้งเรื่องสินเชื่อ หนี้นอกระบบ และการ ถูกหลอกลวงให้เป็นหนี้ถ้ามาดูภาพรวมระดับประเทศ “หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น” ตามข้อมูล ม.หอการค้าไทยในปี 2567 หนี้ครัวเรือนเฉลี่ย 6 แสนบาท แต่ในปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 7.4 แสนบาท ถือว่าเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบภาพรวมเศรษฐกิจประเทศตัวเลขนี้ทำให้เห็นปัญหาหนี้ว่า “ไม่ได้เกิดเฉพาะบางพื้นที่แต่เป็นปัญหาในระดับโครงสร้างของประเทศ” อันสอดคล้องกับการลงภาคสนามในพื้นที่เขตกรุงเทพฯ พบว่า ประชาชนกว่า 96.2% มีภาระหนี้ แสดงให้เห็นว่าวิกฤติหนี้ครัวเรือนกำลังขยายวงกว้างทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดอย่างชัดเจนส่วนหนึ่งก็มาจาก “ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น” ตัวอย่างในบางพื้นที่ไม่มี คลินิกใกล้บ้านก็ต้องเหมารถเดินทางจนมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ทั้งที่ไม่มีรายได้เพียงพอจนซ้ำเติมภาระครัวเรือนรายได้น้อย สุดท้ายก็ต้องพึ่งพาการกู้ยืมแต่สิ่งที่น่ากังวล “หนี้ส่วนใหญ่มักเป็นหนี้นอกระบบ” เพราะเข้าถึงง่าย กู้ได้รวดเร็ว และไม่ต้องใช้เอกสาร แต่ต้องแลกกับดอกเบี้ยสูง ทำให้เกิดการกู้ใหม่ไปโปะหนี้เก่าวนซ้ำไปมาไม่สิ้นสุด เนื่องจากหลายชุมชนไม่ทราบว่ามีกฎหมาย หรือมาตรการของรัฐ ให้ความคุ้มครองช่วยเหลือ จึงไม่อาจเข้าถึงการแก้ปัญหาหนี้ของตนเองได้เรื่องสำคัญคือ “หนี้มักเกิดจากความจำเป็นในการดำรงชีวิตไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย” โดยลูกหนี้จำนวนมากกู้เงินนอกระบบเพื่อค่าอาหาร ค่าครองชีพ และยังมีภาระผ่อนชำระไม่เกิน 5,000 บาทต่อเดือน แม้ตัวเลขภาระหนี้ของหลายครัวเรือน “ดูไม่สูงในเชิงจำนวนเงิน” แต่เมื่อเทียบระดับรายได้ที่ต่ำมากก็ทำให้ไม่อาจผ่อนชำระได้ ทำให้นำไปสู่ปัญหาหนี้ค้างชำระต่อเนื่อง “กระทบสุขภาวะของลูกหนี้” โดยเฉพาะความเครียดสูง หงุดหงิดง่าย และบางรายอาจหันไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงอบายมุขที่ก่อหนี้ เช่น การพนัน หรือดื่มสุรา ยิ่งซ้ำเติมปัญหาอีกแม้ที่ผ่านมาภาครัฐจะมีโครงการช่วยเหลือ “ด้านการจัดการหนี้” แต่ประชาชนจำนวนมากกลับตกเกณฑ์ เพราะเป็นหนี้นอกระบบหรือหนี้จากนายทุนในพื้นที่ ซึ่งไม่อยู่ภายใต้สถาบันการเงินที่กำกับโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้ผู้ที่เป็นหนี้นอกระบบไม่สามารถเข้าร่วมโครงการกับรัฐได้ กลายเป็นกลุ่มมองไม่เห็นในเชิงนโยบายโดยสถิติหนี้ที่ปรากฏมักอ้างอิงข้อมูล “ในระบบสถาบันการเงิน” ขณะที่หนี้นอกระบบในชุมชนจำนวนมากไม่อยู่ในฐานข้อมูลที่ต้องพึ่งการร้องเรียน หรือแจ้งความ แต่ลูกหนี้มักไม่กล้าแจ้งความ เพราะกลัวถูกข่มขู่ คุกคาม จึงเลือกเงียบแบกรับปัญหาเอง ทำให้หนี้นอกระบบไม่ถูกบันทึกในฐานข้อมูลทางการอย่างครบถ้วนทำให้ต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง “เกิดความเครียดสะสม” ในมุมของผลกระทบต่อสังคมมักนำไปสู่ปัญหาอาชญากรรมในชุมชน เช่น การลักทรัพย์ หรือโจรกรรม เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายเช่นนี้จึงมีข้อเสนอในการแก้ปัญหาหนี้ 3 มิติ คือ มิติแรก...“การเข้าถึงกระบวนการช่วยเหลือของลูกหนี้” เพราะปัญหาสำคัญไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เป็นการขาดความเข้าใจกับการจัดการหนี้ ดังนั้นควรพัฒนาแกนนำชุมชนให้มีความรู้เรื่องสิทธิ กระบวนการไกล่เกลี่ย และช่องทางความช่วยเหลือต่างๆ อันจะนำไปถ่ายทอดต่อในพื้นที่เพื่อเชื่อมโยงมาตรการของรัฐในการสร้างรายได้ รายจ่าย เพราะหากรายได้ต่ำ การแก้หนี้ก็ไม่ยั่งยืน มิติที่สอง...“การลดขั้นตอนดำเนินการ” โครงการช่วยเหลือภาครัฐควรปรับกระบวนการให้เรียบง่ายเข้าถึงได้มากขึ้น ซึ่งให้ประชาชนกลุ่มรายได้น้อยเข้าใช้สิทธิได้จริง “ไม่ถูกกีดกันด้วยเงื่อนไขหรือความยุ่งยากทางเอกสาร” เพราะความซับซ้อนของขั้นตอนทำให้ลูกหนี้จำนวนมากรู้สึกท้อแท้ ไม่กล้า หรือไม่อยากเดินเข้าไปติดต่อสถาบันการเงิน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขอความช่วยเหลือ ทั้งที่พวกเขามีสิทธิได้รับการแก้ไขปัญหาอยู่แล้วมิติที่สาม...“สร้างช่องทางสินเชื่อในระบบยืดหยุ่น” โดยสถาบันการเงินของรัฐควรพิจารณาสินเชื่อแทนการพึ่งพาหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อดึงลูกหนี้ออกจากวงจรหนี้นอกระบบ เพราะแม้รัฐจะมีกลไกอยู่ “แต่หากประชาชนไม่กล้าใช้” ก็ไม่สามารถสะท้อนสถานการณ์จริงได้ และปัญหาหนี้นอกระบบก็ยังคงอยู่ใต้ผิวน้ำต่อไปสุดท้ายอยากฝากไว้ว่า “การแก้ปัญหาหนี้ต้องลงมามองชุมชนที่ยังเข้าไม่ถึงนโยบายแท้จริง” เพราะมาตรการที่ออกมาหลายโครงการเข้าถึงประชาชนจริงหรือไม่ ดังนั้นการแก้หนี้ไม่ควรหยุดแค่ออกนโยบาย หรือนำเงินไปปิดหนี้ให้จบเป็นรายกรณี แต่ต้องทำให้ประชาชนจัดการหนี้ด้วยตนเองควบคู่กับการสร้างอาชีพ สร้างรายได้เพื่อป้องกันไม่ให้กลับสู่ “วงจรหนี้ซ้ำ” โดยให้การจัดการหนี้เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของครอบครัวและชุมชน สร้างความตระหนักรู้ทางการเงิน เพื่อความเข้มแข็ง และยั่งยืนในระยะยาวนี่คือสถานการณ์สะท้อนถึง “ความเปราะบางเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจฐานราก” ทั้งด้านรายได้ การจ้างงาน และระบบสวัสดิการ หากการช่วยเหลือไม่เข้าถึงกลุ่มเปราะบางอย่างแท้จริง วิกฤติหนี้อาจกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม