กกต.มีมติรับรอง สส.บัญชีรายชื่อ 100 คน พร้อม สส.เขตเพิ่มอีก 3 คน รวมรับรอง สส.แล้ว 499 คน เหลือ “ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ” คนเดียว กมธ.วุฒิฯจำลองวิธีกาบัตร “สมชัย” นำทีมถอดรหัส “แก๊งก๋วยเตี๋ยว” ผลพิสูจน์เช็กข้อมูลได้แม่นเป๊ะ “ศรีสุวรรณ” ร้อง ป.ป.ช.สอบ 7 อรหันต์ กกต. ใช้อำนาจมิชอบไล่ฟ้อง ประชาชน “อนุทิน” ปลุกเครือข่ายท้องถิ่น ได้สภา ชุดใหม่ลุยสะสางงานที่ค้างคา สว. สำรองจี้ถอด “ปิยะ” พ้นคดีฮั้ว สว. ฉะไหว้สวย “เสี่ยหนู” “ทนายอั๋น” แฉจ่อคั่วอธิบดีดีเอสไอ ศาลฎีกาแผนกคดี เลือกตั้งฟัน “หมอเกศ” แอบอ้างตำแหน่ง “ศาสตราจารย์” เจตนาทุจริตเลือก สว. สั่งเพิกถอนสิทธิ 10 ปีที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติรับรอง สส.บัญชีรายชื่อ 100 คน พร้อมประกาศรับรอง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพิ่มอีก 3 เขต เริ่มเข้าสู่ กระบวนการนำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อมีพระบรม ราชโองการโปรดเกล้าฯ เรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎร เลือกประธานสภาฯ และเลือกนายกรัฐมนตรีตามขั้นตอนต่อไปกกต.หารือก่อนรับรองปาร์ตี้ลิสต์เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 4 มี.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บรรดา สส.แบบแบ่งเขต ที่ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งทยอย เข้ารับหนังสือรับรอง เพื่อไปรายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรต่อเนื่อง อาทิ นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ สส.ชุมพร นายวิริยะ ทองผา สส.มุกดาหาร และ นายยุพราช บัวอินทร์ สส.เพชรบูรณ์ จากพรรคภูมิใจไทย ต่อมา เวลา 10.00 น. นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ กกต. มีวาระพิจารณาการรับรอง สส.บัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ ตามที่สำนักงาน กกต.เสนอ สำหรับพรรคที่ได้ สส.บัญชีรายชื่อ 100 คนมติรับรอง สส.บัญชีรายชื่อ 100 คนจากนั้นเวลา 16.00 น. ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. แถลงว่าที่ประชุม กกต.มีมติรับรอง สส.บัญชีรายชื่อ 100 คน หลังสำนักงาน กกต.เสนอข้อมูลให้ที่ประชุมพิจารณา หลังมีการลงคะแนน และนับคะแนนใหม่ในบางเขตที่ผ่านมา ดังนี้ พรรคประชาชนได้ 32 คน พรรคภูมิใจไทย 19 คน พรรค เพื่อไทย 16 คน พรรคประชาธิปัตย์ 11 คน พรรคเศรษฐกิจ 3 คน พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 คน พรรคเพื่อชาติไทย 2 คน พรรคกล้าธรรม 2 คน ส่วน 13 พรรค ที่ได้ สส.บัญชีรายชื่อพรรคละ 1 คน คือ พรรค รวมใจไทย พรรคประชาชาติ พรรคใหม่ พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคมิติใหม่ พรรคไทยภักดี พรรคไทยสร้างไทย พรรครวมพลังประชาชน พรรคเสรีรวมไทย พรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยรวมพลัง และพรรคพลังประชารัฐคำนวณ 3.5 แสนต่อ 1 สส.ปาร์ตี้ลิสต์ว่าที่ ร.ต.ภาสกรกล่าวอีกว่า สำหรับการคำนวณ สส.บัญชีรายชื่อ 1 คน ต้องได้คะแนนค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 350,305.79 คะแนน มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ จากผู้มีสิทธิ 52,933,610 คน มาใช้สิทธิ 37,807,816 คน คิดเป็นร้อยละ 71.43 บัตรเสีย 1,669,106 ใบ ร้อยละ 4.42 บัตรไม่เลือก 1,108,123ใบ ร้อยละ 2.93 ส่วนการใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.เขต จากผู้มีสิทธิ 52,933,610 คน มาใช้สิทธิ 37,807,812 คน คิดเป็นร้อยละ 71.43 บัตรเสีย 1,337,452 ใบ ร้อยละ 3.54 บัตรไม่เลือกผู้ใด 1,608,250 ใบ ร้อยละ 4.25 ทั้งนี้ 10 ลำดับจังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิมากที่สุดจากมากไปน้อย ได้แก่ จ.พัทลุง, ลำพูน, นครนายก, นครปฐม, สงขลา, พระนครศรีอยุธยา, ราชบุรี, สระบุรี, เชียงใหม่ และเพชรบุรีไฟเขียว สส.แบบแบ่งเขตอีก 3 รายว่าที่ ร.ต.ภาสกรกล่าวว่า กกต.ยังมีมติประกาศรับรอง สส.แบบแบ่งเขตเพิ่มอีก 3 เขต คือ พะเยา เขตเลือกตั้งที่ 1 (นายอัครา พรหมเผ่า พรรคกล้าธรรม) จันทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 (พล.ต.ท.สุรพล วิรัตน์โยสินทร์) และเขตเลือกตั้งที่ 2 (นายคัมภีร์ ชื่นบาน) จากพรรคภูมิใจไทย ส่วน จ.สุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 (นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ พรรคภูมิใจไทย) กกต.ยังไม่ประกาศรับรอง เนื่องจากพบว่าการปฏิบัติหน้าที่ ของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ส่อให้เห็นถึงความไม่สุจริตเที่ยงธรรม นำไปสู่การสืบสวนไต่สวนต่อไป ส่วนกระแสข่าวว่า กกต. โยนบาป หรือลอยแพ กปน.นั้น ขอชี้แจงว่าการทำหน้าที่ของ กปน. ที่อาสามาทำหน้าที่ กกต. และสำนักงานฯ ให้ความสำคัญกับ กปน. เมื่อได้รับการแต่งตั้งถือว่าเป็นพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา จึงมีศักดิ์มีสิทธิ์ตามอำนาจหน้าที่ ฉะนั้นถ้าเดินไปตามระเบียบกฎหมายจะคุ้มครอง แต่ถ้าดำเนินไปเพื่อประโยชน์ หรือช่วยเหลือพรรคการเมืองใดแบบนี้ก็ต้องเป็นการรับผิดชอบต่อกฎหมายประกาศผลออกเสียงประชามติว่าที่ ร.ต.ภาสกรกล่าวต่อว่า กกต.ยังประกาศผลการออกเสียงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ จากผู้มี สิทธิออกเสียงจำนวน 52,933,610 คน มีผู้มาใช้สิทธิ 36,870,266 คน คิดเป็นร้อยละ 69.65 เห็นชอบประเด็น ออกเสียงประชามติ 21,621,638 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 58.64 ไม่เห็นชอบ 11,241,653 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 30.49 และไม่แสดงความคิดเห็น 3,074,330 คะแนน ร้อยละ 8.34 มีบัตรเสีย 932,583 ใบ ร้อยละ 2.43กมธ.การเมืองจำลองกาบัตรเลือกตั้งช่วงบ่ายที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา มีนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. ประธานกมธ. เป็นประธานการประชุม มีการจัดจำลองเหตุการณ์เลือกตั้งร่วมกับภาคประชาชน นำโดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. เพื่อศึกษาว่าการมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งจะตรวจสอบย้อนกลับไปหาผู้ลงคะแนนได้หรือไม่ มีนายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ หรือ ดร.เรือบิน ผอ.ดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม พร้อมทีมนักสืบที่มาร่วมถอดรหัสบัตรเลือกตั้งจำลอง อาทิ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ นายปริญญา เทวา นฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ร่วมสังเกตการณ์ นายนรเศรษฐ์กล่าวว่า การพิสูจน์ครั้งนี้จะนำไปเป็นข้อเสนอแนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป“สมชัย” นำถอดรหัส “แก๊งก๋วยเตี๋ยว”ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ชี้แจงกติกาว่า ขอตัวแทนประชาชน 10 คน แสดงตนรับบัตรเข้าไปกาในคูหา และหย่อนบัตร ระหว่างที่อาสาสมัครรับบัตรเกิดไฟดับในห้องใช้จำลองสถานการณ์ จนนายสมชัยเอ่ยปากแซวว่า เป็นการจำลองที่เสมือนจริงมาก ทั้งนี้ กมธ.ได้จำลองสถานการณ์การลงคะแนนเลือกก๋วยเตี๋ยวที่ชอบแบบบัญชีรายชื่อ ประกอบด้วย ก๋วยเตี๋ยวเรือ ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น ก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ และก๋วยเตี๋ยวเป็ด หลังลงคะแนนแล้วขอให้อาสาสมัครถ่ายบัตรที่ลงคะแนนไว้ และเก็บไว้กับตัวเองเป็นความลับ หลังจากอาสาสมัครลงคะแนนแล้ว จะมีทีมนักสืบคอยถอดรหัสว่าใครเลือกเมนูก๋วยเตี๋ยวแบบไหน เมื่อถึงขั้นตอนนับคะแนน ได้สรุปผลการลงคะแนน พบว่ามีบัตรดี 7 ใบ บัตรเสีย 2 ใบ ไม่ประสงค์ลงคะแนน 1 ใบ โดยนายสมชายให้ทีมนักสืบถอดรหัสว่าใครเลือกอะไรภายในเวลา 20 นาทีผลพิสูจน์เช็กข้อมูลลงคะแนนเป๊ะผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการทดลองถอดรหัสโดยทีมนักสืบปรากฏว่า คนแรก ทีมนักสืบจาก 5 ทีมตอบถูก 4 ทีม คนที่ 2 ทีมนักสืบตอบถูกทั้ง 5 ทีม คนที่ 3 ทีมนักสืบตอบถูกทั้ง 5 ทีม คนที่ 4 ทีมนักสืบตอบถูก 4 ทีม คนที่ 5 ทีมนักสืบตอบถูก 4 ทีม คนที่ 6 ทีมนักสืบตอบถูก 3 ทีม คนที่ 7 ทีมนักสืบตอบถูก 4 ทีม คนที่ 8 ทีมนักสืบตอบถูกทั้ง 5 ทีม คนที่ 9 ทีมนักสืบตอบถูก 4 ทีม และคนที่ 10 ทีมนักสืบตอบถูกทั้ง 5 ทีม โดยมีทีมที่ตอบถูก 10 ข้อ 3 ทีม สำหรับวิธีคำนวณ ทีมแรกระบุว่า ใช้วิธีถ่ายภาพและใช้แอปยิงคิวอาร์โค้ด รู้ว่าใครลงคะแนนลำดับ เท่าไร เป็นบัตรเสียหรือไม่ อีกทีมระบุใช้วิธีถ่ายภาพนิ่งให้ชัดเจน และนำมาสแกนเอารหัส นำรหัสไปเทียบกับรายชื่อคนลงคะแนน แต่มีปัญหาบางคนที่สแกนไม่ติด ส่วนอีกทีมใช้วิธีตีตารางและไล่ว่าใบที่ 1 ขานอะไร เมื่อสแกนแล้วแต่ละใบรหัสอะไร ทำให้รู้ว่าแต่ละลำดับเลือกอะไร ใช้เวลาแค่ 5 นาที ถูกทั้งหมด หากเตรียมการล่วงหน้าก็สามารถถอดออกมาได้ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล กล่าวว่า เป็นเรื่องที่พิสูจน์แล้วว่าไม่ต้องรอต้นขั้ว ไม่ต้องมีรายชื่อผู้ใช้สิทธิก็รู้ได้ กกต.จะมั่นใจได้อย่างไรว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ที่อาจเป็นหัวคะแนน หรือไม่มีทางรู้ได้ว่าใครเลือกใคร เป็นหน้าที่ กกต.ต้องคุ้มครองประชาชนที่มาใช้สิทธิ ขอเพียงรู้ลำดับก็รู้แล้วว่าใครเลือกใคร“อนุทิน” ปลุกขวัญเครือข่ายท้องถิ่นช่วงเช้าที่อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมและสัมมนาวิชาการสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2569 มีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นายวิสูตร จงชูวณิชย์ นายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย นายก เทศมนตรี ประธานสภาเทศบาล ปลัดเทศบาล เข้าร่วม นายอนุทินกล่าวเปิดประชุมว่า การพัฒนาประเทศไม่ได้อยู่ที่การวางยุทธศาสตร์ที่ถูกทางเท่านั้น แต่อยู่ที่แปรเปลี่ยนเป็นการปฏิบัติได้ครบถ้วน จนเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนได้จริงหรือไม่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคือกลไกทำให้การพัฒนาประเทศเป็นไปได้จริง จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลถึงให้ความสำคัญไม่ลังเลมีสภาใหม่ลุยงานที่ค้างคานายกฯกล่าวว่า เรื่องของภัยพิบัติ เทศบาลหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด ต้องเป็นด่านหน้าเตรียมความพร้อมบริหารจัดการภัยพิบัติ วางระบบในเชิงรุก ภารกิจการบริการด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ละเลยไม่ได้ ผู้บริหารท้องถิ่นต้องยึดหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส ความรอบคอบในการใช้อำนาจและงบประมาณ รวมถึงประสิทธิภาพบุคลากร ทุกเป้าหมายเราคือพี่น้องประชาชน ส่วนใดก็ตามที่สามารถร่วมผลักดันให้เกิดเป็นผลสำเร็จได้ ไม่ลังเล เรื่องที่ยังค้างคาอยู่ในสภาชุดที่แล้ว ถ้าเรามีสภาชุดใหม่จะร่วมผลักดันและขับเคลื่อนสานต่อไปให้ถึงเป้าหมายด้วยความรวดเร็ว เพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน“โสภณ” ไม่รู้มี กธ.ร่วมด้วยหรือไม่นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกระแสข่าวมีชื่อนั่งเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า ไม่รู้ เมื่อถามว่ามีข่าวพรรคเพื่อไทยจะเสนอชื่อนางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม รองหัวหน้าพรรค พท. เป็นรองประธานสภาฯ นายโสภณตอบว่า เป็นเรื่องของพรรคเขา เราทำงานร่วมกับทุกคนได้ แต่ถ้าตนได้เป็นนะ ตอนนี้ กกต.รับรอง สส.บัญชีรายชื่อแล้ว เป็นขั้นตอนการรายงานตัว และขั้นตอนต่อไปเป็นเรื่องเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรทำหนังสือถึงรัฐบาล นำความกราบบังคมทูล เพื่อมีพระบรมราชโองการเรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎร จากนั้นเป็นการเลือกประธานสภาฯ เมื่อถามว่าเอาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ด้วยหรือไม่ นายโสภณตอบว่า ไม่รู้“ศรีสุวรรณ” ร้อง ป.ป.ช.สอบ 7 กกต.ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติรักแผ่นดิน เข้ายื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ขอให้ไต่สวนและมีความเห็นกรณีที่ กกต.ดำเนินการแจ้งความเอาผิดประชาชน 6 คน ที่ต้องการพิสูจน์ว่าบัตรเลือกตั้งที่ กกต.จัดทำขึ้น ที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด อาจเป็นการออกเสียงที่ไม่ลับได้ว่า การที่ กกต.แจ้งความเอาผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งมาตรา 66 วรรคสอง น่าจะเป็นการใช้อำนาจที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 50 และมาตรา 63 ที่บัญญัติให้ประชาชนมีหน้าที่พิทักษ์การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีมาตราใดใน พ.ร.ป.ดังกล่าว ให้อำนาจ กกต.ไปแจ้งความกล่าวโทษประชาชนได้ การใช้อำนาจของ กกต.อาจเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการมีส่วนร่วมตรวจสอบการเลือกตั้งของประชาชน ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.มาตรา 22 วรรคหนึ่ง (5) (10) และวรรคสอง วรรคสาม รวมทั้งขัดต่อหลักธรรมาภิบาล ถือเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงสว.สำรองจี้ถอด “ปิยะ” พ้นคดีฮั้วอีกเรื่องคณะ สว.สำรอง นำโดยนายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล เข้ายื่นคำร้องต่อ กกต. เพื่อคัดค้านและขอให้ถอดถอน ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ อดีตรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ประธานคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 หลังปรากฏภาพไปยืนรอต้อนรับยกมือไหว้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ถึงลานจอดเครื่องบินที่บุรีรัมย์ ที่บุคคลทั่วไปไม่อาจเข้าถึงได้ แสดงอากัปกิริยาเป็นพรรคพวกกัน เป็นพฤติการณ์ที่ขาดความเป็นกลางทางการเมือง บ่งชัดว่า เป็นเครือข่ายกลุ่มพวกเดียวกัน แม้ในทางนิตินัยไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย แต่ต้องพิจารณาพฤติการณ์ การกระทำ และการแสดงออกทางการเมือง หากปล่อยให้ ร.ต.อ.ปิยะทำหน้าที่ต่อไป อาจมีผลต่อคำวินิจฉัย และห้ามยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานในสำนวนคดีฮั้ว สว. (สำนวนกลาง ที่ 87 สว.10/2568) หรือห้ามไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐานอีกต่อไป“ทนายอั๋น” แฉจ่อคั่วอธิบดีดีเอสไอด้านนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ กล่าวถึงความคืบหน้าคดีฮั้ว สว.ว่า ล่าสุดทราบว่า กกต.ทำหนังสือสอบถามดีเอสไอ ในสำนวนอั้งยี่และฟอกเงิน ว่า มีการสั่งฟ้องกรรมการบริหารพรรคและคนของพรรคภูมิใจไทยแล้วหรือไม่ ดีเอสไอยืนยันว่าไม่มี ทำให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯจัดทำข้อสรุป เพื่อตัดจบคดี และทำให้พรรคภูมิใจไทยรอดจากคดีฮั้ว สว. ทั้งนี้ นายภัทรพงศ์เปิดภาพ ร.ต.อ.ปิยะ หนึ่งในอนุกรรมการชุดวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 ขณะยกมือไหว้นายอนุทิน ที่สนามบินสตึก จ.บุรีรัมย์ ที่ไปเปิดงาน “MotoGP 2026” พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การมีพฤติกรรมเช่นนี้ทั้งที่ต้องเป็นผู้ตัดสินคดีของนายอนุทิน และมีกระแสข่าวว่าจะได้เป็นอธิบดีดีเอสไอคนต่อไป จึงทำให้เชื่อว่าหาก ร.ต.อ.ปิยะได้ขึ้นตำแหน่งนี้จริง คดีนี้จะจบด้วยการสั่งไม่ฟ้องหรือไม่ อย่างไรศาลฎีกาอ่านคำพิพากษา “หมอเกศ”ที่ศาลฎีกา เวลา 14.00 น. ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งนัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดําที่ ลต สว 11/2568 ที่ กกต.ผู้ร้องขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง กรณี น.ส. เกศกมล เปลี่ยนสมัย ผู้คัดค้าน ใช้คำว่า “ศาสตราจารย์” ลงสมัคร สว. ทั้งที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ตามกฎหมายประเทศไทย หลังไต่สวนและตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา และที่แก้ไขเพิ่มเติม ผู้คัดค้านไม่มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) และคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กำหนด และไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีสถาบันอุดมศึกษาใดเคยขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พิจารณาดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้คัดค้านให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ การกระทำของผู้คัดค้านเป็นการกระทำอันเป็นการทุจริต ด้วยการให้ข้อมูลแนะนำตัวในส่วนประวัติการทำงาน หรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัครไม่ตรงต่อความจริง เพื่อให้ผู้สมัครอื่นลงคะแนนให้แก่ตนเองชี้ทุจริตเลือก สว.เพิกถอนสิทธิ 10 ปีทำให้การเลือกที่ต้องเป็นไปตามวิธีการที่กำหนดไว้ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ไม่เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และเสมอภาคกันบนพื้นฐานของการนำเสนอข้อมูลประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานที่ตรงต่อความเป็นจริงของผู้สมัครแต่ละราย ทำให้เจตนารมณ์ของการเลือก สว. ที่กำหนดให้ผู้สมัครเลือกกันเองภายในกลุ่ม และเลือกผู้สมัครในกลุ่มอื่นที่อยู่สายเดียวกันของผู้สมัครรับเลือกเป็น สว.ตามวิธีการที่กำหนดไว้ ซึ่งต้องการบุคคลที่ซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ หรือการทำงานด้านต่างๆ ที่หลากหลายของสังคมเพื่อเข้าไปทำหน้าที่ในวุฒิสภาเสียไป การกระทำของผู้คัดค้านจึงเป็นการทุจริตในการเลือก สว. อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 และตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 62 พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ น.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย ผู้คัดค้าน เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา“วราวุธ” พ้นเก้าอี้ สส.อู้ฟู่ 765 ล้านวันเดียวกัน สำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีพ้นตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2568 มีที่น่าสนใจ อาทิ นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีต สส.บัญชีรายชื่อ อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา แจ้งว่ามีทรัพย์สินรวม 765,381,990 บาท เป็นของนายวราวุธ 497,067,166 บาท ที่น่าสนใจคือเงินฝาก 156,059,937 บาท ที่ดิน 29 แปลง จ.สุพรรณบุรี มูลค่า 201,335,322 บาท ทรัพย์สินอื่น 34,718,000 บาท ส่วนนางสุวรรณา ศิลปอาชา คู่สมรส มีทรัพย์สิน 264,274,072 บาท เป็นบ้านพักที่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี มูลค่า 101,746,300 บาท ไม่มีหนี้สิน นายภราดร ปริศนานันทกุล อดีต สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย มีทรัพย์สิน 29,986,341 บาท นายสุรเกียรติ เทียนทอง อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย มีทรัพย์สิน 254,783,638 บาท พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ มีทรัพย์สิน 14,813,043 บาทอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่