“เลือกตั้งครั้งนี้...ไม่ลับ” ส่อขัดรัฐธรรมนูญที่มีเจตนารมณ์ให้การเลือกตั้ง “โดยตรงและลับ” เป็นอีกมุมคิดส่วนตัวของ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายคณะกรรมการตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ของพรรคประชาธิปัตย์ และผู้อยู่ในกระบวนการฟ้องเอาอดีต กกต.ติดคุกมาแล้วในยุคปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายการเมืองโดยให้เหตุผลว่าถึงบัตรเลือกตั้งที่มี “คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด” หลังจากตามประเด็นร้อนในสังคมไทยมาตลอด รับฟังจากทั้ง 2 ฝ่าย ระหว่างฝ่ายที่ยกเหตุผลว่าเป็นการเลือกตั้งโดย “ลับ” กับฝ่ายที่มีเหตุผลเป็นการเลือกตั้งที่ “ไม่ลับ”แถมยังได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล ผู้ที่รู้ด้านการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ผู้ที่เคยผ่านการเลือกตั้ง และผู้ที่จัดการเลือกตั้งมาก่อนพร้อมชี้ให้เห็นการทุจริตโดยใช้อำนาจรัฐ ใช้เงินจำนวนที่สูงมากซื้อเสียง ภาคอื่นๆไม่รู้ข้อมูล แต่ที่ภาคใต้“ผู้สมัคร สส.ที่ชนะบางเขต ใช้เงินไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งจ่ายหัวละ 1 พันบาทต่อหัว แต่ละเขตซื้อ 7 หมื่นเสียงขึ้นไป รวมค่าดำเนินการ ค่าจดรายชื่อ สรุปรวมตกหัวละ 1,200 บาท คูณ 7 หมื่นเสียงส่วนการใช้อำนาจรัฐ ผิดหวังมากต่อบทบาท “กำนัน–ผู้ใหญ่บ้านบางคน” ขอเน้นคำว่า “บางคน” ที่เป็นหัวคะแนนในการซื้อเสียงแทนที่กำนัน–ผู้ใหญ่บ้านบางคน ควรเป็นตัวหลักต่อต้านซื้อเสียงในพื้นที่ของตัวเอง แต่กลับรู้เห็นเป็นใจ บางคนเป็นคนซื้อเองด้วยซ้ำไปรวมถึง “อสม.บางคน” ดูแลประมาณ 20 ครอบครัว อาศัยสถานะ อสม.เข้าถึงครอบครัวเหล่านี้ได้”“ข้อสมมติฐาน” อย่างนี้ยิ่งเห็นชัดก่อนเลือกตั้ง ที่โยกย้ายกลไกฝ่ายปกครองในระดับจังหวัด จนถึงระดับอำเภอแบบถี่ยิบ บางคนเพิ่งถูกย้ายไปประจำจังหวัดแค่ 14 วัน ต้องย้ายไปอยู่จังหวัดอื่น จึงมีคำถามว่าย้ายบุคคลเหล่านั้นไปใช้อำนาจในการช่วยเหลือสนับสนุนการเลือกตั้งของบางพรรคการเมืองหรือไม่ปฏิบัติการซื้อยกหน่วยเลือกตั้ง บัตรเขย่งเป็นอย่างไรในแต่ละพื้นที่ นายนิพิฏฐ์บอกว่า ขอยกตัวอย่าง จ.พัทลุงในพื้นที่ที่ผมอยู่ มี 3 เขตเลือกตั้ง ปรากฏว่า เขต 1 เขต 2 คะแนนออกมาตอนแรก จำนวนผู้ใช้สิทธิใน สส.เขตมากกว่า สส.บัญชีรายชื่อ เขตละประมาณ 7,500-7,600 รวมเขต ประมาณ 15,000 คนตั้งข้อสงสัยมันเป็นไปได้อย่างไร ที่ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.เขต มากกว่า สส.บัญชีรายชื่อในแต่ละหน่วยเลือกตั้ง พอสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ได้รับคำตอบว่า ยังนับไม่เสร็จอยู่ที่ 95% คะแนนอยู่ในจุดนี้หลายวัน สุดท้ายเกลี่ยลงตัวเคยอยู่ในกระบวนการทำให้ กกต.ติดคุก มีเทคนิคชี้แนะภาคประชาชนที่เคลื่อนไหวตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อชี้ให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ “ไม่ลับ” อย่างไร นายนิพิฏฐ์ บอกว่า ขอมองในแง่ดี เกิดเลือกตั้งไม่ลับขึ้นมาด้วยกระบวนการมีบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ดอยู่ในบัตรเลือกตั้งยังเชื่อว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่น่าเข้าข่าย “ทุจริต” ตามองค์ประกอบ ป.อาญา ที่ต้องสืบให้ชัดว่า “เจตนาช่วยคนนั้นคนนี้” แต่เข้าข่าย “ประมาทเลินเล่อ” หรือ “บกพร่อง” มากกว่าที่จะมีเจตนาทุจริต เป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ผลของการประมาทเลินเล่อสำหรับการเลือกตั้งต้องเลือกตั้งใหม่หรือต้องลงคะแนนใหม่ตามกระบวนการยุติธรรมนำไปสู่จุดนั้นได้อย่างไร หลัง กกต.ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง สส. พรรคการเมืองเดินหน้าตั้งรัฐบาล นายนิพิฏฐ์ บอกว่า ต้องทำเรื่องนี้ขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญให้ได้แต่เท่าที่ฟังความเห็นจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ติดตามสำนวนเหล่านี้ หลังมีคนไปยื่นเยอะมากกว่า 20 สำนวน ยื่นฟ้องทั้งที่ศาลปกครอง ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เราคงแสดงความคิดเห็นเท่าที่จะทำได้ แต่ไม่ยื่นฟ้อง เพราะทำให้กระบวนการเหล่านั้นช้าลงไปอีกเลือกตั้ง “ลับ-ไม่ลับ” ถูกตั้งข้อสังเกตมีพฤติกรรมทำเป็นขบวนการ นายนิพิฏฐ์ บอกว่า มีนักกฎหมายบางคนเห็นว่ากระทำโดยเจตนาทุจริตและเป็นกระบวนการ จึงฟ้อง กกต.ที่ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบส่วนตัวต้องสันนิษฐานให้เป็นคุณกับทุกฝ่ายว่า การไปสืบว่าเขาทุจริตและใครได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ มันสืบค่อนข้างยาก แต่การไปพิสูจน์ว่า “ไม่ลับ” มันสืบได้ง่าย ขอย้ำว่าเมื่อไม่ลับ ก็ต้องดำเนินการลงคะแนนใหม่หรือเลือกตั้งใหม่ ถ้า กกต.ประมาทเลินเล่อจนทำให้รัฐได้รับความเสียหาย กกต.และผู้ที่เกี่ยวข้องรับผิดทางแพ่งชดใช้ราว 1 หมื่นล้านบาทอยากฝากไปถึง กกต. ผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบจัดการเลือกตั้ง เมื่อดูเหตุผลของฝ่ายที่ระบุว่าไม่ลับ ถ้าท่านรับฟังว่าไม่รับจริงๆ สามารถสอบสวนทวนความย้อนไปได้ว่าบัตรนี้ผู้ใช้สิทธิลงคะแนนให้ใครถ้าท่านยังนิ่งและท่านยอมรับว่ามีความผิดพลาดแล้ว อย่าไปทำผิดซ้ำเพื่อปกปิดความผิดครั้งแรก ถ้ายังดื้อไม่ยอมรับ จะทำความผิดครั้งที่ 2 เพื่อปกปิดความผิดแรก เท่ากับทำความผิด 2 ครั้ง และถ้ายังทำผิดอีกก็เป็นครั้งที่ 3 เพื่อปกปิดความผิดครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2ฉะนั้นขอแนะนำผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องถ้าเห็นว่า ผิดพลาดจริงๆ ต้องออกมายอมรับ แต่ไม่มีเจตนาทุจริต และดำเนินการให้มันถูกต้องขณะเดียวกัน นายนิพิฏฐ์ ได้พยายามเสนอแนะต่อกระบวนการยุติธรรม และชี้ให้เห็นถึงอันตรายของการชี้ผิดชี้ถูกครั้งนี้ว่าการเลือกตั้ง “ลับ” หรือ “ไม่ลับ” ว่า ที่สันนิษฐานว่า การเลือกตั้งเป็น “ลับ” แต่ถ้าประชาชนลังเลเมื่อไหร่ การเลือกตั้งใหญ่ครั้งต่อไป “ซื้อเสียงได้ผล 100%”ขอย้ำซื้อเสียงครั้งต่อไปมีประสิทธิภาพ 100%เพราะประชาชนจะบอกว่า เฮ้ย...รับตังค์มาแล้ว ตกลงเขารู้จริงๆว่า “เราเลือกใคร” ฉะนั้นครั้งหน้าถ้ารับเงินเขาแล้วไปเบี้ยว ไม่ได้ รับเงินมาต้องกาให้ ทำให้ระบบเลือกตั้ง “ล้มเหลว” อย่างสิ้นเชิง ฉะนั้นกระบวนการยุติธรรมต้องพิสูจน์ถึงความสงสัยให้สิ้นกระบวนความเลือกตั้งใหม่ 22 ก.พ.69 หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตคันนายาว กทม. พบความผิดปกติ “บัตรเลือกตั้งที่นำมาใช้ใหม่ กกต.ระบุเป็นการพิมพ์ใหม่ ไม่มีหมายเลข หรือรหัสที่ต้นขั้ว ไม่มีบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด” เหมือนเลือกตั้งใหญ่วันที่ 8 ก.พ.69 นายนิพิฏฐ์ บอกว่า ใช่“ถึงได้เตือนว่าถ้ายอมรับว่าการกระทำครั้งแรกมันผิด อย่าไปทำผิดซ้ำ เพื่อปกปิดความผิดครั้งแรก ถ้า กกต.ยืนยันบัตรเลือกตั้ง 8 ก.พ.ถูกต้อง ควรยืนยันเลือกตั้งใหม่ใช้บัตรลักษณะเดิมแต่ไปเปลี่ยนบัตร ทำให้ฝ่ายที่ระบุว่าเลือกตั้งไม่ลับมีน้ำหนักมากขึ้น เพราะถ้าเลือกตั้ง 8 ก.พ.มันลับ กกต.ทำบัตรเลือกตั้ง 22 ก.พ.ใหม่ทำไม อย่างน้อยออกแบบบัตรเสียเงินเพิ่มอีกเวลาขึ้นสู่ศาลพิสูจน์เรื่องนี้ คนที่ระบุว่าเลือกตั้งไม่ลับ สู้คดีได้ง่ายขึ้น โดยชี้ให้เห็นว่าเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. บัตรเลือกตั้งแบบนี้ เลือกตั้ง 22 ก.พ. บัตรเลือกตั้งเป็นอีกแบบ”ส่วนที่ สนง.กกต.แจ้งความเอาผิดกับกระบวนการถ่ายบัตรเลือกตั้ง 22 ก.พ. ถ้าผมเป็น กกต.จะแสดงความบริสุทธิ์ใจ เปิดให้ถ่ายภาพใกล้ๆ เพื่อแสดงความโปร่งใสว่า เลือกตั้งโดยลับแต่กรณีนี้พอจะไปถ่ายตั้งแต่บัตรแรกเลย สมมติว่าคนแรกสำคัญมากที่เดินไป เพราะเป็นรันนิ่งนัมเบอร์ แต่ไปแจ้งความเขาอีก จริงๆมันเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ ไปห้ามได้อย่างไรขณะที่ กกต.ประกาศรับรอง สส.ลอตแรก 396 คน ไม่มีทุจริต ไม่มีแขวนใครเลย แปลกหรือไม่ นานๆถึงได้เห็น “ปาฏิหาริย์” สักครั้งหนึ่ง “เหตุอัศจรรย์” แบบนี้เกิดขึ้นในประเทศสักครั้ง“ปาฏิหาริย์การเลือกตั้ง” ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีโอกาสไม่ตกเป็นโมฆะ นายนิพิฏฐ์ บอกว่า สมมติมีการฮั้วเลือก สว.เป็นอำนาจปฐมภูมิก่อให้เกิดอำนาจชั้น 2 ชั้น 3 เลือกองค์กรอิสระ องค์กรอิสระเหล่านี้ สมมติมาอย่างนั้นจริง ประเทศนี้ตัวใครตัวมัน ปัญหาคือประชาชนได้หรือไม่พฤติการณ์ทั้งหมดนำไปสู่จุดจบอย่างไร นายนิพิฏฐ์ บอกว่า เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายบนหลังอูฐ สังเกตประเทศที่มีการฮั้วอำนาจกัน ล้วนมาจากการทุจริตแบบนี้จนกระทั่งมาถึงจุดฟางเส้นสุดท้ายประชาชนรับไม่ได้ มันก็พังกันหมด.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม