เซรเก วิกโตโรวิช ลาฟรอฟ อายุ 75 ปี สำเร็จการศึกษาจากสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งกรุงมอสโก พูดได้ 4 ภาษา คือรัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส และสิงหล (ศรีลังกา) เคยเป็นทูตรัสเซียประจำสหประชาชาติที่นิวยอร์กนานถึง 10 ปี เป็นนักเจรจาที่เฉียบแหลมและแข็งกร้าวปูตินตั้งลาฟรอฟเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศตั้งแต่ ค.ศ.2004 จนถึงปัจจุบัน ผมชอบฟังลาฟรอฟพูด โดยเฉพาะเวลาโต้กับนักข่าวต่างประเทศ เป็นคนที่มีวาทศิลป์ดุดัน เสียดสี และมีไหวพริบ คำพูดของลาฟรอฟทำให้นักข่าวต่างประเทศที่สติปัญญาไม่ถึงแล้วมาสัมภาษณ์แกออกอากาศ ต้องหมดอนาคตไปแล้วหลายคนลาฟรอฟคิดเหมือนกับปูตินในเรื่องต้องสร้างโลกหลายขั้ว ไม่ใช่โลกขั้วเดียวที่มีสหรัฐฯเป็นผู้นำ โลกมักจะให้ความสำคัญกับคำพูดของลาฟรอฟ เพราะลาฟรอฟไม่ใช่คนพูดพล่อย มีข้อมูลพร้อมแล้วถึงพูด ตั้งแต่ฟังลาฟรอฟมา 20 กว่าปี ไม่เคยเห็นลาฟรอฟ พูดจาเหลวไหลหรือตกม้าตายเลยแม้แต่ครั้งเดียว9 กุมภาพันธ์ 2026 ลาฟรอฟไปบันทึกเทปรายการที่จะแพร่ภาพในวันนักการทูต (20 กุมภาพันธ์ 2026) ให้กับเครือข่ายสื่อมวลชนโทรทัศน์ของกลุ่มประเทศบริกส์ ตอนหนึ่งลาฟรอฟพูดว่า “เป้าหมายของสหรัฐฯคือการใช้มาตรการขู่เข็ญ บีบบังคับมากมายหลายอย่างที่เป็นเรื่องสวนทางกับการแข่งขันอันยุติธรรม ทั้งหมดทั้งปวงที่สหรัฐทำก็เพื่อการครอบงำเศรษฐกิจโลก”ไปบรรยายในหลายสถานที่ มักจะได้รับคำถามว่า ความท้าทายของรัสเซียที่มีต่อโลกขั้วเดียวของสหรัฐฯประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน แปลคำถามให้เข้าใจง่ายก็คือ ความที่รัสเซียอยากจะให้โลกเปลี่ยนจากโลกขั้วเดียวที่มีสหรัฐฯเป็นผู้นำมาเป็นโลกหลายขั้ว สำเร็จไปแล้วมากน้อยแค่ไหนตามความเห็นของผม สำเร็จไปได้ไกลแล้วนะครับ สมัยก่อนตอนโน้น โลกสากลไม่ค่อยมองจีน อินเดีย แอฟริกาใต้ บราซิล แต่ปัจจุบันได้รับความสนใจมากขึ้น สำหรับผม ผมว่าปูตินและลาฟรอฟประสบความสำเร็จในการเปิดพื้นที่ให้โลกหลายขั้วแม้ว่าสหรัฐฯและตะวันตกจะกีดกันรัสเซียด้วยการคว่ำบาตร แต่รัสเซียยังอยู่ได้เพราะพันธมิตรใหม่ที่สร้างไว้ ทั้งจีน อินเดีย อิหร่าน กลุ่มประเทศในทวีปแอฟริกา และกลุ่มประเทศในละติน อเมริกา ถ้าไม่มีกลุ่มเหล่านี้ รัสเซียก็คงจะถูกโดดเดี่ยวไปทั้งโลกลาฟรอฟเป็นคนเตรียมงานละเอียด และมองการระหว่างประเทศได้อย่างทะลุปรุโปร่ง จนสามารถสื่อสารหลายชั้นได้คำว่าสื่อสาร ‘หลายชั้น’ หมายถึง ลาฟรอฟใช้โอกาสในวันนักการทูต (20 กุมภาพันธ์ 2026) เพื่อพูดพาดพิงสหรัฐฯ โดยส่งสารถึงประชาชนในประเทศ วันนักการทูตเป็นเวทีที่เป็นพิธีการที่ลาฟรอฟใช้สร้างความชอบธรรมให้รัสเซีย โดยการสื่อสารไปยังประชาชนคนว่า ประเทศกำลังเผชิญกับภัยจากตะวันตก การต่อสู้กับสหรัฐฯคือความภาคภูมิใจของชาติ สิ่งที่ลาฟรอฟได้คือ การสร้างเอกภาพภายในรัสเซียชั้นที่สอง ลาฟรอฟต้องการสื่อสารถึงโลกสากลว่า รัสเซียยังไม่ถูกโดดเดี่ยว แทนที่ลาฟรอฟจะพูดถึงกัมพูชาหรือบูร์กินาฟาโซ ซึ่งเป็นประเทศเล็กกะจิดริดกะจ้อยร่อย ลาฟรอฟเลือกพูดถึงสหรัฐฯ เพื่อประกาศว่ารัสเซียเป็นผู้เล่นระดับโลก เป็นผู้อยู่ในเกมมหาอำนาจ เป็นประเทศที่มีสิทธิกำหนดระเบียบโลก ลาฟรอฟต้องการให้โลกเห็นว่า รัสเซียไม่ได้หายไปไหน ยังอยู่ รัสเซียยังอยู่ชั้นที่สามของคำพูดของลาฟรอฟ คือแกต้องการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ต่อกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ลาฟรอฟใช้ประโยคเดียวกับที่ประเทศเหล่านี้ชอบพูด ซึ่งสื่อไปในทางต่อต้านจักรวรรดินิยม ต่อต้านการคว่ำบาตร หรือต่อต้านการแทรกแซงจากตะวันตก เป้าหมายของลาฟรอฟคือ ต้องการให้ประเทศเหล่านี้เห็นใจ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่ไปเข้าข้างสหรัฐฯและตะวันตกสองชั้นรองสุดท้าย รัสเซียตอบโต้สงครามข้อมูล สิ่งที่ ลาฟรอฟพูดไม่ใช่เพียงคำพูดของรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย แต่เป็นอาวุธทางการเมือง รัสเซียต้องการควบคุมเรื่องเล่าที่ว่า สหรัฐฯเป็นผู้ก่อปัญหา รัสเซียเป็นฝ่ายตั้งรับ โลกต้องเปลี่ยนสมดุลใหม่ ลาฟรอฟเป็นคนที่เก่งเรื่องการหาพื้นที่ต่อรองทางการทูต สิ่งที่ลาฟรอฟพูดเป็นการเพิ่มอำนาจต่อรองทางการทูตให้รัสเซียในอนาคต.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม