นับจากวันเลือกตั้ง จนถึงวันนี้ (10 ก.พ.) ผ่านมา 2 วัน ซึ่งในขณะนี้เขียนคอลัมน์วันนี้ “มิสเตอร์พี” ไม่แน่ใจว่า การจับขั้วเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่เสร็จสิ้นแล้วหรือยัง และเราได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงจากประชาชนสูงสุดหรือไม่ หรือว่าวังวนของการเลือกข้าง หักหลัง ยังดำเนินอยู่อย่างไรก็ตาม หากจะใช้เป็นผลดีกับเศรษฐกิจไทยมากที่สุด ทุกฝ่ายคงอยากได้ “รัฐบาลใหม่” ที่มีเสถียรภาพมีเสียงมากพอที่จะผ่านนโยบายต่างๆได้อย่างเหมาะสม และที่สำคัญที่สุด ควรเป็นรัฐบาลที่มี “ทีมเศรษฐกิจ” ที่แข็งแกร่งและรู้เท่าทันปัญหา ทั้งปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพสูง กำลังซื้อหดหาย ที่ต้องจัดการด้วยมาตรการระยะสั้น ขณะเดียวกัน จะต้องให้ความสนใจกับการแก้ปัญหาที่สะสมอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างการผลิตที่ตกยุค ขาดความสามารถในการแข่งขัน ไม่กรีน ไม่รักษ์สิ่งแวดล้อม ไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่เพราะในส่วนตัวถึงแม้ว่า จะไม่อยากเห็นด้วยกับบทวิเคราะห์ของ Financial Times ที่ออกมาวิเคราะห์ว่า “ประเทศไทยกลายเป็น ‘คนป่วย’ แห่งเอเชียได้อย่างไร” มากนักแต่ต้องยอมรับว่า จากช่วงหลายสิบปีก่อนที่เศรษฐกิจไทยเคยเป็นสัญลักษณ์ของ “ปาฏิหาริย์แห่งเอเชีย” แต่หลังจากนั้น อัตราการเติบโตถดถอยลง จนในปีนี้มีการคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 1.5% ต่ำกว่า 2% ซึ่งถือว่า เป็นการขยายตัวต่ำกว่า 2% ครั้งแรก โดยไม่อยู่ใน “ภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ”เหตุผลที่ทำให้เราเป็นอย่างนี้มีมากมาย ทั้งความเหลื่อมล้ำของรายได้ หนี้ครัวเรือนที่สูงมาก การพึ่งพาการส่งออก และอุตสาหกรรมยุคเก่ามากเกินไป โดยไม่มีการลงทุนใหม่หรือการปรับตัวมากพอที่จะยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการผลิตของไทย ทำให้เราเสียโอกาสรับการลงทุนด้านเทคโนโลยี จากการที่หลายบริษัทตัดสินใจไปลงทุนในเวียดนาม และอินโดนีเซีย พร้อมๆกับที่เรากลายเป็นประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงอายุเร็วกว่าที่คาดไว้มาก โดยคาดว่าประชากรไทยจะเริ่มลดลงภายในทศวรรษหน้า ทำให้แรงงานลดลงแต่ค่าใช้จ่ายการดูแลสุขภาพและบำนาญสูงขึ้นแต่เหนืออื่นใด อีกเหตุผลที่สำคัญของ Financial Times ที่ทำให้ประเทศไทยกลายเป็น “คนป่วยของเอเชีย และดูเหมือนว่า จะเป็นต้นตอของการขาดการพัฒนาและความถดถอยในทุกด้านคือ “ความไม่มั่นคงทางการเมืองและการหยุดชะงักของนโยบาย” ไม่ว่ามาจากการรัฐประหาร การจัดตั้งรัฐบาลผสมที่ไม่มั่นคง การเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้งเกินไปจนขาดความต่อเนื่องของนโยบาย และการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว และนอกเหนือจากการเมืองที่สร้างความไม่เชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ การคอร์รัปชันกลายเป็นอีกต้นทุนที่สูงมากที่นักลงทุนต่างชาติขลาดกลัวส่วนจากนี้ประเทศไทยจะไปทางไหน วงจรเหล่านี้จะกลับมาหรือไม่ วันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา เราได้ใช้สิทธิของเราแล้ว จากนี้คงต้องจับตานักการเมืองที่เราเลือกมา ว่าจะสร้าง “ปาฏิหาริย์” ให้ไทยกลับแข็งแกร่ง หรือสร้าง “หายนะ” ซ้ำซ้อนจนประเทศไทยต้องเข้า “ห้องไอซียู”.มิสเตอร์พีคลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม