อุบัติเหตุจากพลุ ประทัด และดอกไม้ไฟ ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็นเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทิ้งร่องรอยความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินไว้เบื้องหลังจำนวนมากค.ศ.2000 โรงงานเก็บพลุที่เมืองเอินสเคอเดอ เนเธอร์แลนด์ เกิดการระเบิดรุนแรง แรงระเบิดทำลายบ้านเรือนมากกว่า 400 หลัง มีผู้เสียชีวิต 22 ราย บาดเจ็บเกือบ 1,000 คน เหตุการณ์นี้ถูกจดจำในประวัติศาสตร์ในชื่อ “โศกนาฏกรรมดอกไม้ไฟเอินสเคอเดอ” และกลายเป็นบทเรียนสำคัญของยุโรปเกี่ยวกับการควบคุมวัตถุระเบิดเพื่อการเฉลิมฉลองค.ศ.2003 ที่สหรัฐฯ พลุที่ใช้บนเวทีคอนเสิร์ตร็อกเกิดระเบิดขึ้น ท่ามกลางผู้ชมจำนวนมาก มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 ราย เหตุการณ์นี้สะท้อนความเสี่ยงของการใช้พลุในพื้นที่ปิดอย่างชัดเจนในประเทศไทย เหตุการณ์สะเทือนขวัญจากพลุที่ผู้คนยังไม่ลืม คือเหตุเพลิงไหม้ซานติก้าผับ กรุงเทพฯ เมื่อ ค.ศ.2009 จากประกายไฟของพลุที่ติดเพดาน มีผู้เสียชีวิต 67 ราย บาดเจ็บมากกว่า 200 คนค.ศ.2012 ระหว่างการฉลองตรุษจีนที่วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี พลุระเบิดขึ้น มีผู้เสียชีวิต 4 ราย บาดเจ็บกว่า 70 คน บ้านเรือนเสียหายมากกว่า 50 หลัง เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันยังเกิดซ้ำในพื้นที่เดิมอีกหลายปีต่อมาค.ศ.2016 พลุระเบิดในงานเทศกาลของวัดในอินเดีย ทำให้โครงสร้างวัดถล่มลงมาทับผู้ร่วมงาน มีผู้เสียชีวิตถึง 111 รายเหตุการณ์ร้ายจากพลุไม่ได้ลดลงตามกาลเวลา ตรงกันข้ามกลับเกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้น ค.ศ.2023 โกดังเก็บพลุในตลาดมูโนะ จังหวัดนราธิวาส ระเบิด มีผู้เสียชีวิต 12 ราย บาดเจ็บมากกว่า 100 คน บ้านเรือนเสียหายหลายร้อยหลัง และในปี ค.ศ.2024 โรงงานพลุในจังหวัดสุพรรณบุรีระเบิด มีผู้เสียชีวิตทันที 23 รายค.ศ.2025 ที่มาซิโดเนียเหนือ พลุระเบิดในคลับกลางคืน ทำให้เกิดไฟไหม้ มีผู้เสียชีวิต 67 ราย ปีเดียวกัน รัฐสภาสวิตเซอร์แลนด์ลงมติออกกฎหมายห้ามใช้ประทัด เนื่องจากกระทบสัตว์ สิ่งแวดล้อม และก่อมลภาวะทางเสียงแต่เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น เวลา 01.30 น. ของวันที่ 1 มกราคม 2026 การจุดพลุฉลองปีใหม่ในบาร์เลอกงสเตลาซียง เมืองแครนส์–มอนทานา สวิตเซอร์แลนด์ กลายเป็นหายนะ มีผู้เสียชีวิตราว 50 ราย บาดเจ็บมากกว่า 100 คน จากการจุดพลุในพื้นที่ปิดจนสะเก็ดไฟติดเพดานและเกิดระเบิดต่อเนื่อง เหตุการณ์นี้สร้างคำถามอย่างหนักต่อประสิทธิภาพของกฎหมายของประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความเคร่งครัดในด้านการบังคับใช้ขณะเดียวกัน ในประเทศไทย วันที่ 1 มกราคม 2026 โลกโซเชียลเต็มไปด้วยประกาศตามหาสุนัขและแมวที่ตกใจเสียงพลุจนหนีออกจากบ้าน บางตัววิ่งเตลิดเปิดเปิงถูกรถชน บางตัวช็อกและตายคาบ้าน มีโพสต์ลักษณะนี้นับร้อย ไม่เพียงสัตว์เท่านั้น คนชรา คนป่วย และเด็กอ่อนจำนวนมากก็ได้รับผลกระทบจากเสียงพลุที่ดังต่อเนื่องยาวนานเรื่องเหล่านี้ถูกแปลและเผยแพร่ไปในหลายภาษา สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้รักสัตว์ทั่วโลก ในหลายประเทศปัญหานี้แทบไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว เพราะมีการห้ามใช้พลุและประทัดอย่างเด็ดขาด พร้อมบทลงโทษรุนแรงในยุคโซเชียลมีเดีย สิทธิและสวัสดิภาพสัตว์กลายเป็นประเด็นอ่อนไหว มีบัญชีผู้รักสัตว์ทั่วโลกมากกว่า 2 ล้านบัญชี หลายบัญชีมีผู้ติดตามหลักล้าน ประเทศใดจัดการเรื่องนี้ล้มเหลว ย่อมเผชิญแรงกดดันทางภาพลักษณ์ ซึ่งอาจลุกลามไปถึงการท่องเที่ยว การบริโภค และเศรษฐกิจมูลค่านับแสนล้านบาทผมมีโอกาสต้อนรับนักท่องเที่ยววีแกนจากหลายประเทศในปีที่ผ่านมา คนกลุ่มนี้รักสัตว์และอ่อนไหวต่อการปฏิบัติต่อสัตว์อย่างยิ่ง ภาพลักษณ์ของประเทศจึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยอีกต่อไปกรุงเทพมหานครโปรโมตการท่องเที่ยวด้วยการจุดพลุปีใหม่อย่างยิ่งใหญ่ แต่ปฏิกิริยาในโลกออนไลน์กลับตรงกันข้าม ความสวยงามเพียงไม่กี่นาที อาจแลกมาด้วยความสูญเสียที่ไม่อาจย้อนคืน และผลกระทบที่ขยายวงกว้างเกินกว่าที่เราคาดคิดไว้มากมายนักคำถามที่มีถึงผู้บริหาร กทม.และผู้บริหารการท่องเที่ยวของไทย ไม่ใช่เรื่องความยิ่งใหญ่ของการจัดงาน แต่ถามว่าท่านพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อชีวิตอันเปราะบางรอบข้างหรือไม่การเฉลิมฉลองปีใหม่เป็นงานมงคล ไม่ควรถูกจดจำด้วยเสียงระเบิด น้ำตา และความสูญเสีย ที่ทำให้งานมงคลกลายเป็นงานอัปมงคล.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม