หลังข่าวตาย ของ “นาท ภูวนัย” ผมก็ได้อ่านเรื่องราวชีวิตของ อุดมพร คชหิรัญ ลูกชาย พ.ต.อ.ศิริ คชหิรัญ ผู้ว่าฯยะลา ทบทวนแล้วก็อยากคุยว่าช่วงเวลาปี 2513 ที่ย้ายจากยะลา มารุ่งโรจน์เป็นพระเอกตุ๊กตาทองสี่ตัวในกรุง เป็นช่วงเวลาเดียวกับ ชีวิตผมไปเริ่มต้นเป็นนักข่าวยะลาเจอกันเรื่องพระกริ่งตั้งแต่ปี 2526 แล้วก็เริ่มคลุกวงในแลกหมัด (เรื่องพระ) กัน เข้มข้นเต็มที่ก็ช่วง 20 ปีหลังผมมีเรื่องที่จะเขียนถึง นาท ภูวนัย ได้เป็นร้อยๆเรื่อง แต่เรื่องพระเครื่อง โดยเฉพาะพระกริ่ง...แวดวงมิตรสหายในวงการรู้จักกันดี คนนอกอาจไม่รู้ แต่ผมรู้ “พี่เล็ก” เป็นสิงห์เดี่ยว ดูพระด้วยตาเดียว เป็นทั้งนักซื้อ เป็นทั้งนักขายช่วงเวลาระหว่างปี 2520 สมมติเริ่มกันหลัง งานประกวดพระธนาคารศรีนคร พ.ศ.2519 พระสมเด็จวัดระฆัง องค์ดังๆ ไม่ว่า ทรงเจดีย์องค์เจ๊แจ๋ว พิมพ์ใหญ่องค์ลุงพุฒ ยังต่อรองกันราคาหลักแสนต้นๆเรื่องพระกริ่งสังฆราชแพ วัดสุทัศน์ จ่าเปี๊ยก (ปรีชา เอี่ยมธรรม) ค้นคว้ามา “คุยเฟื่อง” เอาไว้ในนิตยสารอภินิหารพระเครื่อง ตอนนั้นเซียนพระกริ่ง นับหนึ่ง เล็ก รูปหล่อ นับสอง โก๋ วัดราช ตลาดพระท่าพระจันทร์ ราคายังหมื่นต้นๆแล้วก็ถึงวันนั้น...พระเอก นาท ภูวนัย แวะไปแผง โก๋ วัดราชฯ โก๋เสนอพระกริ่งปวเรศ ราคาห้าหมื่น พระเอกส่องแว่นส่ายหน้ารำพึงในใจ “กูว่า เป็นกริ่งอาจารย์เทพ สาริกบุตร” แล้วก็ไม่ต่อราคางานต่อจากนี้ มีคนกลางเชื่อมระหว่าง คนขาย คนซื้อ ให้ลงตัวกันในราคาห้าพัน ในชั่วโมงต่อมาความลับต่อไปนี้ นาท ภูวนัยเล่าเอง ได้พระมาแล้วผมก็ควักแบงก์ 500 ให้ คนกลางไม่ปฏิเสธแล้วก็บอก พี่โก๋ก็ให้ผมมา 500 เหมือนกัน เป็นอันว่าผลประโยชน์ลงตัวทั้งคนขายคนซื้อกริ่งปวเรศในมือตอนนั้นยังพูดถึงกันน้อย เพื่อนๆนักเลงพระส่ายหน้าซื้อมาทำไม ไม่มีใครเล่น นาท ภูวนัย ทดสอบ เดินไปยื่นให้ เล็ก รูปหล่อ เซียนรูปหล่อพระกริ่ง “เล็กรูปหล่อ รับแล้วก็วาง” บอก “บัวหลัง ผมไม่เล่น”คำบัวหลังสื่อถึงพระกริ่งปวเรศ วัดบวรฯ แตกต่างจากพระกริ่งวัดสุทัศน์ สังฆราชแพ ซึ่งไม่มีบัวหลังเล็ก รูปหล่อ ไม่เล่น แต่พระกริ่งปวเรศองค์นั้น องค์ชายใหญ่ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล ท่านเล่น...ดึงมือพระเอกนาทเข้าห้องพระตรัสขอแลก ให้เลือกพระกริ่งปวเรศราว 30 องค์ มีทั้งขนาดใหญ่ กลาง เล็กมือระดับ นาท ภูวนัย แว่บเดียว ก็เลือกขึ้นมาหนึ่งองค์ งานนี้ สำนวนโบราณเห็นจะต้องใช้คำว่า เจอตอ องค์ชายใหญ่โวยลั่น “เฮ้ย! องค์นี้องค์เดียวไม่ได้ ของปู่กู”ตกลงงานแลกจบลงที่พระกริ่งปวเรศยังอยู่ที่่พระเอกนาทต่อ จนถึงวันนั้น ที่บ้านในซอยอินทามระ 22 จ่าเปี๊ยก ปรีชา เอี่ยมธรรม พาเสี่ยหน้าตาดีไปที่บ้าน เจรจาซื้อไปได้ในราคาสองแสนห้าราคานี้เป็นราคาสมเด็จวัดระฆังองค์สวยๆ พระเอกภูมิใจคุยอวดคนในบ้านที่เคยบ่นๆมีเงินก็สูญเปล่าไปกับซื้อพระ แต่วันรุ่งขึ้น ก็มีเรื่องทำท่าจะไปไม่สวย...จ่าเปี๊ยกพาหนุ่มหน้าเสี่ยอีกคนมา ตอนแรกก็นึกว่าจะเอาพระกริ่งมาคืน แต่จ่าเปี๊ยกรีบบอก ไม่ใช่ คนเมื่อวานเป็นเสี่ยพี่ ใช้เงินมรดกซื้อ คนน้องรู้ไม่ยอม จ่าเปี๊ยกจึงต้องพามาขอซื้อปวเรศองค์ที่สอง จบลงที่ราคาแสนห้าสี่สิบปีต่อมา พระกริ่งปวเรศ เปิดโฉมหน้าเข้าตลาดราว 20 องค์ เล็ก รูปหล่อ เคยให้สัมภาษณ์ขายไปแล้วห้าหกองค์ ไม่รวมคุณบุญเหลือ ออประเสริฐ ฉายาราชาพระกริ่ง ขณะชื่อชั้น นาท ภูวนัย ฟังๆแล้วไม่ขลังเท่าไหร่?แต่ถ้าใครมาถามผม ผมก็จะบอกไปตามความเชื่อ นาท ภูวนัย เป็นนักเลงพระกริ่งตัวจริง วิทยายุทธ์ไม่ได้ย่อหย่อนจากเซียนเก่าเซียนใหม่คนไหนเลยเล่นพระแบบฉบับ นาท ภูวนัย ผู้คนสมัยก่อนเรียก นักเลงพระครับ ซื้อเองขายเอง เคร่งครัดในกติกาข้อหนึ่ง ที่พี่ชุม ประชุมกาญจนวัฒน์ เขียนไว้ นักเลงพระไม่ตะโกนเมื่อโดนเก๊ตรงข้ามกับสมัยนี้ พระเครื่องแค่เหรียญๆเดียว ยังแห่กันวุ่นวายกันทั้งบ้านเมือง จนถึงวันนี้ คนแก่เก๋ารุ่นผม ยังไม่รู้เลยเก๊หรือแท้ เรื่องอย่างนี้ชี้ว่า หมดสมัยของนักเลงพระไปนานแล้ว.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม