ยืดยาวมาถึงสิ้นปีอีกครั้งสำหรับสงครามยูเครน-รัสเซีย และมีกำหนดครบรอบ 2 ปี ในวันที่ 24 ก.พ.2567 ที่จะถึงนี้ ท่ามกลางบรรยากาศอันอึมครึม หลังไร้สัญญาณที่จะเจรจาต่อรองแต่แน่นอนสำหรับเหล่าทหารในแนวหน้า นั่นหมายถึงการต่อสู้ที่ยังไม่มีวี่แววจะจบสิ้น ซึ่งสำหรับคอลัมน์ 7 วันรอบโลกส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ จึงขออนุญาตนำคำบอกเล่าของเหล่าพลทหารในสนามเพลาะ (ทั้งผู้ที่ถูกเกณฑ์มารบและสมัครใจมารบ) มาถ่ายทอดเรื่องราว“อูราล” เป็นหนึ่งในทหารรัสเซียที่ถูกเรียกตัวรับใช้ชาติตามมาตรการระดมกำลังพลสำรอง 300,000 นาย เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา โดยก่อนมาประจำอยู่ในสมรภูมิจังหวัดเคียร์ซอน ทางภาคใต้ของยูเครน เคยทำงานอยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมบันเทิง อูราลเผยว่า ตอนได้ยินข่าวมีความคิดว่า ถ้าถูกเรียกก็ตามนั้น ถ้าชาติไม่ต้องการก็คงไม่เรียก ซึ่งพอผ่านไปได้ 2 วัน หมายเรียกตัวเข้ากรมกองก็มาถึงจริงๆแรกเริ่มพวกเราก็มีทั้งคนที่กังวลมากและกังวลน้อย บางรายก็รับไม่ค่อยได้เพราะการงานอาชีพประสบความสำเร็จ แต่หลังจากฝึกกันไปสัก 2-3 เดือน ก็เริ่มคุ้นชินกัน อย่างที่ว่ามนุษย์เราปรับตัวเก่ง ความเป็นพลเรือนค่อยๆหายไป ความเป็นทหารเข้ามาแทนที่ ความคิดของพวกเราทหารที่ถูกระดมพลมารบแบ่งได้เป็น 2 ค่ายหลักๆ คือ 1.กลุ่มคนที่มีมุมมองว่าสงครามครั้งนี้เพื่อต่อสู้กับพวกเผด็จการฟาสซิสต์ และจัดการพวกยูเครนที่มีแนวคิดฟาสซิสต์ และ 2.กลุ่มคนที่มีมุมมองว่าสงครามครั้งนี้คือ “สงครามกับประเทศบ้านพี่เมืองน้อง” ที่ถูกชาติตะวันตกล้างสมอง และถือเป็น “สงครามกลางเมือง”ส่วนตัวแล้วผมมีความคิดแบบที่สอง เพราะหลังๆก็เห็นว่าทหารเกณฑ์ฝั่งยูเครนก็พูดถึงรัสเซียกันทั้งนั้น มีพฤติกรรมลักษณะนิสัย คล้ายๆกัน เหมือนเรากำลังสู้กับคนชาติเดียวกัน เพียงแต่ฝ่ายนู้นถูกล้างสมองปลูกฝังแนวคิดหัวรุนแรงอย่างหนัก จนไม่มองเลยว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ชีวิตในแนวหน้าของพวกผมเป็นเช่นไรหรือ? หน่วยของผมถูกส่งมาประจำการในพื้นที่ริมแม่น้ำนีเปอร์ ซึ่งถือเป็นป้อมปราการชั้นดี มีบางครั้งหน่วยรบฝ่ายยูเครนพยายามบุกข้ามมา แต่ก็ถูกผลักดันกลับไป แน่นอนมันไม่ใช่แบบสงครามโลกที่จะยกขโยงกันมาแบบนั้นได้ เทคโนโลยีตรวจการณ์ไปไกลแล้ว พวกผมมาอยู่ตรงนี้ยังไม่ได้เผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้ามเลย มีแต่เสียงสาดปืนใหญ่ใส่กันเอาจริงๆต้องบอกว่า ชีวิตทหารเกณฑ์ของพวกเราค่อนข้างสบายเสียด้วยซ้ำ เพราะผู้บัญชาการกองพันของเราเลือกใช้แต่ทหารมืออาชีพ ส่งไปอยู่แนวป้องกันชั้นแรกเพื่อ รับมือกับการโจมตีของข้าศึกโดยตรง พวกเราจะเรียกว่าตัวช่วยก็ได้ เพราะถูกวางกำลังไว้ที่แนวรับชั้นสองและชั้นสามอย่างไรก็ตาม เรื่องราวนี้ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับ “เอเฟรมอฟ” ที่ต้องการอาสาสมัครเข้าร่วมรบตั้งแต่ในสมรภูมิยูเครนตั้งแต่ปี 2557 ที่สงครามยังเป็นเพียงการต่อสู้ระหว่างรัฐบาลยูเครนกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดน “ดอนบาส” ไม่ใช่ระหว่างรัฐต่อรัฐ โดยเอเฟรมอฟเผยว่า ตอนนั้นยังอาสาไม่ได้เพราะอายุแค่ 19 ปี แต่พออายุครบเกณฑ์ก็ทำอะไรไม่ได้ เนื่องจากช่วงนั้น มีการลงนามข้อตกลงหยุดยิง “มินสก์” พอทราบว่าสงครามเริ่มต้นอีกครั้ง ผมก็ตัดสินใจว่าอยากเดินทางไปเป็นนักข่าวสงคราม จึงใช้เงินเก็บซื้ออุปกรณ์สนามที่จำเป็น และเดินทางสู่เมืองรอสตอฟ ใกล้พรมแดนเก่าของยูเครนเพื่อหาช่องทางเข้าไปในดอนบาส จนสุดท้ายได้รับความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ออกเอกสารผ่านทางให้ว่าเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมาย จากนั้นที่เมืองมาคาเยฟกา ในจังหวัดโดเนตสก์ ผมจึงได้เข้าร่วมกับกองพันอาสาสมัครต่างชาติ “เปียตนาชกา”ทีแรกก็ไม่ค่อยพอใจเท่าไรนัก ผมถูกพาไปยังแนวหน้า ชี้ไปที่หลุมเพลาะแล้วสั่งว่า คอยป้องกันจุดนี้ไว้หากฝ่ายยูเครนบุกมา แต่สรุปแล้วก็ไม่มีใครบุกมา มีแต่กระสุนปืนใหญ่ที่แวะเวียนมาอย่างต่อเนื่อง ช่วงนี้ถือเป็นจุดทดสอบของหลายคนจริงๆ ใครที่ทนไม่ไหวทางผู้บัญชาการก็จะสั่งเปลี่ยนตัว ดึงออกจากแนวหน้าจากวันนั้นมาถึงวันนี้สงครามได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ผมยังจำได้ดีตอนถูกสั่งบุกครั้งแรกที่สมรภูมิเมืองแอฟดีเยฟกา (ที่ปัจจุบันยังเป็นของฝ่ายยูเครน) เรารบกันมั่วมากและประสบความพ่ายแพ้ เชื่อเลยว่าถ้าเป็นตอนนี้คงตายเกลี้ยง ถูกสังหารหมดหน่วยไปแล้ว เหตุการณ์นั้นทำให้ผมรู้สึกไม่พอใจ และตัดสินใจสั่งซื้อโดรนมาฝึกฝนการใช้งาน จนถูกดึงตัวไปอยู่หน่วยรบสังกัดหน่วยข่าวกรองปฏิบัติหน้าที่เป็นพลบังคับโดรน ก่อนย้ายมาอยู่หน่วยรบ “อิมพีเรียล ลีเจียน” ในสมรภูมิเมืองอุกเลดาร์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองโดเนตสก์ ซึ่งการย้ายไปอยู่หน่วยที่ 3 ตอนนั้นสงครามอยู่ในขั้นที่ฝูงโดรนบินกันเต็มท้องฟ้า ทั้งรุ่นสอดแนมและรุ่นฆ่าตัวตายในแต่ละวันฝั่งยูเครนซึ่งอยู่ในชัยภูมิเนินเขาจะส่งโดรนออกมาเต็มไปหมด เพื่อชี้เป้าให้ปืนใหญ่ หรือไม่ก็หย่อนระเบิด หรือใช้โดรนฆ่าตัวตายไล่พุ่งชน เราบดขยี้กัน อยู่อย่างนั้นทุกวันๆที่สำคัญเรายิงปืนกันน้อยมาก ขนาดพวกหน่วยจู่โจมพิเศษที่ควรจะสาดกระสุนยังแทบไม่ลั่นไกเลย เพราะเรามีแนวคิดกันว่า “ไม่ใช่เล่นเกมเคาน์เตอร์-สไตรก์” เดินลุยยิง หากเจออาคารสิ่งก่อสร้างต้องสงสัยก็ยิงถล่มให้ราบด้วยปืนใหญ่ หรือไม่ก็โยนระเบิดมือเข้าไปจนกว่าศัตรูข้างในจะไม่มีสัญญาณชีพ การวิ่งชาร์จบุกโจมตีอาคารถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงเปล่าๆ เราจะเข้าไปตรวจสอบก็ต่อเมื่อมั่นใจว่า ไม่มีใครอยู่หรือไม่ก็ตายหมดแล้วแต่สุดท้ายนั้น สงครามของผมได้จบลงแล้วที่สมรภูมิดังกล่าว เนื่องจากพลาดท่าไปเหยียบกับระเบิดข้าศึกจนขาขาด แน่นอนว่าผมทำใจได้ มันเป็นสิ่งที่ผมเลือก ก็ต้องยอมรับมัน ไม่คิดที่จะเสียใจแม้จะต้องใช้ขาเทียมไปตลอดชีวิต อนาคตข้างหน้ายังมีจุดมุ่งหมายเสมอ ผมได้ใช้ชีวิต ต่อสู้ ยอมตายเพื่อรัสเซีย และก็พร้อมที่จะใช้ชีวิตต่อไป.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม