“โยนกลอง” เป็นสำนวนเก่า ใช้กันมาโบร่ำโบราณ ในความหมาย ปัดเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตน หรือพาดพิงมาถึงตน เป็นหน้าที่ของคนอื่นจัดการ ใช้กันนานเสียจนคนใช้ก็ยังไม่รู้ว่า สำนวนนี้มีที่มา อย่างไร?ในหนังสือ “สำนวนไทย” (สำนักพิมพ์รวมสาส์น พ.ศ.2514) อาจารย์ กาญจนาคพันธุ์ ตั้งข้อสังเกต สำนวนนี้ใช้พูดเกี่ยวกับอะไรต่างๆ ที่เป็นเรื่องเป็นราวท่านจึงใช้คำว่า “ลางที...” อาจจะมาจากประเพณีตีกลองร้องฎีกา ที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์สมัยนั้นพระเจ้าแผ่นดินเป็นใหญ่สุด แม้จะทรงใช้พระปรีชาสามารถและเที่ยงธรรมแค่ไหน แต่บ้านเมืองที่มีผู้คนมากมาย ก็ยังทรงจัดการเรื่องความเป็นธรรมได้ไม่ทั่วถึงเมื่อโปรดให้ราษฎรเข้าไปตีกลองร้องฎีกา พระเจ้าแผ่นดินก็ทรงรับฎีกาไปพิจารณา แต่เรื่องที่ร้องเกิดเกี่ยวข้องไปหลายฝ่าย ฝ่ายนั้นก็อ้างว่าเป็นเรื่องของฝ่ายโน้น ฝ่ายโน้นก็อ้างว่าเป็นเรื่องของฝ่ายนี้ โยนกันไปโยนกันมาคดีความที่เกิดจากตีกลองร้องฎีกา จึงพูดกันเป็นสำนวนว่า โยนกลองสำนวนต่อมา “ร้องแรกแหกกระเชอ” กาญจนาคพันธุ์ อธิบาย ถ้าใช้กันทุกคำเต็มๆตามสำนวน มีความหมายร้องเอ็ดอึง ร้องเอ็ดตะโร ร้องเสียงดัง “ร้องแรก” อาจารย์แน่ใจที่มา แต่ “แหกกระเชอ” ท่านดูจะไม่ค่อยแน่ใจ“ร้องแรก” ใช้เป็นภาษาทางการ ในประกาศรัชกาลที่ 4 เรื่องห้ามมิให้นักโทษร้องถวายฎีกาในเวลาเสด็จพระราชดำเนิน มีความตอนหนึ่งว่า“ในทางนั้นถ้าทิมมีคุกมีตรางไว้ขังคนโทษอยู่ทิศใด ถิ่นใด ก็ให้กรมวังมีบัตรหมายไปให้เจ้าของมาระวังคนโทษในที่ขังของตัวๆ อย่าให้ร้องแรกวุ่นวายไป” เป็นอันว่าสำนวน “ร้องแรก” มีที่มาชัดเจนแต่คำสร้อย “แหกกระเชอ” กาญจนาคพันธุ์ สารภาพ “ไม่ทราบ ว่ามาอย่างไร”กระเชอ แปลว่าภาชนะเครื่องสาน สำหรับใส่ของหรืออะไรๆก็ได้ ตลอดจนใส่ปลา เช่นเมื่อเมียชาวประมงถือกระเชอสำหรับใส่ปลา กระเชอ ก้นรั่ว ปลาลอดลงน้ำไปหมด เป็นที่มาของสำนวน “เผอเรอกระเชอก้นรั่ว”ในภาษาไทย มีคำว่า “กระชัง” แปลว่าแผงหรือฝากั้นเปิดปิดได้ หรือแปลว่า ที่สำหรับขังใส่ปลาลางที ร้องแรกแหกกระเชอ จะหมายถึงร้องแรกแหกกระชัง คือนักโทษแหกฝากระชังร้องในประกาศของรัชกาลที่ 4 มีความอีกตอนหนึ่ง...“ในหลวงมีที่เสด็จไปทางไหน คนโทษในทิมในตรางนั้นๆ ก็จะร้องแซ่เสียงไปทุกทิมทุกตราง ไม่ว่างเว้น”สถานการณ์ที่นักโทษแหกฝากระชังทิม หรือตราง เดิมทีก็คงพูดกันว่า “ร้องแรกแหกกระชัง” เมื่อกระชังเป็นภาชนะใส่ปลาพวกเดียวกับกระเชอ บังเอิญเราพูดสำนวน “เผอเรอกระเชอก้นรั่ว” ติดปากสำนวนร้องแรกแหกกระชัง จึงกลายเป็นสำนวน ร้องแรกแหกกระเชออ่านคำอธิบายสำนวน “โยนกลอง” และสำนวน “ร้องแรกแหกกระเชอ” ของ “กาญจนาคพันธุ์” แล้ว มโนเห็นสภาพคนโทษสมัย ร.3 ร.4 ที่ถูกขังไว้ใน “ทิม” ใน “ตราง” สมัยนั้นเป็นบริเวณของบ้านเจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่คนโทษแต่ละคน เมื่อถูกตัดสินขังแล้ว...ไม่ค่อยชัดเจน โทษหนักโทษเบา แต่ฟังๆแล้วเหมือนถูกขังลืม ถ้าผู้ใหญ่ไม่เมตตา เผลอๆก็ถูกขังจนตายขุนแผนตอนติดคุก...สมเด็จพระพันวษาทรงนึกขึ้นได้ สั่งให้พ้นโทษไปเป็นแม่ทัพตีเมืองเชียงใหม่ นี่เป็นเรื่องของวาสนา เคยรับราชการมีผลงานเข้าพระเนตรพระกรรณมาก่อนใครที่เคยอ่านขุนช้างขุนแผนคงรู้ว่า ขุนแผนมีวิชาสะเดาะกรงขังแหกคุกได้สบายๆ ที่ยอมติดคุกเป็นนาน เพราะยอมรับในกฎกติกาโชค เคารพในพระบารมีพระเจ้าแผ่นดินเรื่องแบบขุนแผนรบชนะ กู้บ้านเมืองได้...การปล่อยขุนแผนออกจากคุกก็เป็นเรื่องที่เป็นคุณ เกิดแล้วเกิดเล่า ตามธรรมดาโลก ไม่ใช่เรื่องผิดปกติวิสัยซักเท่าไหร่เลย!!กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ "ชักธงรบ" เพิ่มเติม