ด้วยความเป็นภาพยนตร์ที่เข้าฉายโรงในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้ง “ออปเพนไฮเมอร์” (Oppenheimer) ชีวประวัติเกี่ยวกับ เจ.โรเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์ ที่ได้รับการยกย่องเป็น “บิดาแห่งระเบิดปรมาณู” ผลงานกำกับของ คริสโตเฟอร์ โนแลน และ “บาร์บี้” (Barbie) ไลฟ์-แอ็กชัน เรื่องของตุ๊กตาพลาสติก ที่ได้ เกรตา เกอร์วิก มากำกับ ก็เลยทำให้เกิดการผนวกรวมชื่อของหนังดัง 2 เรื่องนี้ว่า “บาร์เบนไฮเมอร์” (Bar benheimer) และเมื่อมองที่รายได้ตอนนี้ทั้ง “ออปเพนไฮเมอร์” และ “บาร์บี้” ต่างทำรายได้ ที่ยิ่งใหญ่เกินคาด โดยเฉพาะ “บาร์บี้” เดินหน้าทำเงินถล่มทลายนอกจาก “บาร์บี้” และ “ออปเพนไฮเมอร์” จะเป็นงานความบันเทิงที่เติมพลังให้กับช่วงสุดสัปดาห์ที่หนังเข้าฉายครั้งใหญ่ที่สุดในบ็อกซ์ออฟฟิศ นับตั้งแต่เกิดโรคระบาด ทั้งคู่ยังมีประเด็นข่าวใหญ่พอกัน “บาร์บี้” ถูกห้ามฉายในเวียดนาม เนื่องจากมีฉากหนึ่งในเรื่องขณะที่ “บาร์บี้” (มาร์โก ร็อบบี) ยืนคุยกับ “บาร์บี้” อีกคนหนึ่ง (เคท แมคคินนอน) ก็ปรากฏภาพแผนที่เส้นประ 9 เส้นของจีนอยู่ด้านหลังของสาวมาร์โก เส้นประดังกล่าวคือการอ้างสิทธิ์เหนือทะเลจีนใต้และเป็นปมขัดแย้งระหว่างจีนกับหลายประเทศในทะเลจีนใต้ ขณะที่ “ออปเพนไฮเมอร์” ก็เผชิญกับความไม่พอใจจากผู้นับถือศาสนาฮินดูในอินเดีย เพราะดันมีฉากเสพสังวาสระหว่าง ออปเพนไฮเมอร์ (คิลเลียน เมอร์ฟี) กับสาวคนรัก จีน แทตล็อก (ฟลอเรนซ์ พิวจ์) ที่จู่ๆฝ่ายหญิงก็ไปหยิบหนังสือ “ภควัทคีตา” คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาฮินดู ที่อยู่ในมหากาพย์ “มหาภารตะ” มาให้ออปเพน ไฮเมอร์อ่านกับประโยคที่ตรัสโดยพระกฤษณะ ชายหนุ่มอ่านและแปลจากภาษาสันสกฤตว่า “Now I am become death, the destroyer of worlds” มีความหมายคือ “บัดนี้ เราคือความตาย เป็นผู้ทำลายล้างโลก”การปรากฏคัมภีร์ภควัทคีตาในฉากเซ็กซ์ ทำให้สมาชิกพรรคภารตียชนตา (บีเจพี) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลอินเดียควันออกหูหลายคน และประณามหนังเรื่องนี้ว่าเป็นการโจมตีโดยตรงต่อความเชื่อทางศาสนาของชาวฮินดูนับพันล้านคน ขอเรียกร้องให้โนแลนถอดฉากนี้ออกไป และหากผู้กำกับคนดังเลือกที่จะเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องนี้ ก็จะถือว่าเป็นการจงใจโจมตีอารยธรรมอินเดีย ขณะที่ชาวเน็ตจำนวนมากใช้สื่อสังคมออนไลน์ประณามคณะกรรมการเซ็นเซอร์ของอินเดียและรัฐบาลที่อนุญาตให้เผยแพร่ฉากดังกล่าวในโรง ภาพยนตร์ของอินเดีย...งานนี้อาจเป็นหนังยาวอีก!ภัค เศารยะคลิกอ่านคอลัมน์ "หน้าต่างโลก" เพิ่มเติม