14 พฤษภาคม 2566 วันกำหนดชะตาประเทศไทยนับตั้งแต่เวลา 08.00 น. เปิดหีบบัตรเลือกตั้ง จนถึงเวลา 17.00 น. ปิดหีบเลือกตั้ง 9 ชั่วโมงเต็มที่พี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 52 ล้านคน จะได้เข้าคูหากาบัตร เพื่ออนาคตตัวเองและบ้านเมือง ณ วันที่การเมืองกับคนไทย ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปประเมินจากปรากฏการณ์เลือกตั้งล่วงหน้าที่ประชาชนแห่ออกมาใช้สิทธิกันอย่างคึกคักหนาตา ตัวเลขทะลุกว่าร้อยละ 91 จากที่ลงทะเบียนไว้กว่า 2 ล้านคนไม่สนอากาศร้อนตับแลบ อุณหภูมิระอุเดือดจนเป็นลมเป็นแล้งไปตามๆกัน นั่นก็คงไม่ต้องพูดถึงอุปสรรคฟ้าฝนที่กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์จะมีพายุฤดูร้อน ช่วงวันเลือกตั้งในบางพื้นที่ ก็คงไม่กระทบการออกมาใช้สิทธิของประชาชนกระแสคนตื่นตัวกับการเลือกตั้งร้อนแรงกว่าสภาพอากาศจะขัดขวางโดยเฉพาะกลุ่มคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่แสดงพลังให้เห็นความต้องการความเปลี่ยนแปลงอย่างที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งเป้าไว้สูงลิบ คาดการณ์เลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม จะมี ผู้ออกมาใช้สิทธิเกิน 80 เปอร์เซ็นต์เป็นตัวเลขที่ไม่ห่างไกลจากความจริง อ้างอิงตามกระแสและก่อนอื่นใด เพื่อให้ 1 สิทธิ 1 เสียงของประชาชนคนไทยมีผลตามเจตจำนงก็ต้องเน้นการลงคะแนนในบัตรเลือกตั้งอย่างถูกต้องตามกฎกติกาก่อนเข้าคูหาต้องศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง กำหนดให้ใช้บัตรลงคะแนน 2 ใบ ใบหนึ่งสีม่วงเป็นการเลือก ส.ส.ระบบเขตเลือกตั้ง จำนวน 400 เขต อีกใบสีเขียวเป็นการเลือก ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ จำนวน 100 คนรวม ส.ส.ทั้ง 2 ระบบ ทั้งหมด 500 คนบัตรสีม่วงจะมีแค่ตัวเลขให้กา ต้องจำเบอร์ผู้สมัครในเขตของตัวเองให้ดี ส่วนบัตรสีเขียวจะมีชื่อพรรคและสัญลักษณ์พร้อมเบอร์ประจำพรรคให้พิจารณา เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบหลักฐานสำคัญคือบัตรประชาชนหรือบัตรประจำตัวที่ทางราชการออกให้ เพื่อแสดงตัวใช้สิทธิระวังอย่าทำให้บัตรเลือกตั้งเสียฟรีๆ แต่ที่ต้องเน้นเป็นพิเศษมากกว่าก็คืออย่าทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ตามมาตรการเข้มๆอย่างที่ พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ประจำ สนง. ผบ.ตร. ในฐานะโฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติประชาสัมพันธ์ให้ทราบล่วงหน้า ว่าด้วยข้อห้ามกระทำ โดยเฉพาะเมื่อเข้าไปในหน่วยเลือกตั้งและคูหาเลือกตั้ง ทั้งนี้นับตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 13 พฤษภาคม จนถึงเวลา 17.00 น. ของวันที่ 14 พฤษภาคมต้องงดการแสดงสัญลักษณ์ที่เข้าข่ายเป็นการโฆษณาหาเสียงทั้งการสวมเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย กระเป๋า หมวก ที่มีโลโก้ หมายเลข สัญลักษณ์ของพรรคการเมืองและผู้สมัคร ส.ส.ทุกพรรค เข้าไปในคูหาเลือกตั้ง เพราะอาจถือเป็นการโฆษณาหาเสียง เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนและปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับยังไม่นับเรื่องของการฉีกทำลายบัตรเลือกตั้ง การขนคนมาลงคะแนน หรือแม้แต่การถ่ายภาพ เซลฟี่โชว์ในเขตพื้นที่หน่วยเลือกตั้ง คูหาลงคะแนน ก็ห้ามทำเด็ดขาดพลาดท่าโดนดำเนินคดี จะเสียค่าประชาธิปไตยโดยใช่เหตุแต่ประเมินจากการเลือกตั้งล่วงหน้าที่พบคนทำผิดกฎหมายเลือกตั้งน้อยมาก คิดเป็นเปอร์เซ็นต์แทบไม่มี แสดงว่าประชาชนส่วนใหญ่ศึกษากฎกติกาเป็นอย่างดีในส่วนของ “ผู้เล่นในสนาม” ทั้งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรค แกนนำ ผู้สมัคร ส.ส.แต่ละป้อมค่าย ก็ถือว่าจบสิ้นภารกิจตะลอนหาเสียงแบบมาราธอนกว่า 2 เดือนได้เวลาพักหายใจหายคอ รอลุ้นผลการชิงชัยอยู่ในที่ตั้งส่วนใหญ่จะนัดรวมตัวเปิดศูนย์บัญชาการของพรรคหรือไม่ก็เซฟเฮาส์ นั่งเฝ้าหน้าจอดูการนับคะแนน วางแผนจับขั้วรัฐบาล ตามแนวโน้มสถานการณ์ตัวเลขที่ออกมาต่อสาย ดีล เจรจา รวมสมการ เสียงกันล่วงหน้า ตามฟอร์มนักการเมืองอาชีพแบบไทยๆ “ลิ้นไม่มีกระดูก” ไอ้ที่ด่ากันปาวๆบนเวทีเลือกตั้ง กับสถานการณ์หลังเลือกตั้งมันคนละเรื่อง หนังคนละม้วนทุกอย่างว่ากันด้วยผลประโยชน์ในเกมอำนาจล้วนๆจากศึกชิงคะแนนเสียงในสนามเลือกตั้ง เปลี่ยนเป็นยุทธการชิงจับขั้วรัฐบาล โจทย์สถานการณ์ป้อมค่ายการเมืองเปลี่ยนหลังปิดหีบ นับคะแนนแต่ทั้งหมดทั้งปวง ภารกิจหนักอึ้งจะตกอยู่บนบ่าของ “กรรมการผู้คุมเกม”“6 เสือ” คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อันประกอบไปด้วย นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. นายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ นายฉัตรชัย จันทร์พรายศรี นายปกรณ์ มหรรณพ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กรรมการ กกต.โดยมีนายแสวง บุญมี นั่งแท่นเป็นเลขาธิการ กกต.ชื่อจะคุ้นๆแค่นายอิทธิพร ในฐานะจ่าฝูง 6 เสือ กกต.ที่ยังขาดอีก 1 คน รอกระบวนการสรรหาให้ครบ 7 เสือ ส่วนอีกคนที่เห็นหน้าเห็นตาบ่อยหน่อยก็คือนายแสวงในฐานะแม่บ้านใหญ่ กกต.เพราะต้องรับบท “หนังหน้าไฟ” เคลียร์เรื่องร้อนๆ ถี่ยิบกกต.ส่วนใหญ่ไม่ค่อยคุ้นชื่อ แต่ไม่ใช่ “พวกมือใหม่หัดขับ” แต่อย่างใด เพราะ 6 เสือชุดนี้ เคยผ่านประสบการณ์จัดเลือกตั้งใหญ่มาแล้วในปี 2562กับผลงานลือเลื่อง ไม่ว่าจะเป็น “บัตรเขย่ง” จำนวนคนใช้สิทธิน้อยกว่าคะแนน บัตรเลือกตั้งล่วงหน้าจากประเทศนิวซีแลนด์ที่ขนมาไม่ทันการนับคะแนน ต้องเป็นโมฆะ ฯลฯโดยเฉพาะการวินิจฉัยเรื่องใบแดงของนายสุรพล เกียรติไชยกร อดีตผู้สมัคร ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ผิดพลาด ถึงขั้นถูกฟ้องร้อง และศาลฎีกาตัดสินให้ กกต.ชดใช้ค่าเสียหายหลายเรื่องที่ กกต.ชุดปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นการทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน ตอกย้ำเสียงวิจารณ์ความเป็นมืออาชีพ ที่มาจากการแต่งตั้งโดยอำนาจพิเศษ คสช.และนั่นก็ยังต่อเนื่องมาถึงการเลือกตั้งใหญ่ครั้งนี้ ตามสถานการณ์ที่ กกต.ยังส่อให้เห็นความผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่ “กรรมการคุมเกม” ที่มีเดิมพันสูงต่อทิศทางอนาคตของประเทศไทยประเดิมกันตั้งแต่การแห่ไปดูงานต่างประเทศ ทั้งๆที่กำลังอยู่ในโหมดเลือกตั้งใหญ่เรียกเสียงโห่ฮาจากพรรคการเมือง สังคมรุมด่ากระเจิงเรื่องไม่ควรทำดันทำ แต่เรื่องที่ควรทำดันทำไม่เป็นเรื่อง ตามปรากฏการณ์ความผิดพลาดที่เห็นได้จากการเลือกตั้งล่วงหน้าที่เต็มไปด้วยสารพัดปัญหาไล่ตั้งแต่การสลับชื่อกับรูปผู้สมัคร ส.ส.ผิดพรรค ในเอกสารที่ส่งให้หน่วยเลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักร ระบบการลงทะเบียนล่วงหน้าทางออนไลน์ล่ม กรรมการ ประจำหน่วยเลือกตั้งกรอกข้อมูลและตัวเลขหน้าซองใส่บัตรเลือกตั้ง ผิดเขต การไม่ติดรูปภาพและข้อมูลของผู้สมัครบางพรรคหน้าหน่วยเลือกตั้ง ไปยันกระทั่งการทำ เอาหูไปนา เอาตาไปไร่ กับความผิดปกติที่มีการแฉข้อมูล คลิปวิดีโอ บัญชีรายชื่อ พร้อมกับการขนประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ามากจนผิดปกติ อย่างเหตุเกิดที่จังหวัดอำนาจเจริญชาวบ้านลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า แต่ไปถึงหน้าหน่วยกลับไม่พบชื่อตัวเองความผิดพลาดนับไม่ถ้วน จนโซเชียลฯพากันติดแฮชแท็ก#กกต.มีไว้ทำไมที่แน่ๆโดยสถานการณ์ปัญหาที่ประชาชนเห็นกันตำตาแบบที่ปฏิเสธไม่ออก ทำให้นายแสวงต้องออกหน้า ยอมรับความผิดพลาด พร้อมยืนยันนำไปแก้ไขเพื่อไม่ผิดพลาดซ้ำในวันเลือกตั้งใหญ่ 14 พฤษภาคมสรุป กกต.เริ่มต้นด้วยการสร้างอารมณ์ “หวาดระแวง” ในมาตรฐานการปฏิบัติหน้าที่เอาเป็นว่า หลังเลือกตั้งต้องมีเรื่องร้องเรียนเป็นร้อยเป็นพันสำนวนแน่ และถ้า กกต.ออกลูกเป๋ ก็จะเข้าเหลี่ยมของฝ่ายแพ้และผู้เสียผลประโยชน์ใช้เป็นข้ออ้างในการป่วนกระดานผลเลือกตั้งและนั่นก็จะโยงไปถึงเงื่อนไขการรับรองผลเลือกตั้ง ที่ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ กกต.ประกาศ ส.ส.ครบอย่างน้อยร้อยละ 95 ถึงจะเปิดสภา ดำเนินการตามขั้นตอนตั้งรัฐบาล เลือกนายกรัฐมนตรีต่อไปได้ ในจังหวะที่ขั้วขัดแย้ง เกมยื้อแย่งจัดรัฐบาลส่อฟัดกันหนักถ้า “กรรมการคุมเกม” หลักการไม่แน่น ไม่สามารถดึงความเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ยุติธรรมกลับมา ก็จะทำให้การเลือกตั้งใหญ่ เดิมพันอนาคตประเทศไทยต้องปั่นป่วนวุ่นวายนี่จึงเป็นโจทย์สถานการณ์ท้าทาย บทพิสูจน์ กกต.จะกู้ศรัทธาคืนได้หรือไม่.“ทีมการเมือง”