กกต. เปิดเผยนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆมีทั้งประชานิยม และ สวัสดิการแห่งรัฐ ค่อนข้างจะอลังการทุกพรรค เมื่อเทียบกับงบประมาณรายจ่ายปี 2567 กลายเป็นหอกข้างแคร่ของพรรคการเมืองที่จะเป็นรัฐบาลในอนาคต เมื่อจำนวนงบประมาณที่เหลือจากรายจ่ายประจำแล้วจะมีปริมาณจำกัดมาดูกันเป็นน้ำจิ้ม รวมไทยสร้างชาติ ของนายกฯลุงตู่ โครงการลดต้นทุนเกษตรกร วงเงิน 6,000 ล้าน โครงการเพิ่มเงินสมทบภาครัฐในระบบประกันสังคม 29,000 ล้าน โครงการ 1 อำเภอ 100 ทุนการศึกษา 1,000 ล้าน กองทุนฉุกเฉินประชาชน 30,000 ล้าน บัตรสวัสดิการพลัส 71,000 ล้าน คนละครึ่งภาคสอง 40,000 ล้าน เที่ยวด้วยกัน 18,000 ล้าน เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 40,000 ล้าน เลี้ยงดูเด็กแรกเกิด 4,000 ล้าน กองทุนแม่เลี้ยงเดี่ยว 1,000 ล้าน ค่าตอบแทน อปพร. 10,000 ล้านพลังประชารัฐ ของลุงป้อม รวมทั้งหมด บัตรประชารัฐ ประกันชีวิตประชารัฐ 128,392 ล้าน บุตรธิดาประชารัฐ 174,216 ล้าน เบี้ยผู้สูงอายุ 495,658 ล้าน สุขภาพครบวงจร 5,000 ล้าน การบริหารจัดการน้ำ 10,000 ล้าน บริหารจัดการที่ดิน 3,000 ล้าน กองทุนประชารัฐ 100,000 ล้าน น้ำมันประชาชน ก๊าซประชาชน 24,000 ล้าน งดเก็บภาษีเข้ากองทุนพลังงาน เรียนฟรีถึงปริญญาตรี 52,000 ล้าน แก้ปัญหาฝุ่นละออง 2,000 ล้าน ปัญหายาเสพติด 2,000 ล้าน ยกเว้นภาษีผู้มีรายได้น้อยสูงสุด 200,000 บาท พัฒนารถไฟรางคู่ ทางหลวงพิเศษเพื่อไทย เสนอนโยบาย 15 ด้าน รวม 70 นโยบาย ตามกรอบวงเงินงบประมาณ ตลอดระยะเวลา 4 ปี รวมแล้วเป็นเงินประมาณ 3 ล้านล้านบาท เฉพาะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล 560,000 ล้าน ชี้แจงที่มาของเงินรายได้จากภาษีที่ได้มาจากผลคูณต่อเศรษฐกิจจากนโยบาย 1 แสนล้าน การบริหารจัดการงบอีก 1.3 แสนล้าน จากงบสวัสดิการซ้ำซ้อน 9 หมื่นล้าน และจากงบประมาณรายจ่ายอีก 2.6 แสนล้านเอาแค่ 3 พรรคก็หืดขึ้นคอ มีบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการเงิน นำนโยบายของพรรคการเมืองมาวิเคราะห์ โดยเฉพาะนโยบายหลักๆ เช่น การใช้เงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 700-1,000 บาท โครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท การลดภาระค่าใช้จ่ายและการขึ้นค่าแรง เป็นต้นมีแหล่งเงินที่จะนำมาใช้จ่าย 2 ทางคือ งบประมาณ และเงินกู้ ดังนั้นงบประมาณปี 2567 ประมาณ 3.35 ล้านล้านบาท แยกเป็นเงินสำรองฉุกเฉินร้อยละ 15 หรือ 9.3 หมื่นล้าน เงินกู้ที่จะชนเพดานหนี้สาธารณะไม่เกินร้อยละ 70 สามารถกู้ได้อีกประมาณ 1.56 ล้านล้านบาท ตอนนี้เพดานการกู้เงินอยู่ที่ร้อยละ 61.13 แล้ว การที่จะกู้เงินมาเพื่อใช้จ่ายตามนโยบายของพรรค การเมือง ก็ไม่ควรจะถึง 1.56 ล้านล้านด้วยซ้ำ เพราะหมายถึงผลกระทบความเชื่อมั่นการเงินการคลังของประเทศ ในความเป็นจริงที่ต้องเป็นรัฐบาลผสมก็ยิ่งบริหารจัดการยากมากขึ้นนโยบายพรรคการเมืองที่สัญญาว่าจะให้กับความเป็นจริงของระบบงบประมาณรายจ่ายของประเทศไม่มีความสอดคล้องกันโดยสิ้นเชิง ถ้าไม่ได้คิดนโยบายอยู่บนรากฐานของความเป็นจริง มีแต่ลดแลกแจกแถมเปะปะ.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th