โหมโรงการเมืองส่งท้ายปี ภูมิใจไทย เปิดตัว ส.ส.งูเห่ากันให้เห็นชัดๆไม่ต้องหลบๆซ่อนๆอีกต่อไป ตั้งเป้าจะได้ ส.ส.ไม่ต่ำกว่า 125 คน เพื่อเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลและชู อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคเป็นนายกฯ คุยว่าจะมี ส.ส.จากพรรคอื่นลาออกมาอยู่กับ ภูมิใจไทย อีกกระทอกในปลายเดือนนี้ ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นการตลาดชั้นดี ทำให้ชาวบ้านมองเห็นศักยภาพของ ภูมิใจไทย ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาลไม่ใช่พรรคร่วมรัฐบาลอีกต่อไปส่วนจะไปสู้กับ เพื่อไทย ที่เป็นแชมป์เลือกตั้งได้หรือไม่ ต้องไปรอดูกันในสนามเลือกตั้ง โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคอีสาน ที่เป็นพื้นที่ของเพื่อไทย จะเจาะได้หรือไม่ เพราะเท่าที่เช็กกระแสดูแล้ว แม้จะได้ อดีต ส.ส.งูเห่าจากเพื่อไทย มาร่วมทัพด้วย ก็ไม่ใช่ว่าจะมีโอกาสได้รับการเลือกตั้งจาก ประชาชน เสมอไปยิ่งเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อด้วยแล้วไม่มีความหมายต่อการตัดสินใจของชาวบ้านเลย ต้องอย่าลืมว่า ส.ส.ที่สังกัดพรรคเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ และ พรรคก้าวไกล จะมีลักษณะพิเศษ คือ ได้คะแนนนิยมพรรค และไอดอลของพรรค เป็นตัวช่วย ที่ได้เป็น ส.ส.ก็เพราะคะแนนพรรคอย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่ง คะแนนนิยมส่วนตัวอีกครึ่งออกไปอยู่พรรคอื่นสอบตกเป็นส่วนใหญ่ขนาดบ้านใหญ่ยังไม่รอด ดังนั้น การดูด ส.ส.ไปเป็นจำนวนมาก จะได้ ส.ส.หลังการเลือกตั้งจริงๆกี่คน หรือ พรรคพลังประชารัฐ ที่ถูกดูด ส.ส.ไปมากที่สุด ถึงขนาด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคออกปากว่า ดูดไปให้หมดจะได้ปิดพรรคให้สิ้นเรื่องสิ้นราว น่าจะถึงที่สุดแล้วการดูด ส.ส.จากพรรคอื่นก็เหมือนดาบสองคม เป็นอริกับพรรคที่ไปดูด ส.ส.มา และบางทีก็เสียเงินมากมายได้พระปลอมเข้าพรรค ส.ส.พลังประชารัฐหลายคน ก็น่าจะรู้แก่ใจว่าที่ได้เป็น ส.ส.ในครั้งที่แล้วเป็นเพราะอะไรอีกด่านที่ลืมไม่ได้ ต้องยืมคำพูด ไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่ชู พล.อ.ประวิตร เป็นนายกฯหลังการเลือกตั้ง คือ เป็นนายกฯได้ 4 ปี สามารถรวบรวม ส.ส.และ ส.ว.ในสภาได้เกินกว่า 375 เสียง (อย่างน้อย ส.ว.กว่าครึ่งก็เชียร์ พล.อ.ประวิตร) และมีเสียง ส.ส.ในสภาสนับสนุนมากกว่า 250 เสียง ครบตามหลักสูตรซึ่งถ้าถือตามสูตรนี้ คนที่จะมีสิทธิเป็นนายกฯอีกคนก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขาดไปข้อเดียว เป็นนายกฯได้แค่อีก 2 ปี ส่วนแคนดิเดตนายกฯคนอื่นๆ อาจรวมเสียงข้างมากได้ ครบ 250 เสียง เป็นนายกฯ ได้ 4 ปีแต่ไม่มีเสียง ส.ว.สนับสนุน นอกเสียจากว่าได้ ส.ส.มาแบบแลนด์สไลด์ มากกว่า 250 เสียง ไปหาเสียงพรรคร่วมกับ ส.ว.มาให้ได้อีก 125 เสียงก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกเมื่อเงื่อนไขเป็นแบบนี้ พลังประชารัฐกับรวมไทยสร้างชาติต้องมาแข่งกันเอง ด่านแรกต้องให้ได้ ส.ส.เข้ามาเกิน 25 คนเพื่อเสนอชื่อนายกฯ ขั้นตอนต่อไปต้องรวบรวมเสียง ส.ส.ข้างมากให้ได้กว่า 250 คน แล้วไปลุ้นเสียงจาก ส.ว.ให้ครบ 375 คน สร้างความเดือดร้อนให้กับพรรคขนาดกลางขนาดเล็ก จะควบไม่ควบดี ควบก็มีปัญหา ไม่ควบก็มีปัญหา เขียนรัฐธรรมนูญมาแบบนี้ ฆ่ากันชัดๆ.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th