ส.ส.ฝ่ายค้านบ่นกันมาก สำหรับความได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้ง ที่จะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ พรรคเพื่อไทย ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะครองพื้นที่เลือกตั้งมากที่สุด เอาแค่ป้ายแนะนำผู้สมัคร หรือนโยบายพรรคอย่างเดียว ก็ต้องใช้มากกว่าพรรคอื่น นอกจากนี้ ตามกฎเหล็กของ กกต.ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นับเวลาก่อนครบวาระการดำรงตำแหน่ง ส.ส.ล่วงหน้า 180 วัน ในช่วงนี้ไปแจกเงินแจกของ ไปใส่ซองช่วยชาวบ้านก็ต้อง ระวัง เพราะจะเข้าข่ายให้ผลประโยชน์ในการจูงใจให้ไปลงคะแนน เลือกตั้ง และทุกบาททุกสตางค์จะถูกนำไปคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัครแต่ละคน เสี่ยงที่จะผิดกฎหมายเลือกตั้งทั้งขึ้นทั้งล่องส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ที่มีสมาชิกพรรค ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้เปรียบเต็มประตู นอกจากจะได้ ข้าราชการไปต้อนรับให้กำลังใจ ช่วยเกณฑ์ชาวบ้านในพื้นที่ไปร่วมต้อนรับ ใช้งบประมาณหลวง สถานที่ หลวง น้ำไฟหลวง ยังมีข้อยกเว้นเพราะเป็นการลงพื้นที่พบปะกับประชาชนในฐานะรัฐมนตรี ถือว่าได้เปรียบหลายเด้งเข้าใจว่า คงมีสัญญาณจาก ศาลรัฐธรรมนูญ มาบ้างแล้วว่า กฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง ส.ส. คงจะผ่านด่าน ศาลรัฐธรรมนูญไปได้ เลยลงพื้นที่เปิดตัวผู้สมัครกันใหญ่ ขายนโยบายกัน ชนิดไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น เข้าสู่การชิงอำนาจทางการเมืองกันไม่ลืมหู ลืมตา เพราะรู้ว่าการเป็นนักการเมืองอย่างเดียวไม่พอ ช่วยอะไรไม่ได้ ต้องเป็นรัฐบาลด้วยที่ฝ่ายรัฐบาลได้เปรียบอีกอย่างคือ หน่วยงานองค์กรอิสระที่ให้คุณ ให้โทษในการเลือกตั้ง ในเมื่อรัฐบาล ส.ส.-ส.ว. เป็นคนแต่งตั้ง และ อนุมัติงบประมาณให้กับบุคลากรในองค์กรอิสระ และเกี่ยวข้องกับการ เลือกตั้ง ย่อมมีนัยสำคัญ บุญคุณต้องทดแทนแค้นต้องชำระผลกระทบกับพรรคเล็ก พรรคขนาดกลาง พรรคที่เกิดใหม่ และพรรคที่ไม่มี ส.ส.เขตเลย คงหนักหนาสาหัสพอสมควร เมื่อขั้วหนึ่งถืออำนาจรัฐ อีกขั้วหนึ่งได้อำนาจนิยมจากชาวบ้าน ถ้าจะใช้ชีวิตให้รอดในสนามการเมืองที่โหดร้ายนี้ มีอยู่ 2 วิธีคือ ไปรวมกับ พรรคใหญ่ เพื่อไทย พลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย แล้วแต่ จะแทงว่า ไพ่จะออกหน้าไหน ถ้าแทงถูกก็ได้เป็นรัฐบาล ถ้าแทงผิด ก็เป็นฝ่ายค้านไป หรือไปรวมกันเองให้เป็นพรรคใหญ่ขึ้นแต่ถ้าดูจากการเลือกตั้งซ่อม และเลือกตั้งท้องถิ่น ล่าสุดการเลือกตั้ง นายกฯ อบจ.ร้อยเอ็ด เศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ชนะที่ 287,182 คะแนน จากผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 548,199 คน หรือร้อยละ 55.26 ส่วนอันดับสอง จุรีพร สินธุไพร อดีตสมาชิกพลังประชารัฐ ได้ 119,596 คะแนน อันดับสาม รัชนี พลซื่อ ที่มีกระแสว่าภูมิใจไทยส่งเข้าประกวดได้ 111,060 คะแนน เห็นกันชัดๆว่า ของเขาแรงแค่ไหนถึงเวลาที่พรรคเล็กและพรรคใหม่ต้องหันหน้าเข้าหากัน วางยุทธศาสตร์การเลือกตั้งกันใหม่ ถ้าไม่ไปอยู่กับขั้วอำนาจรัฐ หรือขั้วประชานิยม ก็ต้องไปรวมกันเป็นขั้วตาอยู่ ถึงจะเอาตัวรอดจากพายุกระแสและกระสุนไปได้ ส่วนใครจะรวมกันเป็นขั้วตาอยู่ได้มากกว่ากันระหว่าง กปปส.กับฝ่ายประชาธิปไตย ก็เป็นอีกเรื่อง.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th