แม้ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีประชากรบริโภคข้าวเป็นอาหารหลักก็ตาม แต่ในสถานการณ์การระบาดของเชื้อโควิดในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้สหกรณ์การเกษตรที่มีภารกิจในการรวบรวมข้าวของสมาชิกเพื่อนำมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคต่างได้รับผลกระทบไม่ใช่น้อยสหกรณ์การเกษตรพิมาย จ.นครราชสีมา ที่มีสมาชิก 11,000 คน ผลิตข้าวหอมมะลิได้ปีละ 20,000 ตัน แต่พอมาเจอโควิดยอดขายลดลง ข้าวขายไม่ออก มีปัญหาเรื่องการระบายข้าว เพราะความต้องการบริโภคลดลง เลยต้องดิ้นสู้หาทางออกด้วยการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมา เพื่อหารายได้เข้าสหกรณ์ ด้วยการผลิต...ชาเขียวข้าวหอมมะลิทุ่งสัมฤทธิ์ “ผลจากการระบาดของโควิดในช่วงที่ผ่านมา มาตรการล็อกดาวน์ ร้านอาหาร โรงแรม โรงเรียน ที่เคยเป็นลูกค้าหลักของสหกรณ์เราถูกสั่งปิด เราเลยขายข้าวไม่ได้ ทางกรรมการสหกรณ์เลยต้องหาวิธีที่จะเอาข้าวเปลือกที่เรามีอยู่ในสหกรณ์มาแปรรูปผลิตสินค้าอย่างอื่นที่แปลกใหม่ เลยมาลงตัวที่ชาเขียวข้าวหอมมะลิ เพราะเป็นสินค้าแปรรูปที่มีน้ำหนักเบา ไม่เหมือนข้าวสาร สามารถส่งจำหน่ายทางไปรษณีย์ได้สะดวก ที่สำคัญเราสามารถที่จะส่งไปขายต่างประเทศได้เอง ไม่เหมือนขายเป็นข้าวสารที่สหกรณ์ยังไม่สามารถส่งออกเองได้” ปาณชญา บวชสันเทียะ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด บอกถึงที่มาของชาเขียวหอมมะลิทุ่งสัมฤทธิ์ที่มีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาร่วมศึกษาวิจัยพบว่า ชาเขียวจากต้นอ่อนข้าวหอมมะลิมี วิตามินซี ช่วยสร้างภูมิต้านทานแก่ร่างกาย ช่วยเสริมสร้างผิวหนัง ฟัน และหลอดเลือด มี วิตามินอี จำเป็นต่อการเจริญและพัฒนาของเซลล์ประสาทป้องกันการแตกสลายของเยื่อหุ้มเซลล์ มี คลอโรฟีลล์ ช่วยปลดปล่อยธาตุที่มีประโยชน์ต่อกระบวนการเมตาบอลิซึมในร่างกาย ช่วยกระตุ้นการเจริญและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง มี เบตากลูแคน ช่วยลดคอเลสเทอรอล ช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือด และลดความดันโลหิต และมี ธาตุเหล็กส่วนกระบวนการผลิตนั้น ทางสหกรณ์การเกษตรพิมายใช้วิธีเพาะในถาดเพาะกล้า ด้วยการนำเมล็ดข้าวเปลือกหอมมะลิที่ปลูกแบบอินทรีย์มาแช่ในน้ำสะอาด 1 คืน แล้วนำขึ้นมาตากแห้ง 1 คืน จากนั้นใส่ขี้เถ้าแกลบลงบนถาดเพาะข้าว นำเมล็ดพันธุ์โรยลง บนถาด กลบด้วยขี้เถ้าเล็กน้อย รดน้ำให้ชุ่ม แล้วบ่มไว้ 2 คืน นำถาดข้าวที่บ่มไว้ลงแปลง เมื่อต้นกล้าได้อายุ 14 วัน จะทำการตัดใบให้สูงจากโคนต้นขึ้นมา 2 นิ้ว จากนั้นนำไปแพ็ก เก็บในห้องเย็นเพื่อรักษาอุณหภูมิก่อนที่จะนำไปแปรรูปชา ด้วยการนำใบข้าวมาล้างทำความสะอาดแล้วสับให้ละเอียด จากนั้นนำไปเข้าเครื่องนึ่งชา เสร็จแล้วนำเข้าเครื่องอบลมร้อน เพื่อลดความชื้นในใบชาข้าว หลังจากการอบแห้ง จะคัดชาเพื่อนำบรรจุใส่ซองรอออกจำหน่ายการเพาะต้นกล้า 500 ถาด ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวเปลือกหอมมะลิอินทรีย์ 150 กก. จะได้ใบข้าวต้นอ่อนไปทำชา 60 กก. แต่เมื่อแปรรูปเสร็จแล้วจะได้ ชาเขียวข้าวหอมมะลิทุ่งสัมฤทธิ์ 12 กก.โดยทางสหกรณ์การเกษตรพิมายจัดจำหน่ายในราคากล่องละ 120 บาท (12 ซอง) สนใจอุดหนุนสินค้าของสหกรณ์ไทย สอบถามได้ที่ 09-4451-6698 หรือที่ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย 0-2561-4590 ต่อ 114, 408 หรือ www.co-opclick.com ชาติชาย ศิริพัฒน์