การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้กลายเป็นวิกฤติในชีวิตที่ทุกคนกำลังเผชิญ ในความเป็นความตายที่เราเผชิญอยู่นี้ ทำให้เราได้แง่คิดในการดำเนินชีวิตอย่างมีความรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคม ยกการ์ดตั้งสูงป้องกันตัวเอง รับวัคซีนทางกายและสร้างวัคซีนทางใจเยียวยาให้ตัวเราและสังคมรอดอย่างปลอดภัย หลายคนมีมุมมองในการตั้งการ์ดรับมือและเยียวยาตัวเองได้อย่างน่าสนใจ และทำให้เรานำมาเป็นแบบอย่างสร้างพฤติกรรมหมู่เพื่อให้เราหลุดจากคำพูดที่ว่า “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร!!” มีคนติดโควิดวันละเกือบหมื่นและแตะหมื่นในบางวัน ตายวันละเกือบร้อยและเกินร้อยในบางวันอีกเช่นกัน หนึ่งในต้นแบบการรับมือวิกฤติอย่างมืออาชีพ ที่ทำงานทั้งภาคธุรกิจและสังคม “มาดามแป้ง-นวลพรรณ ล่ำซำ” มาดามร่างเล็ก สวย แกร่ง ได้ใจทุกคนในการลุยงานแบบถึงลูกถึงคน ทั้งในเรื่องของธุรกิจและภาคสังคม “มาดามแป้ง” บอกว่า ในฐานะประชาชนคนไทยและซีอีโอคนหนึ่ง การตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมสำคัญที่สุด ต้องดูแลตัวเองให้ปลอดภัยที่สุด เพราะแป้งอยู่ใกล้ชิดกับคุณพ่อคุณแม่ซึ่งอายุมากแล้ว หรือแม้แต่กับคนใกล้ตัว ทีมของแป้งก็ต้องเซฟเขาด้วย เพราะเขาก็มีครอบครัว ตอนนี้เราเลยทำงานที่บ้าน หรือ WFH 75% แม้ว่าจะเป็นธุรกิจที่ได้รับการยกเว้นให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ในช่วงยกระดับความเข้มข้นของมาตรการ เพื่อลดความแออัดและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง ก็หวังว่าเราจะรอดปลอดภัยจากโควิดทุกระลอก นวลพรรณ ล่ำซำในส่วนของการเยียวยาจิตใจตัวเองนั้น มาดามแป้ง บอกว่า แป้งเป็นคนอ่านข่าวมากอยู่แล้ว ยอมรับว่าข่าวที่มากมายขนาดนี้ทำให้รู้สึกวิตกกังวล ยิ่งมาทำมูลนิธิมาดามแป้ง ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน แป้งจะเห็นข้อความคนติดต่อทั้งไอจีและเพจเข้ามาขอความช่วยเหลือจนหดหู่ใจ เพราะไม่สามารถช่วยทุกคนได้ทั้งหมด บอกตัวเองให้ปล่อยวางได้บ้าง และมั่นใจว่าทำได้ดีที่สุดกับเรื่องนั้น ซึ่งวิกฤติครั้งนี้ บอกได้เลยคำเดียวว่า ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน การตั้งรับกับความไม่แน่นอนคือสิ่งสำคัญ เราต้องตั้งตนอยู่บนความไม่ประมาท เมื่ออะไรเกิดขึ้นก็มีสติเท่าทันด้วยการเตรียมพร้อมมาแล้วทั้งกายและใจ อีกหนึ่งนักธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ “คุณหนึ่ง-สุริยน ศรีอรทัยกุล” ผู้บริหารบิวตี้ เจมส์ เครื่องประดับอัญมณีหรูโดยช่างฝีมือไทย บอกถึงการจัดการกับธุรกิจและตัวเองว่า ตนยกการ์ดสูงอย่างเต็มที่มาตลอดเวลาอยู่แล้ว หน้ากากอนามัยก็ใส่ 2 ชั้น หยิบจับอะไรก็จะเช็ดแอลกอฮอล์ตลอด เวลารับประทานข้าว ต้องรับประทานคนเดียว ไม่รับประทานรวมเด็ดขาด ตรงนี้สำคัญ เราต้องมีวินัยกับความประพฤติของตัวเองจริงๆ ในส่วนของธุรกิจก็เห็นใจเพื่อนนักธุรกิจด้วยกัน เพราะว่าเป็นโจทย์ที่ยากมาก อย่าเพิ่งสิ้นหวัง แล้วอย่าไปโทษตัวเอง เพราะว่าไม่มีประโยชน์ มันไม่ใช่ความผิดของเรา บางเจ้าไม่มีเม็ดเงินเข้ามามีแต่รายจ่าย ถ้าแนะนำคืออย่าไปอาย ให้ยุติไปก่อนก็ได้ แล้วพอเรื่องยุติเรามีมันสมองก็กลับมาตั้งต้นใหม่ มันไม่ใช่เรื่องที่ผิด หรือเรื่องอายกัน มันเป็นเรื่องที่สังคมต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันในตอนนี้ “สถานการณ์ตอนนี้มันกลายเป็นสงครามโรคไปแล้ว คนเป็นทุกข์แสนสาหัส โรคนี้เป็นโรค 5 วัน 10 วัน คือถ้าติดแล้วไม่รู้ว่าจะอยู่ 5 วัน 10 วันได้ไหม ทำให้เราเกิดความปลง แล้วปล่อยวาง แต่จะเป็นตัวเร่งทำให้เราต้องทำความดี ปฏิบัติชอบ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันเท่าที่เราทำได้ และทำให้เรากลับมามีสมาธิพร้อมที่จะสู้วันต่อไป เพราะวิกฤติมันไม่ได้อยู่กับเราตลอด เพียงแต่ว่าต้องก้าวข้ามมันไปให้ได้ วิกฤตินี้สอนให้เราเห็นถึงความประมาทของเรา สอนให้เราเดินสายกลาง ไม่มีอะไรดีและแย่ไปหมดทุกอย่าง แง่คิดที่ได้ชีวิตเราต้องไม่ประมาท ตอนนี้เราเหมือนตื่นมาเจอนรกตกบนดิน ดูข่าวมีคนตายต่อหน้าต่อตา พวกที่มีจิตใจอ่อนรับไม่ได้หรอก เราต้องฝึกสมาธิดีๆ แล้วถ้าเราช่วยได้ ถึงเวลาก็ต้องออกมาช่วย ตอนนี้ถึงเวลาพิสูจน์ความเป็นคนของเรา นอกจากนี้ ผมเห็นประเทศไทยทุกครั้งมีวิกฤติแล้วเรารวมตัวกัน แก้ปัญหาไปด้วยกัน แต่ครั้งนี้มันต่างออกไป มันเป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติ มันเป็นวิกฤติศรัทธา วิกฤติช่วงชิงอำนาจด้วย ทำให้ประชาชนสับสน” สุริยน ศรีอรทัยกุลคุณหนึ่ง-สุริยน ให้แง่คิดของตนเองที่ได้จากวิกฤตินี้ ส่วนคนนี้ได้ชื่อว่าเป็นนักเรียนดีเด่น นักเรียนแถวหน้า ในการปฏิบัติตัวอยู่ในกฎระเบียบ ทำตาม และทำเกินจากที่ภาครัฐและคุณหมอแนะนำ “คุณผึ้ง–สิริยส เทพหัสดิน ณ อยุธยา” ไดเรกเตอร์ คอมมูนิเคชันโลตัส อาร์ต เดอวีฟ เล่าถึงชีวิตวันนี้ว่า ยกการ์ดสูงมานานแล้ว ผึ้งดูแลตัวเองเต็มที่ ไปถึงขนาดเจาะเลือดดูว่าเราขาดวิตามินอะไร กินอะไรที่จะเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของตัวเอง หมอบอกต้องออกกำลังกายก็ทำ บอกต้องออกมาเจอแดด ก็ตื่นมาออกแดดเดินอยู่ที่บ้าน เวลาออกไปข้างนอกก็ไม่ห่วงสวยเลย ใส่หน้ากาก รวบผมใส่หมวก ใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว พกแอลกอฮอล์ตลอด แล้วทำตู้ฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวีซีขนาดใหญ่เอาไว้ฆ่าเชื้อโรคทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเข้ามาในบ้าน ผักผลไม้ โดนหมด ถึงบ้านก็รีบอาบน้ำ สระผม ที่ผึ้งเข้มงวดกับตัวเอง เพราะคิดเสมอว่าที่ทำไม่ใช่แค่เพื่อตัวเองอย่างเดียว ต้องคิดว่าเราทำเพื่อไม่นำเชื้อโรคไปเผยแพร่ให้คนอื่นด้วย เพราะถ้าเรายังทำตัวลั้ลลาแล้วไปหาคนอื่น เพราะคิดว่าตัวเองฉีดวัคซีนแล้ว ปลอดภัย มันคงไม่เป็นพาหนะ แต่มีเยอะมากที่เป็นแล้วไม่มีอาการ เลยอยากให้ทุกคนอยู่กับบ้านจริงๆ สิริยส เทพหัสดิน ณ อยุธยาคุณผึ้ง ยังกระตุกให้คิดอีกว่า ความรับผิดชอบของเราคือดูแลตัวเอง และดูแลสังคม เราต้องช่วยกัน อย่าเพิ่งไปพูดว่าใครผิด ใครถูก ใครดี ใครไม่ดี ณ ตอนนี้ ทุกคนต้องมีสติ แล้วทำอย่างไรให้ผ่านไปได้ มองหน้าที่ของเราก่อน และเราทำอะไรได้บ้าง คือเราไม่ใช่หมอ แต่หน้าที่ของเราคือทำให้หมอไม่ลำบาก ไม่เดือดร้อน เราก็ทำได้ โดยการที่ระวังตัวเอง ระวังคนรอบตัว และช่วยเหลืออะไรใครได้ก็ช่วย ถึงเวลาที่เราต้องช่วยกัน แล้วต้องเสพข่าวอย่างคิด วิเคราะห์ ปิดท้าย พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้แง่คิดในการสร้างวัคซีนทางใจในการเยียวยาในตอนนี้ว่า อย่างแรกเราต้องสร้างและมีความรู้สึกตัวเองปลอดภัยก่อน ดูความปลอดภัยให้ตัวเองได้ในระดับหนึ่งแล้ว เราต้องให้กำลังใจตัวเองไปพร้อมๆกับความเข้าใจว่าสถานการณ์มันมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นตลอดเวลา ถ้าเกิดการจิตตก ขอให้เป็นแค่ชั่วคราว เพราะเรายังต้องมีเรื่องที่จะต้องจัดการเรื่องต่างๆ ยังมีภารกิจที่เราต้องดูแล แล้วเดินหน้าต่อไป รับรู้ แล้วเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ทำให้จิตของเรามันจมอยู่กับด้านลบมากๆ เหมือนคนแข่งวิ่งมาราธอนระยะยาว เราต้องรู้จุด จะหยุดแล้วเติมน้ำ เติมกำลังไม่ฝืนตัวเองมาก แล้วจะประคองไปจนถึงจุดหมาย ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน เพราะว่าสังคมจะเดินหน้าต่อไปได้ด้วยแรงและกำลังของเรา. พญ.พรรณพิมล วิปุลากร