วัคซีนยังคงเป็นปัญหาใหญ่สำคัญต่อไป ตั้งแต่ต้นจนไม่รู้จะจบอย่างไร มีเสียงเรียกร้องจากวงการแพทย์หลายองค์กร ให้รัฐบาลจัดหาวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ ที่มีคุณภาพและกระจายการฉีดให้ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับโควิดสายพันธุ์ใหม่ๆ สมาคมแพทย์ชนบทระบุว่าขณะนี้ประเทศไทยมาถึงจุดที่ต้องเร่งฉีดวัคซีนกะจะฉีดวัคซีนเพียงวันละ 10 ล้าน โดสไม่พอ แต่ต้องฉีดให้ได้อย่างน้อยวันละ 15 ล้านโดส จึงจะตามสถานการณ์ได้ ต้องนำวัคซีนไฟเซอร์และโมเดอร์นาเข้ามาโดยเร็ว และเจรจากับแอสตราเซเนกาให้ส่งวัคซีนเข้ามาให้ไทยอีก 61 ล้านโดส จึงจะสามารถฉีดให้ประชาชนอย่างน้อย 50 ล้านคน ตามแผนเปิดประเทศใน 120 วันแต่การที่จะให้บริษัทแอสตราฯ จัดส่งวัคซีนให้อีก 61 ล้านโดส เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ นพ.นคร เปรมศรี ผอ.สถาบัน วิจัยวัคซีนแห่งชาติ เปิดเผยในเสวนาแห่งหนึ่งว่าได้รับหนังสือจากแอสตราฯแจ้งว่าในเดือนกรกฎาคมนี้ไม่สามารถส่งมอบวัคซีนให้ไทยได้ถึง 10 ล้านโดส เนื่องจากจะต้องส่งให้ประเทศอื่นด้วยขณะเดียวกัน โควิดสายพันธุ์ใหม่ “เดลตา” ที่คนไทยรู้จักกันในชื่อสายพันธุ์อินเดีย ได้แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วและรุนแรงในประเทศไทย คิดเป็น 70% ของ การแพร่ระบาด ข้อมูลเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 5,916 คน เสียชีวิต 44 คน เป็นตัวเลขที่น่ากลัวติดต่อกันมาหลายวันแต่ใน 4 เดือนเศษที่ผ่านมา รัฐบาลเพิ่งฉีดวัคซีนให้คนไทยได้ประมาณ 10 ล้านคน เกือบทั้งหมดฉีดแค่เข็มเดียว ซ้ำยังมีข่าวไม่ค่อยดีเกี่ยวกับคุณภาพของวัคซีนรายล่าสุด น.ต.สมรักษ์ คำสิงห์ คนดังกลายเป็นข่าวฉีดแล้ว 2 เข็ม ยังติดเชื้อ ขณะนี้จึงมีเสียงเรียกร้องจากหลายวงการขอฉีดวัคซีนอเมริกันต้องเป็นวัคซีนดีมีคุณภาพ มีปริมาณที่เพียงพอ และต้องเร็วด่วนจี๋ ถ้าจะฉีดให้ได้ตามเป้า จะต้องเร่งฉีดวันละไม่รู้กี่แสน หรือกี่ล้านโดส ซ้ำยังมีปัญหาเดิมๆที่รัฐบาลแก้ไม่ตก นั่นก็คือ “วัคซีนไม่พอ” ต้องรอก่อน ต้องเลื่อนเวลาบ่อยครั้ง จนขณะนี้ไม่ได้มีปัญหาความไม่พอ แต่มีปัญหาเรื่องคุณภาพ และความโปร่งใสอาจกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับรัฐบาลที่โน้มเอียงอำนาจนิยม ไม่ยอมเป็นประชาธิปไตยแท้ มักจะขาดความโปร่งใส ไม่ชอบการตรวจสอบ แม้แต่สัญญาการซื้อหรือจัดการวัคซีน ก็ไม่เปิดเผยต่อประชาชน แต่ชอบโฆษณาชวนเชื่อประกาศว่ามีวัคซีนพร้อม ทั้งคุณภาพและปริมาณเพียงพอที่จะฉีดให้คนไทยทุกคน จนขาดความเชื่อถือ. ปฏิบัติการไทยรัฐ ฝ่าวิกฤติโควิด-19