เริ่มเข้มข้นทุกขณะ “โค้งสุดท้าย” ก่อนถึงวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) แต่ละคนต่างผุดไอเดียสุดบรรเจิดมาเรียกร้องขอคะแนนจากประชาชนกันอย่างคึกคักทำให้บรรยากาศ “การหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่น” ในหลายจังหวัดมีสีสันอย่างมากด้วย “ผู้สมัคร” ต่างนำ “ลูกทีม” ตะลุยออกพบปะชาวบ้าน งัดกลยุทธ์ นโยบาย เรียกความนิยมจากประชาชน และอ้อนขอคะแนนเสียงกันอย่างเต็มที่ ก่อนที่เข้าคูหากันในวันที่ 20 ธ.ค.2563 ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. นี้ก่อนหน้านี้ “สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)” ก็สรุปผลการรับสมัครรับเลือกตั้ง ส.อบจ. และนายก อบจ. ที่เปิดรับสมัครในวันที่ 2-6 พ.ย.2563 ทั่วประเทศ 76 จังหวัด 8,521 คน แบ่งออกเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ. 335 คน ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.อบจ. 8,186 คนจำนวนนี้ “ผอ.กกต.ประจำ อบจ.” ไม่ประกาศรายชื่อผู้สมัครนายก อบจ. 4 คน และ ส.อบจ. 16 คน ส่วนใหญ่ขาดคุณสมบัติไม่ไปเลือกตั้ง ส.ส.วันที่ 24 มี.ค.62 ที่ไม่แจ้งเหตุจำเป็นต่อนายทะเบียนท้องถิ่น ในระหว่างหาเสียงนี้มี “เรื่องร้องเรียนทุจริต 21 เรื่อง ใน 11 จังหวัด” เป็นเรื่องการซื้อเสียง 4 เรื่อง แชร์ข้อมูลผิดกฎหมาย 1 เรื่อง การเลือกตั้งท้องถิ่นต้องถูก “แช่แข็ง” เว้นว่างไปนานกว่า 6-8 ปีนี้ รศ.ดร.วิทยาธร ท่อแก้ว ประธานหลักสูตรนวัตกรรมการสื่อสารทางการเมืองและการปกครองท้องถิ่น สาขาวิชานิเทศศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์ว่า นับเป็นโอกาสอันดีที่มีการเลือกตั้งท้องถิ่นอีกครั้ง หลังเว้นว่างห่างเหินกันมานาน ทำให้คนตื่นตัวอย่างมากคาดว่า...“การเลือกตั้งนายก อบจ. และ ส.อบจ.” จะมีผู้ออกไปใช้สิทธิมากกว่าร้อยละ 70-80 เพราะมีความสำคัญในการดูแลพัฒนาระดับจังหวัดโดยตรง ทำให้ประชาชนต่างมุ่งความสนใจไปยัง “คุณสมบัติผู้สมัครและนโยบาย” ที่เป็นหัวใจหลักนำไปสู่การแก้ปัญหา สนับสนุนรักษาความมั่นคง และความผาสุกประชาชนแต่ก็มีข้อสังเกตอยู่ว่า...ในการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้ “พรรคการเมือง” ส่งตัวแทนลงสมัครชิงชัยเก้าอี้นายก อบจ.ค่อนข้างน้อย สาเหตุจาก “ข้อจำกัดของกฎหมาย” ที่ไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้าดำเนินการใดๆเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง แต่ก็ไม่ตัดสินในเรื่องการใช้ชื่อ หรือโลโก้ของพรรคในการหาเสียงได้เช่นเดิม เรื่องนี้ทำให้ “พรรคการเมือง” ไม่เคลื่อนไหวเข้ายุ่งเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้เพราะเกรงการถูกร้องเรียน และนำไปสู่การพิจารณาออกใบเหลือง หรือใบแดง แต่ก็มีข้อดี คือ เกิดความเสมอภาคต่อผู้สมัครคนอื่น เพราะไม่สามารถนำ “คนเด่น คนดังในพรรค” เข้ามาช่วยหาเสียง ส่งผลให้ “ผู้สมัครอิสระ” เกิดความเสียเปรียบก็ได้ถ้าหากมองด้านการส่งเสริมการมีส่วนร่วม ส่งเสริมพรรคการเมือง หรือการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นนี้ อาจต้องปล่อยให้พรรคการเมือง และนักการเมืองทุกระดับ สามารถเข้ายุ่งเกี่ยวได้ ยกเว้นในเรื่องการใช้อำนาจหน้าที่ของการดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อให้เกิดประโยชน์เกื้อกูลกับผู้สมัครเท่านั้นแต่ลึกๆ...ในหลายเขตการเลือกตั้ง “ผู้สมัคร” มักเป็นกลุ่มเครือข่ายเดียวกับ “การเมืองระดับชาติ” ที่มี “พรรคการเมือง” หรือ “ส.ส.พื้นที่” คอยดูแลให้การสนับสนุนอยู่ราว 60% และอีกประมาณ 40% ก็เป็นผู้สมัครอิสระ ที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับพรรคการเมืองใดๆเลยต้องเข้าใจว่า “การเลือกตั้งท้องถิ่น” มีความเป็นอิสระให้ “สิทธิประชาชน” ที่เป็นผู้เลือก “ตัวแทนตัวเอง” ด้วยการตัดสินใจจาก “ผลงาน นโยบาย ทัศนคติด้านบริหารพัฒนา” เพื่อเข้าไปปกครองในระดับจังหวัด ในการทําหน้าที่กระจายอำนาจ บทบาทหน้าที่ และงบประมาณสู่ท้องถิ่น ด้วยเงินจากรายได้ภาษีพัฒนาท้องถิ่นตัวเองเมื่อเป็นเช่นนี้ “ผู้สมัคร” ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเกี่ยวข้องกับ “พรรคการเมืองระดับชาติ” หรือ “ขั้วอำนาจฝ่ายรัฐบาล” เสมอไป ย่อมสามารถบริหารพัฒนาท้องถิ่นให้มีความเจริญรุ่งเรืองงอกงามได้เช่นเดิม อีกทั้ง “นโยบายรัฐบาล” ที่จะลงไปในการพัฒนาท้องถิ่น อาจต้องฝากภาระหน้าที่นี้ที่ต้องพึ่งพาผู้นำท้องถิ่นด้วยซ้ำ ด้วยเหตุเพราะหลัก “การกระจายของท้องถิ่น” ดำเนินการกันมาอย่างถูกต้องด้วยดีอยู่ตลอด ในการให้อำนาจอิสระการปกครองตนเองได้ตามสมควร มีงบประมาณรายได้เป็นของท้องถิ่นเอง ซึ่งมีประชาชนทำหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลการบริหารงานของสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น เพื่อให้เกิดกลไกตรวจสอบอย่างสมดุลถูกต้องจริงๆแล้ว... “การเมืองระดับชาติ” อาจจำเป็นต้องมาเรียนรู้ “การเมืองท้องถิ่น” ด้วยซ้ำ เพราะแม้ประชาชนบางคนไม่ชอบใจ “ผู้นำท้องถิ่น” ในการบริหารมากเพียงใด แต่สุดท้ายทุกคนก็ต้องรอทนให้ครบวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี เพื่อการเลือกตั้งท้องถิ่น ในการปรับเปลี่ยนผู้นำท้องถิ่นชุดใหม่ เข้าไปบริหารแทนชุดเดิมแตกต่างจาก “การเมืองระดับชาติ” ไม่พอใจใครแล้วก็มักลาก “คนลงมาชุมนุมกลางถนน” อยู่เสมอ ซึ่งเป็นรูปแบบสวนทางกับ “หลักประชาธิปไตย” เพราะบางครั้ง “เรื่องที่ไม่ถูกใจเรา แต่อาจถูกใจคนอื่นก็ได้” ดังนั้น “สังคมจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบได้” ต้องยอมรับผลการตัดสิน “แพ้ชนะ” ที่เป็นกติกาถูกกำหนดขึ้นมาร่วมกันนี้ในส่วน “ผู้ชนะ” ก็ต้องมี “หัวใจเป็นนักกีฬา” ต้องตระหนักถึง “คะแนนเสียงข้างน้อย” เช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มมีความเห็นต่างที่ไม่ได้เลือกตัวเองขึ้นมา เพราะกติกาชิงชัยกันนี้มักต้องจบลง นับตั้งแต่ กกต.มีการประกาศผลแพ้ชนะของการเลือกตั้งไปแล้ว หลังจากนั้น “ผู้ชนะ” ก็มีหน้าที่ต้องดูแลทุกคนอย่างเท่าเทียมเสมอภาคกันดังนั้น “นายก อบจ.คนใหม่” เข้าไปบริหารชุมชนนี้ ไม่ควรมองข้าม “บุคคลเห็นต่างที่ไปสนับสนุนคนอื่น” และทำทีหลงลืมไม่ดูแลคนกลุ่มนี้ อีกทั้งยังควรตระหนักหลัก “ธรรมาภิบาลในการบริหาร” เพื่อให้เกิดความเสมอภาค ที่ไม่ใช่คิดเล็กคิดน้อย “คนนั้นพวกนี้...คนนี้พวกนั้น” กลายเป็นไร้การเหลียวแลเอาใจใส่กันไปสิ้นเชิง เพราะเชื่อว่า “คนแค้นฝังหุ่น” มีอยู่ในวงการเมืองท้องถิ่นมากกว่า 30% ที่รอเหยียบย่ำกลุ่มคนที่ไม่สนับสนุนตัวเอง ส่งผลให้มี “บางชุมชน” ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำอย่างที่เป็นมาอยู่นี้ ดังนั้นควรต้องพึงระวังเรื่องนี้ เพราะความสำเร็จในการบริหารท้องถิ่น “ประชาชน” ต้องมีส่วนร่วมเสมอฉะนั้น “ผู้นำท้องถิ่นคนใหม่” ก็ต้องเป็น “นักบริหารมืออาชีพ” ที่ไม่ใช่ดูแลพัฒนาเฉพาะฐานคะแนนเสียงที่ได้มาเท่านั้น เพื่อยกระดับกระจายอำนาจในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง ส่วน “ประชาชน” ต้องรู้จักเรียกร้องสิทธิด้วยกระบวนการ “กลไกประชาคม” ที่สามารถควบคุมกำกับการทำงานฝ่ายบริหารได้อยู่เสมอการนี้ “หลายจังหวัด” ก็สามารถเป็นแบบอย่างได้ดี ที่ไม่ได้บริหารให้เฉพาะกลุ่มบุคคลใดๆ แต่กลับมุ่งพัฒนาบริหารจังหวัด เพื่อความก้าวหน้าแก่ทุกคนให้เกิดความทั่วถึงการบริการสาธารณะ และแก้ไขปัญหาตอบสนองความต้องการของประชาชน ด้วยการจัดสรรลำดับความสำคัญของการพัฒนาตามงบประมาณที่มีอย่างจำกัดนี้คราวนี้....“การเลือกตั้ง อบจ.” น่าจะมีวิวัฒนาการพัฒนาก้าวข้ามขึ้นไปอีก เพราะ “การเลือกตั้งท้องถิ่น” ก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป แต่กลับมักมีพัฒนาการสร้างองค์ความรู้ให้กับประชาชนอยู่เสมอเช่นกัน เพื่อนำไปเป็นหลักการพิจารณาปรับเปลี่ยน “ผู้บริหารท้องถิ่น” ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปได้ด้วยซ้ำ...เท่าที่มีโอกาสติดตาม “นโยบายผู้สมัคร” ในการหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่นนี้ ต่างมุ่งเน้น “เรื่องสุขภาพประชาชน” ด้วยการจัดตั้งโรงพยาบาล แหล่งออกกำลังกาย เป็นต้น และรองลงมา “เรื่องปากท้อง” ในการยกระดับอาชีพให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น มุ่งเน้นพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเมืองรองที่มีอยู่ในทุกจังหวัดเพื่อรองรับ “นักท่องเที่ยว” เข้ามาสัมผัสกับวิถีชุมชน สร้างรายได้ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน ถัดมา “เรื่องคุณภาพชีวิต” ทั้งความสะอาด ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในชุมชนประเด็นสำคัญ...“ประชาชน” ต้องไปใช้สิทธิ “เลือกคนดี มีคุณธรรม และมีความสามารถ” เข้าเป็นตัวแทนพัฒนาชุมชน ด้วยการพิจารณา “คุณสมบัติ และนโยบาย” ไม่นำเอาผลประโยชน์ตอบแทนเป็นตัวตั้งและ “ผู้สมัคร” ก็ต้องแสดงเจตจำนงชัดแจ้งในการเข้าไปบริหารท้องถิ่น ด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม เสมอภาค ส่วน “หน่วยงานภาครัฐ” ต้องช่วยกันรณรงค์ให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิกันให้มากๆด้วยเช่นกันย้ำว่า...วันที่ 20 ธ.ค.2563 “ประชาชน” อย่าลืมออกไปใช้สิทธิเลือก “นายก อบจ. และ ส.อบจ.” เข้าไปบริหารพัฒนาชุมชน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าเดิม...อัปเดทผลการเลือกตั้ง อบจ. 2563 พร้อมรายงานคะแนนสด ได้ที่ ไทยรัฐออนไลน์